ครอบครัว ดารา นักแสดง วัยรุ่น สมชาย เข็มกลัด เต๋า สมชาย

Exclusive Interview ความคิดที่ตกตะกอนจากอดีตวัยรุ่นใจร้อน เต๋า สมชาย

Home / men around, RUSH Variety / Exclusive Interview ความคิดที่ตกตะกอนจากอดีตวัยรุ่นใจร้อน เต๋า สมชาย

Stay True, Stay Cool

Exclusive Interview | เต๋า สมชาย เข็มกลัด

เต๋า สมชาย… พูดถึงชื่อนี้คงไม่ต้องร่ายสรรพคุณให้นานนัก กับนักแสดงรุ่นใหญ่ของเมืองไทย และไม่ใช่แค่นั้น เค้ายังเป็นนักร้อง ดารา นักกีฬา และล่าสุดกับบทบาทใหม่ ‘คุณพ่อ’ ที่กำลังรอคอยให้ลูกเติบโตเพื่อมาตะลุยโลกเปิดชีวิตไปด้วยกัน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปพูดคุยสบาย ๆ สไตล์เต๋าสมชายกันเลยดีกว่าครับ รับรองการตกตะกอนทางความคิดของเค้าต้องเซอร์ไพรส์พวกเราทุกคนอย่างแน่นอนกับ Exclusive Interview ความคิดที่ตกตะกอนจากอดีตวัยรุ่นใจร้อน เต๋า สมชาย

ชีวิตคุณเต๋าตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ

แฮปปี้มากครับ… เพราะผมอยู่ตัวคนเดียวมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ผมไม่ได้อยู่ด้วยกันผมมาอยู่กับย่า ตอนผมอายุ 24 ย่าผมก็จากไป ผมเลยนอนคนเดียวมานาน แต่วันนี้ผมมีลูกน้อยอายุ 7 ขวบกับ 8 ขวบ ผมตื่นเช้ามาก็แอบอมยิ้มว่า ข้าง ๆ มีเมียผมนอนอยู่ ซ้ายขวานี่ผมมีลูกผมนอนอยู่ แม่งดิ้นกลับหัวกลับหางอะไรไม่รู้อิรุงตุงนัง เช้ามาเมียลงไปทำกับข้าว นั่งกินกัน ผมก็ออกไปทำงานลูกก็ไปเรียนหนังสือ เมียก็อยู่ดูแลบ้านแล้วก็ทำงานให้ผม แถมเป็นผู้จัดการส่วนตัวด้วย คอยดูทุกเรื่องในชีวิตเลย

ฟุตบอลสำคัญกับคุณมากไหม

มากครับ เรียกว่าแทบจะมากที่สุดในชีวิต เพราะเป็นกีฬาที่ผมเล่นตั้งแต่ตอน 7 ขวบ ตอนผม 4 ขวบ ผมไปอยู่กับคุณย่าที่คลองเตย ซึ่งจะมองเห็นสนามฟุตบอลการท่าเรือแห่งประเทศไทย ทำให้ผมจะเห็นฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก พอผมอายุ 12 ก็สอบเข้าเทพศิรินทร์  ผมเป็นนักบอลโรงเรียนจนถึงอายุ 18 ก็เล่นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของตัวเองสำหรับอาชีพนักฟุตบอล ก็คือจตุรมิตรครั้งที่ 16 ปี 2534 ตอนนั้นได้ที่ 3 เป็นรายการใหญ่ของโรงเรียน และย้อนไปก็ผมเคยเล่นนักเรียนไทยลุยอาเซี่ยนอายุไม่เกิน 13 ปี กับอาจารย์ชาญวิทย์ ผลชีวิน ปีนั้นนักบอลที่ไปกับผมก็คืออนุรักษ์ ศรีเกิด กองกลางทีมชาติไทย แล้วเราก็ไปได้แชมป์ที่ฮ่องกง ได้เหรียญทองกลับมา ผมเคยไปเล่นสโมสรกองทัพบกอยู่พักนึง แต่ผมเกิดอาการบาดเจ็บแล้วมันไม่หาย อีกอย่างนึงคือพอเราเริ่มได้ทำงานในวงการ เราพบว่าทำงานวันเดียวได้มากกว่า ไปแข่งทัวร์นาเมนต์อัดฉีดมา 3 เดือนด้วยซ้ำ ผมก็เลยเริ่มเฟดตัวเองออกมาจากฟุตบอล อีกอย่างฟุตบอลก็ไม่ได้เฟื่องฟูเท่าสมัยนี้ด้วยครับ อีกอย่างถ้ามีเงินเนี่ยจะเรียนหนังสือ หรือจะทำอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเกิดไม่มีเงินทำอะไรก็ไม่ได้ก็เลยต้องเลือกทำงาน คว้าโอกาสทางบันเทิงที่เข้ามาก่อนครับ

ถ้ากลับกัน ณ ตอนนั้น ฟุตบอลไทยมันบูมเท่าตอนนี้จะเลือกอะไร

ถ้าวันนั้นฟุตบอลไทยมันบูมเท่าตอนนี้… ไม่ต้องคิดเยอะเลยครับ ทำควบคู่ไปเลย แบ่งเวลาให้ดี จัดการตัวเองให้ได้ ผมรักทั้งสองอย่างครับ

อีกเรื่องที่น่าสนใจทำไมคุณเต๋าไม่เล่นโซเชียล เน็ตเวิร์ก ครับ

ผมไม่มีเฟซบุ๊ก แต่ผมมีไอจี เพียงแต่ผมไม่เคยเล่นเลย เอาไว้ดูเวลาเมียผมลงรูป หรือส่องคนอื่นเพลิน ๆ เช่นนักฟุตบอลเมืองนอกอย่างเมสซี่ ดูเขาทำอะไร แต่ถามว่าผมอัพรูปไหม ผมไม่อัพ เพราะเมียผมมีเพจ ครอบครัวเข็มกลัด ทั้งในเฟสบุ๊ก ไอจี ที่คอยอัพรูปอะไรในนั้นอยู่แล้ว แถมนิสัยส่วนตัวเราไม่ได้เป็นคนแบบต้องนำเสนอหรือบอกตลอดเวลาว่าจะกินนอนทำอะไร ผมว่ามันเป็นวิธีการหรือความชอบที่แตกต่างกันในโลกนี้เฉย ๆ ไม่มีคำว่าผิด แค่ผมแฮปปี้กับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ตอนนี้เท่านั้นครับ

แบบนี้คุณเต๋าเรียกว่าเป็นคนติสท์ได้ไหมครับ

เฉยๆ เรามีวิธีการใช้ชีวิตในแบบฉบับของเรา เราแค่มีตัวตน มีสไตล์ในแบบฉบับของเรา แต่ถ้าคนอื่นหรือใครจะติสท์ไม่ติสท์มันก็แล้วแต่เขา ชีวิตของเขา แต่สำหรับผม ผมทำได้หมด สำหรับงานในวงการ จะแนวอะไรบอกมา ผมจะพยายามจนทำได้

คุณเต๋ามีหลายบทบาทขนาดนี้ ผมควรเรียกคุณว่าเป็นนักร้อง หรือนักแสดงครับ

เป็นทั้งหมดครับ… และก็ผมยังเป็นทั้งนักบอล นักวิ่งอีกด้วย คือจริง ๆ แล้วเรียกผมว่านักกีฬาที่ชอบออกกำลังกายน่าจะดีกว่า และความเป็นนักกีฬาของผมทำให้ผมมีความรับผิดชอบ รวมทั้งวินัยในการดูแลตัวเอง ถ้าคุณอยากจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคุณต้องใส่ใจ ดูและทั้งตัวเองและคนอื่น คุณถึงจะมีความก้าวหน้า อีกย่างผมเชื่อว่าการที่คนเราได้ตื่นออกไปทำอะไรแต่เช้ามันคือกำไรชีวิตที่ดีที่สุด เหมือนคนอื่นกำลังนอนหลับ แต่ยังไม่นอน เรายังพัฒนาตัวเอง เราก็จะก้าวนำเขาไปอีกก้าวนึง ทั้งนี้ต้องบาลานซ์การพักผ่อน การใช้ชีวิตให้ดี สรุปก็คือ ผมเป็นทั้งนักกีฬา นักแสดง นักร้อง และที่สำคัญมาก ๆ คือเป็นคุณพ่อ ที่มีภรรยาและลูกน้อยให้คอยดูแล และทุกหน้าที่ของผม ผมที่ต้องทำมันให้ดีที่สุด!

พูดถึงเต๋า สมชาย หลายคนติดภาพว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน คิดยังไงครับ แล้วเราอารมณ์ร้อนจริงไหม

โดยพื้นฐาน… ผมเป็นคนใจร้อนอยู่แล้ว และด้วยความที่ผมไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ไม่มีคนดูแล ผมต้องออกไปเรียนหนังสือเองตั้งแต่ 7 ขวบ ทำให้การถูกรังแกมันก็ง่ายขึ้น แถมผมเองก็พร้อมลุย พร้อมสู้คน มันก็เลยลากยาวมาจนถึงช่วงวัยรุ่น เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าวัยรุ่นกับความใจร้อนเป็นของคู่กัน แต่ถ้าเป็นในวัยนี้ 40 กว่า ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วจะให้ใจร้อนเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ หรือถ้ายังจะใจร้อนอยู่ ไม่ควบคุมตัวเอง ก็ต้องพร้อมรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ หรือผลเสียมันก็จะเกิดขึ้นตามมาจากการอารมณ์ร้อน ทำให้ทั้งตัวผมและครอบครัวใจเย็นมากขึ้น เวลาจะทำอะไรก็ตาม ต้องระมัดระวังตัวให้รอบครอบ พูดง่าย ๆ คือใช้ชีวิตแบบมีสติ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คุณสามารถอยู่ในโลกนี้ได้อีกนาน

คุณใจเย็นขึ้น

ไม่เย็นหรอกครับ เรียกว่าพยายามไม่หาเรื่องใส่ตัวมากกว่า ที่ไหนที่ไม่ควรไปก็อย่าไป อย่างร้านข้าวต้มตอนตี 3 เนี่ยไม่ควรไป ถ้าหิวกลับมากินมาม่าที่บ้านอร่อยกว่า เพราะถ้าไปโอกาสมีเรื่องก็สูง เช่นเจอคนเมา หรือเราอาจจะดื่มมา ทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ เพื่อตัดปัญหาเราก็เลยเลือกที่จะไม่ไป ที่ไหนเสี่ยง ที่ไหนมีโอกาสมีเรื่องเราไม่ไป อยู่บ้านสบายใจกว่า…

 

คุณเต๋านิ่งคิดสักพัก

 

เรียกว่ามีความคิด มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น รอบครอบในการใช้ชีวิตมากขึ้น ทั้งหมดก็เพราะลูก ผมอยากใช้ชีวิตอยู่กับลูก ไม่นานมานี้ลูกบอกผมว่าอยากขอเล่นทีมฟุตบอลของผม ทีมฟุตบอลชาริตี้ของบุญรอด สิงห์ออลสตาร์ทีม ที่ผมเป็นหัวหน้าทีม ผมก็บอกว่าให้เขาออกกำลังกายเยอะ ๆ 10 ปีข้างหน้าถ้าเค้าเข้าทีมมา ผมก็อยากเล่นกับเค้า แม้ตอนนั้นผมจะอายุ 55 ผมก็ต้องรีบดูแลตัวเองตั้งแต่ตอนนี้เพื่อให้เราเล่นกับลูกได้ คือมันไม่ใช่แค่ทำงานหาเงินส่งลูกเรียนอย่างเดียว เราอยากรู้ว่าโตขึ้นมาเขาจะมีอนาคตยังไง ผมบอกกับลูกเสมอว่า ถ้าวันนึงผิดหวังเสียใจ อกหัก อย่าคิดสั้นนะ ไม่ว่าจะมีอะไรให้กลับบ้าน พ่อแม่พร้อมที่จะกอดเขาได้เสมอ เพราะคนในครอบครัวเป็นคนที่ผมไว้ใจที่สุดในชีวิต ผมเชื่อว่าพวกเค้าไม่มีวันทรยศผมแน่นอน ที่สำคัญผมไม่อยากให้เขาคิดคนเดียว เพราะคำตอบมันอาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ถ้ามาสุมหัวกัน 4 คน พ่อ แม่ ลูก คำตอบมันอาจจะได้ดีที่สุด ดังนั้นกลับบ้านเถอะ ถ้ามีปัญหา กลับมาคุยกัน

ถ้าบังเอิญคุณเต๋าอารมณ์ร้อนอย่างเมื่อก่อนในยุคนี้ล่ะครับ

มันก็ตามยุคตามสมัย ตอนเป็นวัยรุ่นเราก็ร้อนตามวัย จะแบดบอย เพล์บอย หรือเป็นคนอารมณ์ร้อน เราซัดมาหมด แต่ผมเชื่อว่าของพวกนั้น ถ้าคุณมีประสบการณ์คุณก็จะรู้อะไรควรหรือไม่ควรทำ จริงอยู่ว่าคนเราเปลี่ยนไม่ได้ สันดานยังไงก็เป็นสันดาน เปลี่ยนไม่ได้หรอก แต่เราเลือกที่จะทำได้ อีกอย่างยุคนี้บอกกันตรง ๆ เลยฮะ ว่าเป็นยุคที่มันโกหกยาก ไม่ว่าจะทำอะไรเดี๋ยวก็มีกล้องนั่นนี่เต็มไปหมด ถ้ามีเรื่องมีราวเดี๋ยวมันก็จะมีภาพตามออกมา ยิ่งกับครอบครัวเรายิ่งพูดความจริงต่อกัน จะกลับช้า จะกลับเร็ว หรืออะไรก็ว่าไป เพราะต่อให้คุณปิด Gps แต่ก็จะมีคนถ่ายรูปคุณไปลงนั่นลงนี่ เดี๋ยวก็มีคนไลฟ์สดคนนู้นคนนี้ เดี๋ยวก็มีคนแท็กไปหาคนนู้นคนนี้ บางทีก็แท็กไปหาเมียผม เรียกได้ว่ายุคนี้มันเป็นยุคที่ผมนิ่งขึ้นมากแล้ว มันเริ่มอยู่ตัวแล้วในการใช้ชีวิต

แสดงว่าโลกมันเปลี่ยนไปเยอะเลย

ใช่ครับ… โลกมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่ใช่แค่เรื่องชีวิต แต่เป็นเรื่องการทำงาน เวลาเราไปทำงานกับเด็ก ต้องมีความพร้อม เราต้องทำให้เด็กดูว่ามันไม่ใช่แค่เข้ามาในวงการแล้วจะเล่นแอคชั่นได้เลย แอคชั่นในชีวิตจริงกับการแสดงมันต่างกัน บางทีแอคชั่นมันหลายเทค ต่อยตีกันทั้งวันได้ซีนเดียว บางทีต้อง 2-3 วัน ถึงได้ ผมก็พยายามดูแลตัวเอง บางทีเราแสดงกับเด็ก เราก็จะบอกเสมอว่าต้องซ้อม ต้องสนใจมัน ถ้ามันผิดคิวมันอันตราย ต้องฟิตดูแลต้วเอง ไม่ใช่เขาเล่นกัน 5-6 เทคมานั่งหอบ แต่ถ้าอย่างผม มาเหอะ! ยิ่งเล่นแล้วพลังยิ่งมา อะดรีนาลีนหลั่ง แต่ว่า 20 ปีที่แล้วกับปัจจุบันนี้มันก็ไม่เหมือนกัน ถ้าคุณไม่พร้อมหรือฟิตแอนเฟิร์ม คุณมาเล่นในยุคนี้ลำบาก เอาง่าย ๆ แค่คุณออกไปเจอแดด แดด 20 ปีที่แล้ว กับแดดวันนี้ต่างกันมาก ถ้าไปเที่ยวแล้วไปกินเหล้าแล้วไปถ่ายเช้าเดี๋ยวนี้มีตายอ่ะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันเป็นสิ่งที่ผมทำผมมีความสุข เป็นอาชีพที่ผมไม่เครียด ผมได้เจอทีมงานเหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนอีกครอบครัวของเรา

มุมมองเรื่องความรัก… ทัศนะคติหลังจากมีครอบครัวแล้วเปลี่ยนไปยังไง

ผมมองดีอยู่แล้ว ผมเป็นคนมองเรื่องของความรักดีอยู่แล้ว สมัยก่อนผมชอบอกหักด้วยซ้ำ

เพราะอะไรครับ?

เราจะได้เปลี่ยนบ่อย ๆ ไง (หัวเราะ)

แต่ตอนนี้ไม่เปลี่ยนแล้วใช้ไหมครับ

โหยย! เปลี่ยนได้ไงอ่ะ เงินอยู่กับเขา เปลี่ยนตอนนี้ก็จนตายเลยดิ ทุกอย่างเป็นชื่อเขาหมด(หัวเราะ)

ผลงานคุณเต๋าตอนนี้มีอะไรบ้างครับ

ก็มีซีรี่ส์ ตี๋ใหญ่ 2 ดับเครื่องชน นะครับ บ่ายสาม ช่อง Mono 29 และเร็ว ๆ นี้จะมีเปิดตัวละครเรื่องใหม่ของช่อง One ด้วยครับ

สุดท้ายอยากบอกอะไรกับทุกคนไหมครับ

ก็อยากบอกว่าขอบคุณมากที่ยังทำให้เราได้เจอ ได้พูดคุย ได้มีงาน สังคมดูแลเรา เราก็อยากจะดูแลสังคมให้ดี ที่สำคัญอยากฝากถึงทุกคนว่าเราควรอยู่ในสังคมที่ดีในยุคนี้ด้วยความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความไม่เห็นแก่ตัวต่อกัน มันจะทำให้เรามีความสุข เหมือนที่เขาเรียกกันว่าคนไทย พี่น้องกัน ใจเย็น ๆ ถ้าเราใจ เรามีสติ เรื่องราวต่าง ๆ ที่มันไม่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น… รู้รักสามัคคี ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มันยิ่งใหญ่ มันบ่งบอกถึงความเป็นคนไทย

พูดคุยกับแร็ปเอก คลิก