ท่ามกลางสายฝนความรักของเราผลิบาน ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย

Home / men around / ท่ามกลางสายฝนความรักของเราผลิบาน ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย

ท่ามกลางสายฝนความรักของเราผลิบาน ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย รูปที่ 1

สายฝนช่วยทำให้อะไรๆ ก็ดูโรแมนติกไปเสียหมด

บรรยากาศภายในร้านชมสวนในตอนนี้ อบอวลไปด้วยไอรักของคนหนุ่มสาวหลายคู่ มีเพียงผมที่นั่งอยู่คนเดียวอย่างหนาวเหน็บ มองออกไปนอกหน้าต่าง ลุ้นว่าสายฝนจะเป็นอุปสรรคให้เธอเดินทางมาไม่ได้ในวันนี้

เสียงเพลงของ นอราห์ โจนส์ เปิดคลอเบาๆ ช่วยสร้างบรรยากาศภายในร้าน แต่ผมเฝ้ารอที่จะได้ฟังเสียงเพลงของเธอมากกว่า

ลุลา-กันยารัตน์ ติยะพรไชย

“ฉันเพิ่งจะรู้มันดีอย่างนี้ ถ้าไม่ได้พบเธอคงไม่รู้

เหมือนฤดูเหงาผ่าน เหลือเพียงความสดใส

เหมือนความรักในหัวใจ ของฉันกำลังผลิบาน”

ใช่แล้ว วันนี้ผมมีนัดกับเธอ เจ้าของเสียงหวานใสอันเป็นเอกลักษณ์ เธอวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามาตรงเวลานัดของเราพอดี และแล้วบทสนทนาที่แสนสดใสท่ามกลางสายฝนพรำถึงเรื่องงานเพลงชุดใหม่ การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ รวมไปถึงความผิดหวังในความรักครั้งใหญ่ของเธอ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

เธอนั่งพักเหนื่อยสบายๆ ไปกับ เครื่องดื่มเย็นๆ

ผมชวนเธอคุยถึงเรื่องต่างๆ อย่างไม่รีบร้อน ในมิวสิกวิดีโอ เธอมักจะดูเอ๊าะๆ แอ๊ะๆ หนุ่มๆ หลายคนมองว่าเธอเป็นเด็กไร้เดียงสา แต่ผมขอบอกเลยนะครับ ว่าตัวจริงเธอเป็นหญิงสาวที่เข้มแข็ง หนักแน่น และเอาจริงเอาจังเวลาพูดคุยอย่างมาก

“อย่างแรกเลยคงเป็นอายุแหละค่ะ นี่ก็ 30 กว่าๆ แล้วนะ” เธอตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ

(โอ้ว! ผมเพิ่งทราบ)

“แต่มันไม่ใช่แค่ตัวเลขของอายุอย่างเดียว แต่มันหมายรวมถึงความคิดของเราจริงๆ ด้วย เราคิดว่าช่วงอายุนี้เป็นช่วงอายุที่ผู้หญิงเติบโตจริงๆ เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ที่สุด คือเรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไร อยากทำอะไร จากการใช้ชีวิตในช่วงอายุ 20 กว่าๆ แล้วตอนนี้เราก็กำลังมีประสบการณ์มากพอที่จะทำตามความต้องการของเราแล้ว ความต้องการที่สุดในตอนนี้ก็คือการทำงานที่ตัวเองรักให้ออกมาเป็นอย่างที่เราต้องการให้ได้มากที่สุดค่ะ”

ท่ามกลางสายฝนความรักของเราผลิบาน ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย รูปที่ 2

เธอตอบอย่างหนักแน่นจนผมแทบตั้งตัวไม่ติด เพราะคำตอบที่ได้รับช่างแตกต่างจากความคิดวูบแรกที่ผมคิดเล่นๆ เอาไว้มากเหลือเกิน

“รู้สึกว่าช่วงนี้เป็นช่วงอายุที่เราพีคที่สุดในทุกด้าน เลย ทำให้พอเรามีโอกาสทำอัลบั้ม เราเลยคิดว่าอัลบั้มนี้นี่แหละ (อัลบั้ม Spring) ที่เราต้องทำมันออกมาให้เต็มที่จริงๆ เป็นอัลบั้มที่เรามีโอกาสคิดเองแทบทั้งหมด ทั้งเรื่องเพลง ไปจนถึงเสื้อผ้าที่จะใส่ เราอยากพูดถึงผู้หญิงในช่วงวัยเดียวกับเรา อยากพูดถึงเรื่องการเติบโตที่เราเรียกว่าเป็นการเติบโตภายในอย่างแท้จริง ทำให้เพลงที่ออกมาค่อนข้างแตกต่างจากอัลบั้มที่ผ่านๆ มาพอสมควร จากที่เมื่อก่อนคนอาจจะจำเราได้เพราะเพลงเราฟังง่าย ฟังแล้วสบายใจ แต่อัลบั้มนี้เนื้อหาของเพลงจะค่อนข้างหนักขึ้น มีความลึกซึ้งซ่อนอยู่ในเพลงมากขึ้นพอสมควร”

ผมลองถามเธอในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งที่ติดภาพเพลงสบายๆ อย่างที่เธอพูดมาเช่นเดียวกัน “มันเป็นทางเลือกที่ยากมากๆ สำหรับคนทำเพลงทุกคนเลยนะคะ ว่าจะทำเพลงเพื่ออะไร เราก็ถามตัวเองมาตลอดว่าเราต้องการอะไร จนเรามาได้คำตอบว่าจริงๆ แล้วเรากลัวเสียใจ เรากลัวว่าพรุ่งนี้เราจะต้องมาร้องไห้เพราะว่าวันนี้เรายังทำได้ไม่ดีพอ วันนี้เรายังไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเราอยากทำจริงๆ อย่างเพลงในอัลบั้มนี้ถ้าดูจากยอดวิวยูทูบก็จะเห็นว่ามีไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มเก่าหรือเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เราไปร้อง แต่เราก็ไม่เคยเสียใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่ได้ผ่านการคิดมาอย่างถี่ถ้วนด้วยตัวเราเองแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะไม่เสียใจอีกแล้ว ต่อให้อัลบั้มนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสำหรับเราแค่ได้ทำมันอย่างที่คิดมันก็คุ้มแล้วจริงๆ”แล้วถ้าคนฟังรับไม่ได้ขึ้นมาล่ะครับ? ถ้าแฟนเพลงของคุณอยากให้คุณเป็นเด็กสาวเอ๊าะแอ๊ะตลอดไปล่ะ?

การเติบโตทำให้เธอแข็งแกร่ง และออกเดินทางท่องเที่ยวในโลกกว้างด้วยตัวคนเดียว เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตที่โลดโผน

ในมุมนี้ คนส่วนใหญ่คงคาดไม่ถึงว่าจะใช่ลุลา “เรารู้สึกว่าเวลาเราอยู่ที่นี่เราต้องติดต่อสื่อสารกับคนเยอะ เราต้องพูดคุยกับใครตลอดเวลา มันทำให้เราต้องใช้พลังงานไปเยอะมาก ทำให้เรารู้สึกว่าเราแทบไม่ได้คุยกับตัวเองเลย แล้วพอดีช่วงนั้นเราต้องไปทำงานเกี่ยวกับอูคูเลเล่ที่ญี่ปุ่นพอดี ก็เลยขอทางค่ายเพื่ออยู่ต่อคนเดียวอีกสักระยะ แล้วเราก็ทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด วางแผนไว้ตอนเช้าจะไปที่ไหน เย็นจะไปที่ไหน ในมุมหนึ่งมันก็ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นด้วย และในอีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้เราได้ย้อนกลับมาคุยกับตัวเอง เพราะตอนนั้นเราแทบไม่ได้คุยกับใครเลยจริงๆ เหมือนเรามีตัวเราเองนี่แหละเป็นเพื่อน ทำให้ได้รู้ว่ามีอะไรที่เราควรจะต้องแก้ไขบ้าง”

คุณต้องแก้ไขอะไรบ้าง? ผมถาม และเธอก็กลอกตาไปมา พยายามลิสต์สิ่งที่ต้องแก้ไขในชีวิต

1. ลุลาเป็นคนซีเรียสมากเกินไป

2. ลุลาเป็นคนขี้วิตกกังวล

นอกจากเรื่องความบอบบางของเธอแล้ว เรื่องความเป็นคนคิดมากก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดเลยจริงๆ เพราะทั้งจากภาพของเธอที่เห็น และเพลงแต่ละเพลงของเธอที่ได้ฟังนั้นมันแสนจะเต็มไปด้วยความสบายใจ ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้พลอยคิดไปว่าเจ้าของเพลงเหล่านี้จะต้องเป็นคนอารมณ์ดี และไม่มีเรื่องให้ต้องซีเรียสอย่างแน่นอน แต่หารู้ไม่ว่ากว่าที่จะออกมาเป็นเพลงฟังสบายๆ อย่างที่เราได้ยินกันนั้น ต้องแลกมาด้วยความลำบากของเธอมากเพียงใด

“เราเป็นคนที่ทำงานแล้วจะเครียดมาก จนมีคนต้องคอยมาบอกว่าทำงานเพลงนะ จะซีเรียสไปไหน แล้วยิ่งเพลงของเราที่มีคอนเซ็ปต์คืออยากให้คนฟังอารมณ์ดี ฟังแล้วสบายใจ แต่เบื้องหลังกว่าจะได้มานี่ไม่ได้สบายอย่างที่คิดเลยนะคะ (หัวเราะ) เราคิดทุกอย่างเลยจริงๆ อย่างเสียงร้องเราก็คิดมาแล้วว่าเราอยากให้มันออกมาเป็นแบบนี้ ให้เป็นแบบไม่เต็มเสียงหน่อย จะได้ความรู้สึกแบบฟังสบายๆ จนมีหลายคนคิดว่าเราไม่เต็มใจร้องก็มี แต่คือทั้งหมดมันผ่านการคิดมาหมดแล้ว”

ท่ามกลางสายฝนความรักของเราผลิบาน ลุลา กันยารัตน์ ติยะพรไชย รูปที่ 3

การเติบโตทำให้เธออยู่ได้ด้วยตัวเอง ในวันที่หัวใจแตกสลาย

ในมุมนี้ คนส่วนใหญ่ก็คงจะคาดไม่ถึงอีกเช่นกัน ว่าจะมีใครกล้าดี มาหักอกสาวคนนี้

“ณ จุดหนึ่งเมื่อเราอายุไม่มากนัก เรารู้สึกว่าความรักจากผู้ชายคนหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ชีวิตเดินได้ด้วยความรักจากผู้ชาย จนเคยเกือบจะได้แต่งงานแล้วอยู่ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราเคยคิดว่าโตแล้ว มีความรักก็ต้องแต่งงาน สำหรับตอนนั้นความรักคือทุกสิ่งทุกอย่างเลยสำหรับเรา ตอนนั้นก็วางแผนกับแฟนไว้ว่าจะแต่งงาน โรงแรมก็จองแล้ว ทุกอย่างเตรียมการไว้หมด แต่พอมาถึงจุดหนึ่งมันก็มีปัญหาเรื่องทัศนคติ มันมีความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นในหลายๆ เรื่อง เรามาค้นพบว่าเราเป็นภรรยาใครไม่ได้ เรายังไม่พร้อมที่จะมีครอบครัว เรารู้เลยว่าเราเป็นคนทำงานเยอะมาก แล้วก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรายังอยากทำอยู่ แล้วเราคงจะไม่ได้ทำแน่ๆ ถ้าเราแต่งงาน สุดท้ายก็เลยเลิกกันไป ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนทุกอย่างมันแตกสลายไปหมดเลย จากนั้นเราก็แทบไม่ออกไปไหนเลย อยู่แต่ในห้อง น้ำหนักลดลงไป 7-8 กิโลฯ ใครเห็นก็ทักกันหมด คิดว่าเราต้องไปศัลยกรรมมาแน่ๆ เพราะผอมลงไปเยอะมาก”

เธอหัวเราะ และนั่นก็แปลว่าเธอข้ามผ่านความเศร้าโศกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว

ชีวิตในช่วงนั้น เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอเข้มแข็งขึ้น และได้ทำให้มุมมองความรักของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“หลังจากที่เราเป็นอย่างนั้นอยู่เกือบปี ก็ได้คุณแม่นี่แหละค่ะที่เข้ามาช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น เรารู้สึกว่าความรักของพ่อแม่นี่แหละเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเราได้รับความรักจากพ่อแม่ไม่มากพอ เราก็จะออกไปหาจากข้างนอก ซึ่งนั่นเป็นความรักที่ผิด เหมือนว่าเราต้องเอาชีวิตของเราไปแลกกับใครก็ไม่รู้ที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะรักเราจริงหรือเปล่า แต่เรารู้สึกว่าถ้าเป็นพ่อแม่ให้ความรักเราได้เต็มที่ แล้วสอนให้เรารักตัวเองอย่างเต็มที่ วันหนึ่งเมื่อเรามีแฟน หรือไม่มีก็ได้ มันจะมีค่าเท่ากัน”

ได้ยินเธอพูดอย่างนี้ผมก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ ขึ้นมา เพราะกลัวว่าเธอจะปิดโอกาสความรักสำหรับผู้ชายคนอื่นๆ ไปเสียแล้ว

“แต่ก็ยังไม่ได้ปิดโอกาสในเรื่องนี้เสียทีเดียวนะคะ” เธอพูดขึ้นมาราวกับรู้ว่าในใจผมกำลังคิดอะไรอยู่ “ลึกๆ ผู้หญิงทุกคนอยากให้มีคนมาคอยดูแลอยู่แล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ด้วยกันตลอด อย่างตอนนี้ถ้าใครที่จะเข้ามาในชีวิตเราก็ต้องเข้าใจก่อนนะคะว่า หนึ่ง, เราให้ความสำคัญกับพ่อแม่เรามากที่สุด สอง, คือเรื่องงาน ส่วนอันดับสามค่อยเป็นเธอนะ ถ้ามีคนที่เข้าใจและยอมรับในจุดนี้ได้ มันก็จะเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ”

สายฝนทำให้อะไรๆ ก็ดูโรแมนติกไปเสียหมด

ระหว่างการพูดคุย สายฝนทำให้โลกภายนอกเบลอ และเสียงฝนก็ช่วยกลบเสียงรบกวนทุกอย่างออกไป คู่เดทของผมในวันนี้ ดูชัดเจนและสวยงามมากขึ้นในสายฝน

นอกจากนี้ ผมว่าสายฝนยังทำให้เราเติบโตขึ้น เรายังคงต้องทนอยู่กับฤดูฝนกันไปอีกนาน และลมหนาวก็ยังไม่มาถึงในเร็ววันนี้ นั่นเป็นโอกาสให้เราได้เติบโต

ที่แน่ๆ ในหัวใจของผมตอนนี้ ‘ฤดูความรัก’ กำลัง ‘ผลิบาน’ ขึ้น อย่างที่เธอได้บอกไว้ในเพลงของเธอแล้วจริงๆ