มาทำความรู้จักกับบี อภิชาติ ขันธวิธิ แอดมินจากเพจดัง HR- The Next Gen

Home / RUSH Variety / มาทำความรู้จักกับบี อภิชาติ ขันธวิธิ แอดมินจากเพจดัง HR- The Next Gen
B Book hr HR Next Gen page ทำงานแทบตาย ทำไมไม่โต บี บี อภิชาติ ขันธวิธิ หนังสือ อาชีพ เพจ

มนุษย์เงินเดือนหลายๆ ท่าน คงจะกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อจุดประสงค์ของแต่ละคน และแน่นอนว่า หลายๆ คนกำลังค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความก้าวหน้าของอาชีพการงาน และความมั่นคงในชีวิตของตัวเอง บัดนี้เราได้พาผู้ที่จะให้คำตอบกับทุกท่านเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้ได้มาด้วย “บี อภิชาติ ขันธวิธิ” หรือแอดมินจากเพจดัง HR- The Next Gen กับหนังสือของเขาที่มีคำตอบเกี่ยวกับคำถามนี้ “ทำงานแทบตาย ทำไมไม่โต

แนะนำตัวเองสักนิดนึงครับ?

ครับ บี อภิชาติ ขันธวิธิ เป็นแอดมินของเพจ HR- The Next Gen ทำเพจมาปีกว่าๆ แล้วครับ เริ่มทำตั้งแต่พฤศจิกายน 58 ปัจจุบันมีคนตามอยู่ประมาณ 2 แสนครับ

ก่อนหน้านี้ทำงานอย่างอื่นมาก่อนบ้างหรือเปล่าครับ?

ไม่เลยครับ เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์มาก็หางานทำ แล้วบังเอิญมีตำแหน่ง HR ในบริษัทที่ไปสมัครเขาว่างอยู่ ซึ่งจริงๆ แล้วตำแหน่งนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเศรษฐศาสตร์ที่จบมาเลย แต่เดี๋ยวนี้มันจะมี HR อยู่ฟังชั่นหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้เกี่ยวกับการเงินมาเกี่ยวข้อง เราก็เลยได้รับเลือกให้เข้าไปทำงานตรงนั้น ก็ทำมาเป็น 10 ปีแล้วครับ

ทำไมถึงมาเปิดเพจ HR – The Next Gen?

ตอนนั้นเบื่อๆ ครับ ส่วนตัวแล้วผมน่ะเป็นคนขี้เบื่อ ขี้เบื่อค่อนข้างมากเลย โชคดีที่ทำงานด้าน HR มา จะได้เปลี่ยนการทำงานทุกๆ 2 ปี คือมีการย้ายไปทำฝั่งโน้นบ้างฝั่งนี้บ้างในส่วนของบริษัทที่ทำอยู่ ก็จะได้ไปต่างจังหวัดบ้างต่างประเทศบ้าง ก็เลยยังพออยู่ได้กับงาน HR แต่ช่วง 2 ปีที่แล้วเราดันไม่มีขยับขยาย ก็เลยมาลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง ก็เริ่มคิดไปถึงสมัยเด็กๆ ว่าเรามี passion อะไรบ้าง ก็เลยมาลองทำเพจ HR- The Next Gen ดูครับ

ช่วยเล่าประสบกาณ์การทำงาน HR ที่ผ่านมาให้ฟังสักนิดนึงครับ?

HR เป็นเรื่องที่ไกลตัวนักศึกษานะผมว่า HR จริงๆ แล้วต้องทำอะไร ไม่มีภาพในจินตนาการของเราเลยว่าคืออะไร พอมาทำได้พักใหญ่ถึงรู้ว่า HR ส่วนใหญ่แล้วจะต้องทำงานกับผู้บริหาร เพราะจะต้องดูในด้านของกลยุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่จุดนี้มันจะไม่พีค จะไม่สัมผัสผู้คน มันจะมีแต่การวางแผนให้เขาโน่นนี่นั่น จะมองไม่เห็นภาพ ฉะนั้น เอาเรื่องนี้ล่ะกัน ผมเคยมีโอกาสได้ลงไปทำงานกับตัวพนักงานจริงๆ คือไปคลุกคลีทำงานอยู่กับเขาเลย อย่างที่กล่าวไว้ว่าเราต้องวางแผนให้ผู้บริหารเป็นหลัก แต่สิ่งที่เราไม่รู้เลยว่า ไอ้แผนที่เราวางไว้ให้พนักงานปฏิบัติมันดีจริงมั้ย เขาพอใจกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ได้รึเปล่า แล้วในที่สุดผมก็ได้มีโอกาสได้ไปคลุกคลีกับพนักงานโรงงานจริงๆ ตอนไปผมกลัวนะ เพราะไม่เคยไปอยู่ตรงนั้นเลย สิ่งแรกที่ผมคิดไว้ในหัวคือ ผมจะไม่ไปยุ่งกับพนักงาน จำไม่ตีซี้ไม่ไปสนิทกัน แต่พอไปถึงจริงๆ มันทำไม่ได้ สิ่งที่ผมต้องเปลี่ยน ณ ตอนนั้นคือ เปลี่ยนตั้งแต่การแต่งตัว ต้องใส่ยูนิฟอร์มให้เหมือนเขาทำตัวยังไงก็ได้ให้เท่าเค้าที่สุด เพื่อที่เราจะได้ทำงานกับเค้าให้ได้ และวิธีการเดียวที่จะสนิทกันได้คือ “ไปกินเหล้ากับพวกเขา” สำหรับการอยู่ในโรงงานที่มีผู้ชายเยอะ ตอนนั้นการดื่มกินของผมจะเปลี่ยนไปหมด และต้องเมาหัวราน้ำแบบเขาให้ได้เพื่อจะซื้อใจ แล้วพนักงานที่ผมเจอเป็นพนักงานกะ ซึ่งพวกเขาจะมีเวลาพักเมา แต่ผมต้องเจอพนักงานทั้ง 2 กะ กลายเป็นว่าผมต้องเมาทุกวันจันทร์ยันอาทิตย์ไม่มีพัก แล้วผมต้องทำงานเช้าให้ได้แบบปกติ แต่เราก็จะได้ใจเขาด้วยได้การใช้เหล้าเป็นสื่อกลางเพื่อลดดีกรีของคำว่า HR ระหว่างเรากับพนักงานลง แล้วเราก็จะได้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริษัท และพนักงานของเราได้ อันนี้แค่ตัวอย่างสั้นๆ นะครับ จริงๆ ยังมีอีกแต่ มันจะยาวเกินไป พอผมทำงานมาได้ประมาณนี้ผมก็เลยเข้าใจได้เลยว่า HR คือตัวกลางระหว่างบริษัทกับพนักงาน หน้าที่คือปรับให้บริษัท และพนักงานสามารถทำงานอยู่ร่วมกันได้ครับ

เคยเจอพนักงานแปลกๆ หรือที่พยายามลูกเล่นกับกฎข้อบังคับบ้างไหม?

มีมาตลอดครับ มีมาขอเงินพิเศษบ้าง ขอท้าทายกฎบ้าง โดยให้เหตุผลว่ามันไม่เหมาะสม มีทุกครั้งที่มีการออกกฎใหม่ๆ เข้ามาหรือแม้จะเป็นกฎเก่าๆ ก็จะมีคนเข้ามาท้าอยู่เรื่อยๆ แต่อย่างถ้ากฎเก่าที่มันมีอยู่นานมากแล้ว เราก็ต้องดูว่ามันยังเหมาะที่จะใช้ในปัจจุบันหรือเปล่า ถ้าไม่ก็ต้องมองย้อนกลับไปแล้วว่า ณ ตอนออกกฎนี้มามันยังมีเหตุผลอะไรที่ยังจะใช้กฎนี้อยู่ แล้วเหตุผลของมันในตอนนั้นมันไม่สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันแล้ว เราควรที่จะต้องแก้ไขมันใหม่ซะ เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันด้วย ไม่ใช่ว่าจะดันทุรังไปเรื่อยๆ อันนี้ไม่สมเหตุสมผลครับ

มีวิธีจัดการคนแบบนั้นยังไงบ้าง?

เราจะพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่พนักงานเรียกร้องครับ ถ้าเป็นสิ่งที่เขาไม่ควรจะได้ เราจะต้องใช้บารมีอธิบายให้เขาเข้าใจด้วยเหตุผลครับ ขอใช้คำว่าบารมีนะครับ คือในที่นี้เราถึงจำเป็นที่จะต้องมีคลุกคลีกับพนักงานเพื่อให้รู้ว่าเราเขามีความต้องการอะไร และอะไรที่เหมาะที่ควรจะให้ได้ และอะไรที่ให้ไม่ได้ เพื่อให้พวกเขาอยู่ได้ และบริษัทอยู่ได้ครับ

 แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเรื่อง”ทำงานแทบตาย ทำไมไม่โต” ?

ชื่อนี่ต้องขอบคุณบก. เลยครับ แล้วก็หลายๆ ท่านที่ช่วยตบๆ กันมาจนโอเค มันมาจากเหตุผลที่คนจะลาออกหรือไม่มีความสุขในการทำงานมันน่าจะมาจากอะไรบ้างครับ ซึ่ง TOP 3 มันจะมาจากเรื่องวิธีการทำงานที่มีอยู่ทุกที่ อีกเรื่องก็จะเป็นเรื่องของหัวหน้า ที่พนักงานไม่พอใจหัวหน้า ไม่แฮปปี้กับหัวหน้า ไม่แฮปปี้กับเงิน ส่วนอีกเรื่องก็จะเป็นเรื่องของเวลาในการทำงาน และอีกอันก็คือเรื่องการเติบโตนี่แหละครับ เหล่านี้คือปัญหาของการทำงาน โดยมุมมองของผมแล้ว บางทีคนที่บอกว่าตัวเองไม่เติบโตก็ต้องกลับมาดูตัวเองด้วยอีกทีว่า ได้พยายามแก้ไขปัญหาหรือรู้ปัญหาจริงๆ รึเปล่าว่าสาเหตุที่มันไม่โตเนี่ย เพราะอะไร แล้วเราได้พยายามแล้วใช่มั้ยที่จะหาช่องทางในการที่จะเติบโตได้ ซึ่งในความรู้สึกของผมแล้ว ถ้าเราต้องการจะโตจริงๆ เนี่ย มันย่อมมีช่องทาง มันมีหนทาง แล้วไม่ใช่เฉพาะการที่จะมาบอกว่าสายเลียเท่านั้นที่จะโตได้ มันไม่จริงครับ จริงๆ แล้วมันมีช่องทางอื่นๆ อีก ไม่ใช่ว่าต้องเก่งอย่างเดียวเท่านั้นนะที่จะโตได้ จริงๆ มันมีอีกหลายลู่ทางที่จะทำให้คุณโต เพียงแต่ว่าคุณได้มองหาช่องทางนั้นแล้วรึยัง ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะพยายามบอกคุณว่ามันมีทาง และมีเงื่อนไขอื่นๆ อีกที่จะทำให้คุณเติบโตขึ้นไปได้อีกในที่ๆ คุณทำงานอยู่อีกหรือเปล่า

ทำงานเยอะขนาดนี้มีแฟนมั้ยครับ?

มีคนที่คุยอยู่ครับ แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่ดูๆ กันอยู่

การเป็น HR มีสาวๆ เข้ามาหาเยอะมั้ยครับ?

ก็มีบ้างนะครับ แต่ก็มีเข้ามาหาอยู่ 3 คน เข้าหาเรา ซึ่งต่อมาก็เกิดปัญหาครับ ก็เลยคิดว่าจะไม่ยุ่งกับคนในออฟฟิศอีก แต่ด้วยเวลาของเราทำให้เราไม่สามารถออกไปเจอคนข้างนอกก็จะเจอแต่คนใน ก็เลยเอาวะ ลองดูอีกสักทีแต่ก็ไม่รอด

สำหรับคุณแล้วพนักงานงานออฟฟิศกับการเป็นฟรีแลนซ์แบบไหนดีกว่ากัน?

ตอบไม่ได้เลยว่าอันไหนมันดีกว่ากัน แต่ละอันมันมีเงื่อนไขของมันครับ การที่จะบอกได้ว่าอะไรดีกว่ากันมันอยู่ที่ว่า ณ วันนั้นเรามีเป้าหมายอะไร เราต้องการอะไร ถึงจะบอกได้ว่าอันไหนมันดีกว่าอันไหน การเป็นมนุษย์เงินเดือนสิ่งที่ได้แน่นอนก็คือความมั่นคงในระดับนึง แน่นอนว่ามันไม่ถาวรหรอก เพราะบริษัททุกบริษัทมีโอกาสล่มได้หมด มีวันที่เราจะสามารถขี้เกียจได้ในระดับนึง ถึงแม้ว่าทั้งปีทั้งเดือน เราจะไม่มีงานอะไรเข้ามาเลย เราก็ยังได้เงินเดือน บริษัทก็ยังไม่ได้ไล่เราออกได้ง่ายๆ กฎหมายแรงงานก็ยังคุ้มครองเราอยู่ โอกาสในการเรียนรู้ก็มีอยู่เยอะ แต่สิ่งที่หายไปคือเวลา 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น มันจะถูกล็อค เพราะเขาซื้อเวลาเราเอาไว้แล้ว ซึ่งอาจจะต้องมีแถมวันเสาร์อาทิตย์อีก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงานด้วย แต่ถ้าฟรีแลนซ์ แน่นอนเราก็จะเวลามาเมเนจตัวเอง เราจะทำงานตอนไหนก็ได้ สมมติวันนี้ไม่มีงานทั้งวันแต่เรายังมีเงินเก็บสะสมอยู่ เราก็ยังเอาเวลาไปทำโน่นนี่นั่นได้ แต่ความมั่นคงของเราจะหายไประดับหนึ่ง แล้วถ้าเราดันเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบมากพอ เราไม่หางาน เงินเดือนแต่ละเดือนจะไม่มี ก็จะเดือดร้อนแล้ว คนที่จะเป็นฟรีแลนซ์แล้วประสบความสำเร็จได้จะต้องเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมากๆ ครับ

สุดท้ายนี้ฝากอะไรถึงหนังสือ”ทำงานแทบตาย ทำไมไม่โต” และน้องๆ รุ่นหลังสักนิดนึงครับ?

สำหรับหนังสือเล่มนี้นะครับ ถ้าคนที่ทำงานมาแล้วอย่างน้อย 3 ปีอ่านแล้วจะ get ว่าคุณจะต้องทำยังไงบ้าง แต่มันไม่ใช่ How to แน่ๆ มันเป็นแนวทางที่จะชี้ประเด็นให้เห็นว่าอะไรบ้างที่จะเกี่ยวข้องกับการเติบโตในการทำงานของคุณ ถ้าการเติบโตยังคงเป็นความสุขในการทำงานของคุณอยู่ หนังสือเล่มนี้คือตัวช่วยในระดับนึงให้คุณได้ครับ สำหรับน้องๆ รุ่นใหม่ที่กำลังจะทำงาน ลองมองหาสิ่งที่เหมาะกับคุณ อย่าเพิ่งตัดช้อยส์การเป็นมนุษย์เงินเดือนออกสาระบบนะครับ บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เหมาะ และทำให้คุณ complete ก็ได้ แล้วก็โอกาสสำหรับเด็กใหม่สมัยนี้มีเยอะมาก เยอะจนทำให้เรานึกไม่ออกว่าเราจะเลือกอะไรดี ให้กลับมาตั้งสติที่ตัวเอง แล้วมองเป้าหมายในแต่ละวันของเราว่าเราต้องการอะไร เป้าหมายระยะสั้นเราต้องการอะไร ระยะกลางต้องการอะไร แล้วดูว่าวันนี้เราควรจะต้องทำอะไร แล้วเราจะสามารถทำสำเร็จในแต่ละมายด์สโตร์ของเรารึเปล่า แล้วเราก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ไม่ยากครับ

 

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิตยสาร RUSH ได้ที่
Facebook : facebook.com/RUSHmag
IG : instagram.com/rush_magazine_official/
RUSH VDO
seeme.mthai.com/ch/rush