ทริปนี้ ผมจะไปสูดบรรยากาศดีๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรีกันครับ

Home / men around, RUSH Variety / ทริปนี้ ผมจะไปสูดบรรยากาศดีๆ ที่จังหวัดกาญจนบุรีกันครับ

ช่วงที่ผ่านมานี้อากาศค่อนข้างเย็นถึงเย็นที่สุด เหมาะแก่การขึ้นดอยขึ้นเขาชมธรรมชาติ สูดอากาศดีๆ พร้อมคนดีๆ ซึ่งเข้ากับเดือนแห่งความรักมากๆ ทริปนี้ผมจึงมีความภูมิใจนำเสนอสถานที่สวยๆ กับบรรยากาศเย็นๆ ให้เพื่อนๆ ไว้เป็นทางเลือกสำหรับพาสาวของท่านไปปั้นรักกันนะครับ ส่วนผมยังคงโสดสนิทต้องออกเดินทางค้นหากันต่อไป

DSC06373 copy

DSC_9625 copyเก็บภาพมาฝากเพื่อนๆ ซะหน่อย

ทริปนี้ ผมออกเดินทางมายังจังหวัดกาญจนบุรีครับ เมืองที่สะสมความทรงจำในอดีตของประเทศไทยเอาไว้อย่างหลากหลาย ก็มีทั้งดี ทั้งบทเรียน และความเจ็บปวด ผสมปนเปกันไป และที่แรกที่ผมจะเดินทางไปนั้น ก็ขึ้นชื่อสุดๆ ในนเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของบ้านเรา และชาวมอญครับ แน่นอนว่าจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจาก “อำเภอสังขละบุรี” สังขละบุรี มีคำขวัญว่า “เมืองสามหมอก ดินแดนสามวัฒนธรรม” คือมีทั้ง ไทย มอญ กะเหรี่ยง มีสะพานไม้อุตมานุสรณ์ เป็นสัญลักษณ์เด่น ที่ใครมาก็ต้องมาเยือน สะพานไม้ที่ยาวที่สุดอันดับ 2 ของโลกแห่งนี้ พร้อมกับสัมผัสวัฒนธรรมแบบคนมอญ ทาแป้งมอญ การเทินของไว้ที่หัว และภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งมีแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย เจดีย์สามองค์ สังขละบุรี เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 215 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอ ทองผาภูมิ 74 กิโลเมตร เมืองชายแดนแห่งนี้ รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอัน เขียวขจี มีแม่น้ำซองกาเลีย ไหลจากต้นกำเนิดในประเทศพม่า พาดผ่านอำเภอสังขละบุรีหล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำ และเชื่อมสัมพันธ์ ชนชาติิมอญทั้งสองประเทศ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

DSC_9669 copyสะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์

DSC_9611 copyสะพานที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญ และชาวไทย

DSC06448 copyตอนเช้าบรรยากาศดีมากครับ

DSC06428 copyใครอยากได้ภาพถ่ายสวยๆ ลองมาถ่ายตอนเช้ามืดดูครับ

สะพานอุตตมานุสรณ์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า สะพานมอญ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 850 เมตร และเป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็ง ในประเทศพม่า เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำซองกาเรีย ที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีสะพานนี้สร้างขึ้นโดยดำริของ หลวงพ่ออุตตมะ เจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการาม ในปี พ.ศ. 2529 จนถึง พ.ศ. 2530 โดยใช้แรงงานของชาวมอญ เป็นสะพานไม้ที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญและชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีประมาณปี 2556 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นครับ สะพานอุตตมานุสรณ์ได้พังทลายขาดเป็น 2 ท่อนในช่วงกลางสะพาน ความยาวประมาณ 30 เมตร เนื่องจากเกิดเหตุฝนตกหนักติดต่อกันนานถึง 3 วัน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลเชี่ยวกรากจากทุ่งใหญ่นเรศวร พัดขยะตอไม้ลงสู่แม่น้ำซองกาเลีย ปะทะกับเสาสะพานทำให้เกิดขาดกลาง และเสียหายเพิ่มเป็น 70 เมตร ในเที่ยงของวันต่อมา

DSC_9731 copy วัดกลางน้ำ ตอนน้ำลดครับ

DSC06501 copyตอนน้ำขึ้นครับ

DSC_9700 copyบรรยากาศริมน้ำก็ทำให้ชื่นใจได้ครับ

เสร็จจากสะพานมอญ ผมก็มาต่ออีกที่ นั่นก็คือ วัดกลางน้ำ ซึ่งอยู่เลยจากตัวอำเภอสังขละบุรีไปประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นวัดจำพรรษาของ “หลวงพ่ออุตตมะ” เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวไทย ชาวมอญ รวมทั้งชาวกระเหรี่ยงและพม่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น แล้วตอนที่ผมไปถึงก็ต้องตกใจครับ เพราะวัดกลางน้ำไม่ได้กลางน้ำสมชื่อซะแล้ว แม่น้ำลดไปเยอะมากถึงมากที่สุด มากขนาดที่เห็นฐานวัด สามารถเข้าไปชมภายในตัววัดได้เลยแหละ ภายในวิหารที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนอันงดงามชาวบ้าน เรียกกันว่า หลวงพ่อขาว จากวัดวังก์วิเวการามแยกไปอีก 1 กิโลเมตร จะเป็นที่ตั้งของเจดีย์แบบพุทธคยามีลักษณะฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสบรรจุ พระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสาร บริเวณใกล้เจดีย์มีร้านจำหน่ายสินค้าจากพม่าหลายร้านจำพวกผ้า แป้งพม่า เครื่องไม้ ผมนี่ ซื้อไม่ยั้งเลยครับ สะใจจัง ตังค์จะหมด

DSC_9717 copyมาต่อกันที่วัดสมเด็จ

DSC_9797 copyเจดีย์วัดสมเด็จเป็นเจดีย์รูปทรงแบบมอญ

ต่อมาก็ต้อง วัดสมเด็จ ที่บ้านไหล่น้ำ ซึ่งอยู่ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอสังขละบุรีประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีศิลปวัฒนธรรมไทยรามัญ (มอญ) และพม่าอยู่เป็นจำนวนมาก จุดเด่นของวัดสมเด็จก็จะมี ศาลาการเปรียญวัดสมเด็จ ซึ่งมีลักษณะรูปทรงแบบมอญ สร้างขึ้นโดยพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) เป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมศาสนพิธีของสมเด็จพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในอำเภอ สังขละบุรี ทั้งชาวไทย ชาวไทยรามัญ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง เจดีย์วัดสมเด็จเป็นเจดีย์รูปทรงแบบมอญ สร้างขึ้นโดยพระราชอุดมมงคล (หลวงพ่ออุตตมะ) และทำการยกฉัตรเจดีย์เมื่อแรม 3 ค่ำ เดือน 4 วันพุธ ที่11 เมษายน พ.ศ. 2544 พระนอนเป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน บรรทมตะแคงขวา หลับพระเนตร ฝ่าพระหัตถ์ขวารองรับพระเศียร ข้อพระพาหาขวาวางอยู่บนพระเขนย พระกรซ้ายวางทาบไว้บนพระปรัศว์ พระบาทซ้ายซ้อนบนพระบาทขวา เหยียดปลายพระบาทเสมอกันทั้งสองข้าง

DSC06691 copyช่องเขาขาด หรือช่องไฟนรก

DSC06721ร่องรอยการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ

DSC06717มีการลำรึกถึงผู้เสียใจชีวิต

DSC06703 copyเหล่าเชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาทำงาน

DSC06719เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมสำหรับชาวต่างชาติ

รุ่งเช้ามาผมรีบตื่น และออกตัวจากที่พักอย่างรวดเร็ว เพราะบรรยากาศของสถานที่ๆ ผมจะไปนั้น ในช่วงเช้าเรียกได้ว่าใกล้คำว่า “เพอร์เฟ็คที่สุด” และสถานที่นั้นก็คือ “ช่องเขาขาด” ครับ ช่องเขาขาด หรือช่องไฟนรก เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า (เส้นทางรถไฟสายมรณะ) ตลอดเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า (เส้นทางรถไฟสายมรณะ)มีหลายจุดที่มีเนินหิน ภูเขา หน้าผา หรือหุบเหว ขวางอยู่จึงต้องขุดให้เป็นช่องเพื่อที่รถไฟสามารถวิ่งผ่านไปได้ซึ่งที่ช่องเขาขาด หรือ ช่องไฟนรก เป็นจุดที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางนี้ การขุดเจาะช่องเขาขาดเริ่มในเดือนเมษายนปีพ.ศ. 2486 ปรากฏว่างานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมีช่วงที่เร่งงานซึ่งแรงงานแต่ละกะต้องทำงานถึง 18 ชั่วโมงโดยงานส่วนใหญ่ล้วนใช้แรงคนทั้งสิ้น เช่นการสกัดภูเขาด้วยมือ ซึ่งเป็นการทำงานที่ทารุณยิ่ง เนื่องจากต้องปีนลงไปสกัดในช่องเขาซึ่งบางช่วงสูงถึง 11 เมตร จนแทบไม่มีอากาศหายใจทั้งยังต้องทำงานท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในช่วงเดือนมีนาคม ในภาวะขาดแคลนน้ำและอาหารเมื่อเจ็บป่วยแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ไม่เพียงพอต่อการพยาบาลต้องดูแลกันตามมีตามเกิด เชลยศึก และกรรมกรที่ช่องเขาขาดต้องทำงานตอนกลางคืนด้วยแสงไฟจากคบเพลิงและกองเพลิงทำให้สะท้อนเห็นเงาของเชลยศึกและผู้คุมวูบวาบบนผนังทำให้ที่นี่ได้รับการขนานนามว่า “ช่องไฟนรก” หรือ Hellfire Pass

DSC06548 copyคืนนี้เราออกมาซ่ากันที่นี่ ร้านโกดังเสือ

DSC06562 copyบรรยากาศรอบๆ ร้านดูดี และเป็นกันเองมากครับ

นั้นล่ะครับ จบทริปธรรมชาติกับบรรยากาศสุดสดชื่นกันแล้ว ค่ำนี้ก็เป็นเวลาของแรดราตรีของผมซะทีล่ะนะ ซึ่งคืนนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปร้าน “โกดัง เสือ” ร้านสุดแนวมีวิถีทางเป็นของตัวเองอย่างชัดเจนมากครับ การตกแต่งร้านที่ออกแนว Instrumental retro ที่ให้อารมณ์ย้อนยุคในรูปแบบโกดังเก่า เพลงที่เปิดในยุค ’60 สลับกับวงดนตรีสดที่ทันสมัย มันได้อารมณ์ดีแท้ ยังไงก็แล้วแต่ผมขอตัวไปตามหาสาวในที่แห่งนี้ก่อนนะครับ ไว้เจอกันคราวหน้าจะพาไปไหน อะไร ยังไง มาติดตามกันนะครับ บ๊าย!!

Did you know

– อำเภอสังขละบุรีในอดีตชื่ออำเภอวังกะซึ่งได้รับการเปลี่ยนชื่อเมื่อพ.ศ. 2482 (ในคราวเดียวกันกับที่ “กิ่งอำเภอสังขละบุรี” ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “กิ่งอำเภอทองผาภูมิ”)

– ต่อมาอำเภอสังขละบุรีได้ถูกลดฐานะลงให้เป็นกิ่งอำเภอสังขละบุรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2484 และต่อมาเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2508 จึงได้ถูกยกฐานะกลับขึ้นเป็นอำเภอสังขละบุรีดังเดิม

– พิพิธภัณฑ์เขาช่องขาดได้รับการออกแบบ และสร้างสรรค์อย่างสวยงามโดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลออสเตรเลีย เพื่อเป็นที่รวบรวมข้อมูลภาพถ่ายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือมินิเธียร์เตอร์ที่มีการฉายภาพยนตร์เงียบขาวดำซึ่งถ่ายทำจากเหตุการณ์จริงในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิตยสาร RUSH ได้ที่
Facebook : facebook.com/RUSHmag
IG : instagram.com/rush_magazine_official/
Youtube : youtube.com/channel/UC05caWeApIU23HyV6e9ng2A

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก

RUSH#66 Feb

Cover66.OK OUTLINE AW-01