เลือกสูทเนื้อผ้าวูลอย่างไรดี?

Home / men around / เลือกสูทเนื้อผ้าวูลอย่างไรดี?

เลือกสูทเนื้อผ้าวูลอย่างไรดี? รูปที่ 1

ว่ากันว่า เสื้อสูทที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปทรงเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากที่ควรคำนึงถึง หนึ่งในนั้นคือเรื่องเนื้อผ้า ไม่ทราบว่า ระหว่างเนื้อผ้าแบบวูล (Wool) กับไม่วูล แบบไหนเหมาะกับคนไทยมากกว่ากัน ที่สำคัญเวลาเลือกเนื้อผ้าต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรเป็นพิเศษบ้าง ถ้าเราเลือกสูทผ้าวูล ควรเลือกความหนากี่เปอร์เซ็นต์ ความหนาแต่ละอย่างเหมาะกับการใส่โอกาสไหนบ้าง และการดูแลรักษาต้องทำอย่างไร เราจำเป็นต้องลงทุนกับเรื่องเนื้อผ้าของสูทนี้มากน้อยแค่ไหน ?

ผ้าวูล (Wool) หรือผ้าขนสัตว์ คือสุดยอดคุณภาพของผ้าตัดสูท ที่ทำให้เราดูดีที่สุด ทั้งในแง่ความกลมกลืนกับรูปแบบการตัดเย็บ ความอบอุ่นหรือเย็นสบาย และภาพลักษณ์ที่ดูดีมีระดับ

ผ้าวูลอยู่ได้กับอากาศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกว่า Mohair, Gabardine, Marino หรือ Serge หรือมีกรรมวิธีปลีกย่อยอย่างไร ความดีของผ้าวูลคือเป็นธรรมชาติ ต่อให้ผ้าหนาอย่างไร อากาศก็ผ่านเข้า-ออกได้ หรือที่มักพูดว่า ผ้าชนิดนี้ Breathe หรือ หายใจได้ คุณสมบัตินี้สร้างความแตกต่างระหว่างผ้าวูลกับผ้ากึ่งวูลผสมใยสังเคราะห์ ยิ่งผสมใยสังเคราะห์มาก ก็ยิ่งร้อนและไม่ทิ้งตัว

คุณภาพ (ซึ่งมิใช่ความหนา) ของผ้าวูลมีกำหนดตั้งแต่ 80 หน่วยไปถึง 180 หน่วย เลขยิ่งสูง ผ้ายิ่งเบาและละเอียดมาก เนื้อผ้าละเอียด ทิ้งตัวง่าย ไม่เกิดรอยยับ แม้กองไว้หลังรถหรือสวมใส่ทั้งวัน พอเข้าไม้แขวนไม่นานก็คืนตัว รอยยับที่ข้อพับศอกก็ไม่เห็น ในเมืองไทยผ้าวูลเนื้อระหว่าง 110 ถึง 120 ถือว่าเป็นราคาที่กำลังดี

เรามักใส่สูทเมื่ออยู่ในอาคารห้องที่มีแอร์ (ยกเว้นในละครหลังข่าวที่ให้ดาราใส่สูททุกแห่งแม้ในตลาดสด) จึงไม่ควรกังวลเรื่องความหนาบางของสูทผ้าวูล อย่างไรก็ดี เป็นธรรมเนียมว่าเสื้อสูทที่ใส่กลางคืน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีดำหรือสีเข้ม) มักเป็นผ้าวูลเนื้อเบาและทิ้งตัวได้ดี ใส่แล้วไม่ดูพอง ส่วนเรื่องความหนาหรือบางนั้น ในบ้านเราคงไม่นิยมความหนากันเท่าไร แม้ในเมืองหนาวจะเริ่มใส่สูทวูลผ้าหนาระหว่างช่วงเดือนที่อุณหภูมิลงไปเป็นเลขตัวเดียวเท่านั้น

หากซื้อเพียงสูทสำเร็จรูปราคาย่อมเยา อาจพิจารณาเพียงอัตราส่วนผสมระหว่างเนื้อผ้าวูลกับเนื้อผ้าสังเคราะห์ (Polyester) เช่น Wool 70%, Polyester 30% อย่างนี้ถือว่าใส่สูทเพื่อหน้าที่หรือเครื่องแบบ ใส่ให้พอเท่แต่สมบุกสมบันได้ เพราะต้องเคลื่อนไหว วุ่นวาย และมอมแมม การจะลงทุนซื้อผ้าวูลดีๆ ก็ต้องใคร่ครวญวงจรชีวิตประจำวันให้ดีด้วย

ผ้าวูลดีๆ ทำให้สูทใช้งานได้ไกลนับสิบปี มีข้อแม้ว่ารูปร่างต้องไม่เปลี่ยน ต้องเก็บรักษาสูท

ไว้อย่างดี อย่างไรก็ดี ความคุ้มทุนของสูทจากผ้าวูลดีๆ มิได้อยู่ที่ความคงทนและสวยอมตะเท่านั้น หากแต่อยู่ที่เรื่องฐานานุรูปในสังคม Look หรือภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ ดังนั้น ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับภาพลักษณ์ เช่น พิธีกรรายการทีวีหรือเวที ที่ปรึกษาธุรกิจหรือบรรดาโค้ชนักธุรกิจ นักการเงิน อาจสนใจจ่ายแพงกว่า เพราะสูทผ้าวูลดีๆ สร้างความประทับใจได้เร็ว

ผ้าวูลคุณภาพสูงทำให้สูททิ้งตัวได้สวย ตั้งแต่หัวไหล่ ชายเสื้อสูท และปลายขากางเกง (สามจุดหลักที่ผู้สวมใส่ต้องคำนึง) ไม่ปรากฏรอยตะเข็บให้เห็นชัด เมื่อผ้าทิ้งตัวดี ก็จะลู่เพรียวไปตามหุ่นของผู้สวมใส่ได้ดี

จะลงทุนแค่ไหน หากช่างเสื้อขาดความรู้ความชำนาญ ผ้าก็ไร้ค่า หากไม่เข้าใจเรื่องเนื้อผ้ากับรูปแบบและรูปร่าง ผ้าแพงๆ ก็อาจส่ง Look ราคาถูกได้ ดังนั้น การเลือกผ้าและสูท ควรพิจารณาหลัก 5 ประการดังนี้

สูทดีอยู่ที่ช่างดี – เลือกช่างที่มีความรู้ ประสบการณ์ และรู้จักวิธีใช้ชีวิตกับการใส่สูท ช่างต้องรู้กว้างว่ากลุ่มอาชีพและสังคมใดชอบใช้รูปแบบและเนื้อผ้าใด ในระดับสากล รู้จักแนวโน้มและแหล่งผลิตผ้าชั้นนำของโลก อีกทั้งมีมนุษยสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างแน่นแฟ้น ความคุ้นเคยและถูกคอกันจะทำให้งานออกมาดี

เลือกเนื้อผ้าที่เหมาะ – มิใช่เลือกเพราะเนื้อผ้านั้นดีที่สุด แต่ต้องเหมาะสมที่สุดกับวิถีชีวิตประจำวันและอุปนิสัย ทั้งในขณะที่สวม และในเรื่องเก็บ-แขวน-ซัก-รักษา อย่าลืมว่า กระบวนการแต่งตัวของคนเรามิได้อยู่เพียงตอนที่ใครๆ เห็น แต่สำคัญที่ตอนจัดเก็บด้วย เก็บหรือดูแลไม่เป็น เสียเงินไปเท่าไรก็ไม่คุ้ม

วัดตัวให้พิถีพิถัน – ใช้เวลาสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่หลอกตัวเอง ไม่แขม่วพุง ค่อยๆ บอกรายละเอียดจำเป็นแก่ช่างเสื้อ เช่น ใส่เพื่อยืนเท่ๆ หรือใส่ไปกระโดดโลดเต้น จะให้ดีควรนำรองเท้าคู่โปรดไปใส่ด้วย

กำหนดสไตล์ของตัวเอง – เลือกแบบที่ส่งเสริมต่อหุ่นของคุณ มิใช่แบบยอดนิยม ชายเสื้อสูทหรือช่วงกางเกงนั้นจะสั้นหรือยาว ขึ้นอยู่กับลำตัวเป็นหลัก ส่วนเทรนด์ (Trend) เป็นรอง หน้าท้อง ลำคอที่ยาว-สั้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องคิดให้ถี่ถ้วน สูทต้องเสริมสิ่งดีและพรางสิ่งไม่ดีของเราไปพร้อมๆ กัน

ลองแล้วลองอีก – อย่าวางใจกับการลองสูทครั้งแรกหรือครั้งเดียว ต่อให้ไว้ใจกันมากี่ปีก็ตาม ศิลปะของการตัดสูทเป็นเรื่องปัจเจกเฉพาะทุกครั้ง บุคลิกภาพเราเปลี่ยนไปตามเนื้อผ้าและแบบหรือรายละเอียดเล็กน้อยเสมอ ช่างที่เก่งและดีหลายคนอาจใช้เวลากับการลองสูทถึงสองเที่ยวเป็นอย่างน้อย

คงเคยได้ยินคำกล่าวว่า Clothes make the man. หรือ ‘เสื้อผ้าทำให้คนเราดูดี’ แต่กติกา 5 ข้อข้างต้นอาจช่วยตอกย้ำด้วยอีกคำกล่าวว่า Don’t judge a man by the clothes he wears.  God made one; the tailor, the other. หรือ ‘อย่าเพิ่งสรุปว่าเขาดูดีเพียงเพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่ อันที่จริงธรรมชาติช่วยเขาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนช่างตัดเสื้อช่วยเขาด้วย’