นิทานไก่แก้วหอมชู เรื่องราวที่นายบอยจ๊อดจะพาเราไปสืบค้น

Home / men around, RUSH Variety / นิทานไก่แก้วหอมชู เรื่องราวที่นายบอยจ๊อดจะพาเราไปสืบค้น

นิทานพื้นบ้านบางเรื่องก็มาจากจินตนาการล้วนๆ ไม่มีอะไรยืนยัน แต่นิทานบางเรื่องกลับมีสถานที่จริง และหลักฐานอ้างอิงประกอบจนน่าฉงน เหมือนกับเรื่องราวต่อไปนี้ ที่นายบอยจ๊อดนักสืบหน้าหนวดจะพาเราไปทำความรู้จักกับนิทานพื้นบ้านซึ่งมีสถานที่จริงระบุให้เราต้องสืบค้น และนั่นก็คือเรื่องราวของ นิทานไก่แก้วหอมชู

นายบอยจ๊อด พร้อมที่จะพาเราไปพิสูจน์แล้ว

นายบอยจ๊อดหน้าหนวดได้พาเรามายัง ปรางค์บ้านสีดาหรือปรางค์สีดา ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดพระปรางค์สีดา ตำบลสีดา อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา เป็นอาคารที่ใช้หินศิลาแลง และอิฐเป็นโครงสร้างหลัก ลักษณะเป็นปราสาทหลังเดี่ยวทรงวิมาน – ศิขร (ะ) (ลดหลั่นขึ้นไป) แผนผังจัตุรมุข มีมุขซุ้มประตูสั้นๆ ปิดทึบด้วยประตูหลอกทั้งสี่ด้าน มีกำแพงศิลาแลง และคูน้ำล้อมรอบ ลักษณะเป็นปราสาทแบบ “สรุก” หรือศาสนสถานตามคติความเชื่อแบบฮินดู (Hinduism) ประจำชุมชนโบราณ ที่มักจะมีบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) อยู่ทางด้านหน้าทิศตะวันออก ฐานไพทีของตัวปราสาทเป็นชั้นบัวลูกฟักศิลาแลงเพิ่มมุม (หยักที่มุม) ที่ชั้นฐานของตัวเรือนธาตุปราสาทก่อด้วยศิลาแลงขึ้นไปถึงชั้นเหนือประตู เหนือขึ้นไปก่อด้วยอิฐ ฉาบปูนและปั้นปูนขาวฉาบประดับทั้งองค์ปราสาท

DSC_0240วัดพระปรางค์สีดา

DSC_0256ที่ตรงนี้เคยเป็นที่ตั้งรูปปั้นนางสีดา กับท้าวกำพร้า

สภาพของปราสาทปรางค์บ้านสีดา ตามภาพถ่ายเก่าเมื่อปี 2504 ชั้นเรือนยอดที่ก่อด้วยอิฐน่าจะพังทลายลงมาทั้งหมดในยุคก่อนหน้า คงเหลือเพียงชั้นของเรือนธาตุกับปูนปั้นประดับกลุ่มบัวเชิงธาตุและปูนปั้นหัวเสาติดอยู่กับตัวอาคารเรือนธาตุที่แตกร่วงหล่นกระจัดกระจาย ส่วนที่คงเหลืออยู่เห็นเป็นเด่นชัดเป็นภาพปูนปั้นประดับบนส่วนของทับหลังและหน้าบันทางฝั่งทิศตะวันตก ที่เป็นภาพของนางอัปสรา 7 นางกำลังร่ายรำ และภาพของกลุ่มบุคคลรายล้อมเทพเจ้าสำคัญ ที่ประทับอยู่บนดอกบัวตรงกลางภาพหน้าบัน จากร่องรอยหลักฐานที่เหลืออยู่ของซากปราสาทปรางค์บ้านปรางค์ ฐานบัวเชิงเรือนธาตุที่เหลืออยู่มีลักษณะยกชั้นสูงกว่าชั้นลวดบัวเชิงเสาประดับผนัง ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมในยุคปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 17

 

 

DSC_0227เป็นสถานที่ทีเต็มไปด้วยรูปปั้นที่สื่อถึงนรกกับสวรรค์

DSC_0235

DSC_0233

ประกอบกับภาพลวดลายปูนปั้นบนทับหลังหรือหน้าบัน ที่มีลักษณะเป็นเรื่องราวของภาพบุคคลโดด ๆ ไม่มีลายหน้ากาลเกียรติมุข หรือลายพรรณพฤกษามาประกอบ เป็นความนิยมทางศิลปะในช่วงหลังต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งก็หมายความว่า ปรางค์บ้านสีดาอาจกำหนดอายุการก่อสร้างได้ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 17 ถึงลักษณะของบุคคล รวมทั้งลวดลายเครื่องแต่งกายของภาพปูนปั้นที่มีอยู่นั้นมีความโดดเด่นแบบศิลปะขอม – เขมรโบราณ แต่ก็ยังมีความเป็น “ท้องถิ่น” ผสมผสานอยู่มาก ซึ่งก็อาจจะเป็นภาพปูนปั้นที่เพิ่งปั้นแต่ง เพิ่มเติมเข้าไปในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ในช่วงซ่อมแซมปราสาทครั้งใดครั้งหนึ่งก็เป็นได้

DSC_0225บ่อที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นบ่อไก่แก้วตามตำนาน “ไก่แก้วหอมชู”

DSC_0224

DSC_0258

ชื่อของ “ปรางค์บ้านสีดา” นั้น อาจมาจากชื่อ“นางสีดา” นางเอกสำคัญในวรรณกรรมรามเกียรติ์ และยังปรากฏอยู่ ในนิทานพื้นบ้านลาว เรื่อง “ไก่แก้วหอมชู” ซึ่งเล่าต่อกันในท้องถิ่นว่านางสีดาเป็นพระธิดาของท้าวกะโยงคำพญานาคเจ้าเมืองบาดาล วันหนึ่งแอบขึ้นมาเที่ยวบนโลกมนุษย์ โดยเนรมิตกายให้เป็น “ไก่แก้ว” (ไก่เผือก) ท้าวกำพร้า (ผู้มีวิชาต่อไก่ บุตรของผัวเมียกำพร้า) ได้มาพบไก่แก้ว จึงเข้าต่อไก่ไล่จับ คว้าไว้ได้แต่เพียงปลายหางเส้นหนึ่งของไก่แก้ว แต่นางสีดา (ไก่แก้วจำแลง)ก็สามารถหนีลง “รู” กลับไปเมืองบาดาลได้ ปลายขนหางไก่แก้วที่ท้าวกำพร้านำกลับมา ได้ส่งกลิ่นหอมชูฟุ้งไปทั่วเขตคราม หอมโชยไปจนถึงวังของพญาจาตูม (พญากุญชโร) พระองค์จึงมีรับสั่งให้ออกตามหาที่มาของกลิ่นหอมชู เมื่อทราบความแน่แล้วจึงให้ทหารขุดรูลงไปหาไก่แก้ว แต่จะขุดลึกลงไปมากเท่าใดก็ยังไม่ถึงเมืองบาดาล แม้จะเอาด้ายหย่อนลงไปก็ไม่ถึง พญาจาตูมจึงให้นายช่างหลวงทำสายยนต์เป็นเชือกโซ่เหล็ก ใช้เวลาตีสายเชือกยนต์เจ็ดปีเจ็ดเดือนจนมีความยาวมากพอ แต่ก็ไม่มีใครอาสาลงรูไปตามไก่แก้ว พญาจาตูมจึงขอให้ท้าวกำพร้า เป็นผู้ลงไปตามหาไก่แก้ว โดยสัญญาว่า จะดูแลมารดาของท้าวกำพร้าไว้ให้ (บ่อที่ขุดตามรูก็เรียกว่า “บ่อไก่แก้ว” ช่องหินศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยม (ที่ปักเสาจารึกแบบเขมรโบราณ) ในวัดบ่อไก่แก้ว ที่จะมีงานประจำปีทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี)

DSC_0178หน้าปราสาทที่ว่ากันว่า พญาจาตูมสร้างให้แก่นางสีดา

DSC_0174ด้านหน้าจะมีรูปปั้นนางสีดาอยู่

เมื่อตั้งหลักยนต์ไว้ข้างบ่อแล้วจึงผูกสายยนต์หย่อนลงไป ให้ท้าวกำพร้าอยู่ในยนต์ โดยแจ้งสัญญาณว่าถ้าต้องการขึ้นมา จะให้ดึงขึ้น ก็ขอให้กระตุกสายยนต์ เมื่อหย่อนลงไปถึงเมืองบาดาล ท้าวกำพร้าก็ได้พบนางสีดา (ไก่แก้วจำแลง) ซึ่งเป็นพระธิดาพญานาค แต่ด้วยเพราะอดีตชาติเป็นคู่ตุนาหงัน ทั้งสองจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน ต่อมาท้าวกำพร้าคิดถึงมารดาที่ฝากพญาจาตูมดูแลไว้ จึงขอพญานาคเจ้าเมืองบาดาลเดินทางกลับขึ้นมาพร้อมกับนางสีดาแต่เมื่อมาจะขึ้นยนต์ นางสีดาลืมของใช้ จึงขอให้ท้าวกำพร้ากลับไปเอามาให้ ท้าวกำพร้าสั่งกำชับนางสีดาว่า ห้ามถูกต้องสายเชือกยนต์โดยเด็ดขาด แต่นางสีดาก็เผลอขึ้นไปนั่งบนยนต์ ทำให้สายเชือกยนต์กระตุก ทหารข้างบนจึงชักสายยนต์ขึ้น ท้าวกำพร้าวิ่งกลับมาไม่ทันจึงขึ้นมาไม่ได้ และต้องย้อนกลับไปยังเมืองบาดาล เพื่อขอให้เจ้าเมืองบาดาลหาหนทางช่วยให้กลับขึ้นมาเบื้องบนเมื่อนางสีดาถูกยนต์ชักขึ้นมาแล้ว พวกทหารที่เฝ้ายนต์ จึงนำตัวนางไปถวายพญาจาตูม พญาจาตูมทรงโปรดและหลงรักนางสีดา หวังจะอภิเษกให้เป็นมเหสีด้วย แต่ด้วยเพราะพญาจาตูมไม่ใช่เนื้อคู่จึงไม่อาจเข้าใกล้ตัวนางสีดาและหากเข้าใกล้ถูกเนื้อต้องตัวนางสีดาก็จะลุกร้อนเป็นไฟ

DSC_0188ด้านหน้าของตัวปราสาท “ปรางค์บ้านสีดา”

นางสีดาขอเวลา 3 ปี รอให้ท้าวกำพร้ากลับมา ถ้าท้าวกำพร้าไม่กลับ ก็จะยอมเป็นมเหสีของพญาจาตูม แต่ขอให้สร้างปราสาทแยกให้ไปประทับอยู่ห่างๆพญาจาตูมจึงทำตามที่นางสีดาขอ โดยสร้างปราสาทให้นางสีดา (ปรางค์บ้านสีดา) หลังหนึ่ง และเมื่อท้าวกำพร้าสามารถเดินทางกลับขึ้นมาจากบาดาลจนได้มาพบกับนางสีดาและกลับมาอยู่ด้วยกัน เมื่อพญาจาตูมรู้เข้าจึงส่งคนมารับนางกลับไป แต่ท้าวกำพร้าไม่ให้ เพราะพญาจาตูมผิดคำสัญญาที่จะดูแลมารดาให้ดี แต่กลับปล่อยปะละเลยจนเสียชีวิต เกิดการรบพุ่งกันระหว่างพญาจาตูมกับท้าวกำพร้า ท้าวกำพร้าเสกให้พญาจาตูมตัวแข็งเป็นหิน เสกให้น้ำท่วมเมือง จนพ่ายแพ้ พญาจาตูมยอมรับผิด ยกบ้านเมืองให้ท้าวกำพร้าครอบครอง แต่ท้าวกำพร้าปฏิเสธ จึงยกเมืองคืนให้กับพญาจาตูม ครอบครองดังเดิม พร้อมกับสั่งสอนให้ตั้งตนอยู่ในศีลธรรม

DSC_0205ส่องใหญ่เลยนะนายบอยจ๊อด

DSC_0211ประตูทิศใต้ ที่มีเรื่องเล่าแตกต่างกันมากมาย เกี่ยวกับปรางค์บ้านสีดา

DSC_0212ถูใหญ่เลยนะหนวด

นอกจากซากของปราสาทร้างในยุควัฒนธรรมเขมรที่บ้านสีดาแล้ว โดยรอบของชุมชนยังปรากฏร่องรอยของเนินเมืองที่ตั้งถิ่นฐานของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ คูน้ำคันเมืองรูปวงกลมและวัตถุโบราณในวัฒนธรรมแบบทวารวดี (ใบเสมาหินแบบทวารวดี) ที่บ้านโนนเมือง (ทางทิศเหนือของปรางค์บ้านสีดา)แสดงให้เห็น”ร่องรอยหลักฐาน” ของพัฒนาการผู้คน – วัฒนธรรมที่ทับซ้อน ต่างกาลเวลากันมายาวนานจากชุมชนยุคเหล็กมาถึงวัฒนธรรมทวารวดีกลายมาเป็นชุมชนเขมรตั้งแต่ยุคพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมาได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีสถานที่อ้างอิงจริง แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องเล่านิทานนี้จะเคยเกิดขึ้นจริงด้วย และถึงแม้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้น นายบอยจ๊อดก็ยังครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปให้ได้ชัดเจนต่อไป เอาน่ะ อย่าเพิ่งไปคิดมากเลยพ่อหนวด..

DSC_0207

DSC_0188

Did you know

– ประเพณีแห่ช้างบ่อไก่แก้วเมืองสีดาใช้ช้างแห่จำนวน ๙ เชือกในช่วงตรุษสงกรานต์ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อท้าวกำพร้ารบชนะพระยาจาตูม และชิงตัวนาง

– ชาวบ้านมีความเชื่อว่าตรงบริเวณบ่อไก่แก้วมี “รู” หรือ “ทางน้ำ” ที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองบาดาลกับโลกมนุษย์

– ปูนปั้นในวัดบ่อไก่แก้วเป็นศิลปะแบบขอม – เขมรโบราณ ระบุว่าเป็นปูนปั้นประดับปราสาทก่ออิฐหลังหนึ่งในจังหวัดโคราช เรียกว่า “กู่สีดา” หรือ “ปรางค์บ้านสีดา”

– ที่บ้านโนนเมือง (ทางทิศเหนือของปรางค์บ้านสีดา) แสดงให้เห็น”ร่องรอยหลักฐาน” ของพัฒนาการผู้คน – วัฒนธรรมที่ทับซ้อน ต่างกาลเวลากันมายาวนานจากชุมชนยุคเหล็กมาถึงวัฒนธรรมทวารวดีกลายมาเป็นชุมชนเขมรตั้งแต่ยุคพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา

 

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิตยสาร RUSH ได้ที่
Facebook : facebook.com/RUSHmag
IG : instagram.com/rush_magazine_official/
Youtube : youtube.com/channel/UC05caWeApIU23HyV6e9ng2A

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก

RUSH#64 Dec

64-Low2_resize