10พฤติกรรมก่อปัญหา ในโลกโซเชียลเนตเวิร์ค

Home / men around / 10พฤติกรรมก่อปัญหา ในโลกโซเชียลเนตเวิร์ค

 

10พฤติกรรมก่อปัญหา ในโลกโซเชียลเนตเวิร์ค

 

เชื่อว่าหนุ่มๆ Men MThai แทบทุกคน(หรือทุกคนเลย) ต้องมีเฟซบุ๊ค เพราะเฟซบุ๊คก็เหมือนเป็นบ้านในโลกโซเชียลเนตเวิร์ค ที่ใช้เป็นช่องทางการติดต่อ เข้าสังคม หรือ ใช้เพื่อแสดงตัวตนของตัวเอง หรือไม่ก็เป็นช่องทางในการแสดงตัวตนที่ไม่สามารถแสดงในโลกแห่งความเป็นจริงได้ เราๆจึงมักเห็นผู้คนที่มีคาแรคเตอร์หลากหลายในโลกเสมือนแห่งนี้ และเพราะว่าโซเชียลเนตเวิร์คเป็นสังคมที่ 2 รองจากสังคมจริงๆของคนยุคนี้ นี่จึงเป็นสถานที่ๆผู้คนเข้ามาปลดปล่อยสิ่งที่ตนไม่สามารถทำได้ในขีวิตจริง ปัญหาจึงเกิดตามมาแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย หนึ่งในนั้นคือการทะเลาะกันอย่างน่ารำคาญ และบางครั้งก็ไร้เหตุผล ซึ่งวันนี้ผมอยากแชร์ 10 พฤติกรรมที่มนุษย์โซเชียลเนตเวิร์คทำ จนเกิดการทะเลาะโดยไม่ได้คิด ไตร่ตรองให้ดี บทความนี้เขียนโดย “ผมอยู่ข้างหลังคุณ” บล๊อกเกอร์ชื่อดัง ที่ในชีวิตจริงเจ้าตัวเป็นถึงจิตแพทย์ ได้ฝากข้อคิดซึ่งผมเห็นว่าเป็นความจริงมากๆ และ น่าจะเตือนใจคนอ่านได้ดีที่เดียว

10พฤติกรรมก่อปัญหา ในโลกโซเชียลเนตเวิร์ค  รูปที่ 1

 

10 สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นจากการทะเลาะในโลกอินเตอร์เน็ตในปี 2012

1.ยาวไป ไม่อ่าน

2. ฮิตการแคป ฮิตการ quote แล้วตัดสินคนจาก ภาพหนึ่งภาพ หรือ ประโยคหนึ่งประโยค

เช่น = ถ้าวันนี้ เกรียนไกรตื่นนอน ทะเลาะแล้วด่าเมียที่บ้าน เตะหมาหน้าปากซอย ขึ้นรถเมล์ไปทำบุญที่วัด =

ใน FB เราจะเห็นคนที่ รักเกรียนไกร โพสต์รูป ตอนต่อคิวขึ้นรถเมล์ และ ขณะไหว้พระทำบุญ จากนั้นก็แชร์

เราจะเห็นคนที่ เกลียดเกรียนไกร โพสต์รูป ตอนเตะหมา และ แคปประโยคด่าเมีย จากนั้นก็แชร์

ทำให้เราเผลอตัดสินอะไรจาก ‘quote’ ที่แคปมาแบบไม่ครบ คล้ายๆกับแต่ก่อน ที่ตัดสินคนจากรูปถ่าย ที่เลือกตัดจังหวะที่เรารักหรือเกลียดแล้วเอามาขยายความ

3. เชื่อมั่นใน หลักการ แต่ ไม่สนใจหลักฐาน

ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา หากเป็นพวกฝั่งตรงข้าม ก็คิดว่า ‘มันผิดแน่’ จากชุดความคิด ‘ความผิดบางอย่างจะหาใบเสร็จ หรือ หลักฐานเป็นรูปธรรมไม่มีทางได้หรอก’ แต่กรณีความผิดเดียวกัน ถ้าเกิดขึ้นกับพวกฝั่งเรา ชุดความคิดจะเปลี่ยนเป็น ‘สรุปลอยๆนี่หว่า ไม่มีหลักฐานอย่ามาพูด’ และเมื่อมีหลักฐาน ก็จะยังเชื่อ สมมติฐานตัวเองมากกว่า นำไปสู่การสรุปว่า หลักฐานนั้นเชื่อถือไม่ได้ ทำให้ตายไปก็คุยกันไม่รู้เรื่อง

4. แชร์ ไม่สน ถูก หรือ ผิด

ไม่สนว่าข้อมูลจริงหรือเท็จ แต่ถ้าเห็นว่า ‘ดี’ ก็จะเผยแพร่ต่อไป หรือถ้าเห็นว่ามันเป็นการด่าอีกฝ่ายที่เราคิดว่า ‘เลว’ อยู่แล้ว ก็จะเผยแพร่ต่อไป ประมาณว่า “มันก็เป็นเรื่องดีนี่ ทำไมต้องแคร์ว่าถูกหรือผิด” หรือ “มันก็เลวอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นจะเป็นไร”
ความ ไม่สนจริงหรือเท็จ แต่เน้นดีหรือเลว คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมปากว่าตาขยิบ hypocrit หรือ สังคมติดที่เปลือก เพราะมันง่ายในการ identify ดี กับ ชั่ว

5. ‘ไม่พยายามเข้าใจ’ ฝั่งตรงข้าม ว่าเพราะอะไรเขาถึงคิดแบบนั้น ทำไมไม่เห็นหรือคิดอย่างที่เราว่า’ถูก’หรือ’ดี’

ความพยายามเข้าใจจะช่วยให้เราใจเย็นลง จะช่วยให้เราพยายามถกที่เหตุผลหรือประเด็น เช่น เขาอาจคิดแบบนี้เพราะถูกปลูกฝังมา เขายังไม่เห็นปัญหาในมุมที่เราเห็น คนรอบข้างเช่น ครอบครัวหรือสังคมมองสิ่งนี้เป็น taboo ฯลฯ

ความพยายามเข้าใจ จะถอดกรอบที่เรามองอีกฝ่ายในแง่การเมืองหรืออคติได้มากขึ้น และคุยกันตรงประเด็นได้มากขึ้น เพราะต่อให้อีกฝ่ายดื้อ ก้าวร้าว ฯลฯ เราก็จะไม่หลุดไปเป็นแบบที่เขาเป็น แต่ความไม่พยายามเข้าใจ ทำให้เราเห็นอีกฝั่ง ‘ผิด’ หรือ ‘โง่’ หรือ ‘ชั่ว’ หรือเวลาคุยกันเห็นแต่ สีเสื้อ ฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา แล้วการเหน็บแนม กระแนะกระแหนก็จะเริ่มขึ้น

6. ความคิดคนเปลี่ยนได้ บางอย่างที่เราเคยเห็นว่าถูกหรือคิดว่าดี มันอาจไม่ดีแบบนั้นในอนาคต

สิ่งที่เราเคยเชื่อหรือหลักการที่เคยยึดก็อาจเปลี่ยนไปได้ ตามข้อมูลที่เราพบ จากประสบการณ์ที่เราเห็น และ เราก็อยากให้คนอื่นคิดหรือเห็นเหมือนเรา

แต่ถ้าได้ดูหนัง inception จะจำได้ว่า ความคิดของคนจะเปลี่ยนได้อย่างเบ็ดเสร็จที่สุด เมื่อเจ้าตัวเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ไม่ใช่ถูกบังคับหรือโน้มน้าว

เรามักอยากให้อีกฝ่าย มอง/เชื่อ/คิด ในมุมของเรา ด้วย ข้อมูล พอเขาไม่เห็น ด้วยความอยากให้อีกฝ่ายเปลี่ยน เราก็จะกระทำคล้ายๆจะเอามือไปแหกตา หรือพออีกฝ่าย ด่าเรา ดูถูกเรา เราก็เอาตัวไปเสมอเขา คือ ด่ากลับ ดูถูกกลับ แล้วพอเมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้ คำดูถูกเหยียดหยาม เข้าไปอยู่ในวงสนทนา ต่อให้ เราถูกจริงๆ ก็ไม่มีวันที่อีกฝ่ายจะเห็นตาม และเมื่อนั้นก็เป็นแค่ การเอาชนะกัน

7.เกาไม่ถูกที่คัน – เช่น จินตนาการ สำคัญกว่า ความรู้ เป็นคำไอน์สไตน์เคยว่าไว้จริงๆ แต่หลายเรื่องในชีวิตที่ต้องถกหรือคุยกัน จำเป็นต้องใช้ความรู้ไม่ใช่จินตนาการ หรือ หลายเรื่องต้องใช้เหตุผล แต่คนโต้เถียงใช้เรื่องศีลธรรม

8. Like ความรุนแรง – ยุคโซเชี่ยล มีเดีย และ สื่อโทรทัศน์ ทำให้การมีพวกและเกาะกลุ่มเหนียวแน่นขึ้น มีการสนับสนุนพวกเดียวกันมากขึ้น มีแนวโน้มเสริมความรุนแรงให้กันมากขึ้น

การยืนหยัด ความถูกของตัวเอง เป็นปัจเจก ที่อาจแกว่งหรือเปลี่ยนได้ แต่ พอมีพวกพ้องที่เรา’คิดว่า’พวกเราดี พวกเราถูก แสดงออกเช่นกด like หรือแชร์ เราก็จะไม่คิดตรวจสอบตัวเอง หรือ ไม่คิดตรวจสอบหลักการของเราอีกต่อไป พร้อมมั่นใจว่าเราเหนือกว่าฝ่ายคิดค้านหรือฝั่งตรงข้าม (เป็นคนดีกว่า , เป็นคนมีคุณธรรมกว่า , เป็นคนหัวก้าวหน้ากว่า , เป็นคนมีเหตุผลมากกว่า ฯลฯ)

เวลาเราแสดงความก้าวร้าวหรือส่งความเกลียดชังเข้าไปในสังคม แล้วมีคนมากด like เราจะไม่รู้ตัวว่ามันคือ ความก้าวร้าว รุนแรง (aggression) และ แรงบวกที่ได้จากการกดไลค์ก็คล้ายกับทำอะไรซักอย่างในห้องประชุมแล้วมีคนปรบมือ ซึ่ง ก็จะทำให้เรามีแนวโน้มจะทำตัวแรงมากขึ้นต่อไป ทำให้เรายิ่งมั่นใจในการก้าวร้าวครั้งถัดไปมากขึ้น

ความมั่นใจที่มากขึ้น มาพร้อมการมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูก หมั่นไส้ คนที่ไม่ยอมคิดเหมือนกับเรา

9.การไม่ยอมรับว่า คน คือ สิ่งที่ไม่สมบูรณ์ – และ เราก็คือ คน เหมือน คนอื่นๆที่เรารัก หรือ คนอื่นๆที่เราเกลียด

ดังนั้น เราอาจคิดผิดได้
คนที่เราชื่นชอบอาจผิดได้ , คนที่เราเกลียดอาจถูกได้
หลักการที่เรายึดอาจมีปัญหาจริง
คนที่เราชื่นชมและคนที่เราเกลียดชัง ย่อมมีทั้งด้าน ดีและเลว

10. เชียร์สนับสนุนทุกอย่างที่เป็นพวกเดียวกัน ค้านจับผิดทุกอย่างที่เป็นฝั่งตรงข้าม

จนหลักการบางอย่างที่สามารถเดินด้วยกันได้ไม่เกิดการเดินหน้า หลายสิ่งที่ทำให้สังคมดีกว่าที่มาจากฝั่งตรงข้ามไม่เกิดเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะยืนอยู่ฝ่ายไหน แต่ ความเห็นส่วนใหญ่ที่พยายามแสดงออกมา ล้วนแล้วแต่อยากทำให้สังคมดีขึ้น อยากให้ลูกหลานอยู่ในสังคมที่ดีกว่านี้ เพียงแต่ความเชื่อต่างกัน ซึ่งความแตกต่าง มีในทุกชาติ มีในทุกสมัย แต่!! ถ้าตั้งต้นแค่อยากเอาชนะอีกฝ่าย ก็ไม่มีทางที่จะได้สังคมที่ดีกว่านี้ และ เราก็ไม่สามารถยกตัวเองได้ว่า อยากให้สังคมหรือลูกหลานที่ดี เราแค่อยากเอาชนะ

ทุกวันนี้เราและโซเชียลเนตเวิร์ค หรือแม้แต่เทคโนโลยีต่างๆถูกกลืนให้เป็นสิ่งเดียวกันจนแทบจะแยกไม่ออกสำหรับบางคนไปแล้ว เรียกได้ว่าถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการใช้ชีวิตของคนในสังคมเมืองก็คงไม่ผิด เราต่างอยากมีอยากได้ อยากครอบครอง เพื่อให้เทียบเท่าผู้อื่นและไม่น้อยหน้า แต่จะมีสักกี่คน ที่ดำเนินไปร่วมกับมันอย่างถูกต้องและเหมาะสม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อ เตือนใจให้ย้อนถามตัวเองว่าเราเป็นแบบไหน และมีอะไรให้ต้องแก้ไข ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงไม่ต่างจากการเรียกร้องอยากมีรถ มีเงินซื้อ ขับเป็น แต่ไม่รู้กฏจราจร ใช้ถนนไม่เป็น ขาดมารยาทบนท้องถนนเลย

 

 

ขอบคุณบทความจาก เพจ “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”

 

 


อยู่ยาก! 2วิธีโจร ที่คุณต้องระวัง

อยู่ยาก! 2วิธีโจร ที่คุณต้องระวัง

อยู่ยาก! 2วิธีโจร ที่คุณต้องระวัง เราอยู่ในยุคที่มิจฉาชีพกับอัจฉริยะมีแค่เส้นบางๆคั่นระหว่างกันเท่านั้น เพราะยิ่งเราและตำรวจรู้เท่า …