กินอยู่กับปาก อยากอยู่ที่สมอง ?

Home / men around / กินอยู่กับปาก อยากอยู่ที่สมอง ?

 

มาร์กี เดอ ซาด อาจจะเป็นนักเขียนคนแรกๆ ที่ออกมาพูดเรื่องเซ็กซ์ในเชิงเปรียบเทียบกับอาหารว่า ทั้งสองอย่างต่างเป็นเรื่องที่มนุษย์ปรารถนาพอๆ กัน ว่าแต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือแค่เป็นความเชื่อที่เราพูดกันไปสนุกปากเท่านั้น

เรื่องนี้ต้องพิสูจน์

ต้องขอขอบคุณวิทยาการทางแพทย์สมัยใหม่และความอยากรู้อยากเห็นของพวกเราเอง ที่ทำให้เรามีคำตอบให้กับเรื่องนี้     ไม่นานมานี้มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Neuroscience เกี่ยวกับนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง ได้ทำการทดสอบนักเรียนหญิง จำนวน 48 คนในดาร์ทเมาท์ สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับระดับความต้องการทางเพศและความสนอกสนใจเรื่องอาหารการกินว่าอย่างไหนจะมีมากกว่า โดยใช้เครื่องสแกน MRI (Magnetic Resonance Imaging) สแกนสมองโดยวิธีการที่เรียกว่า Functional Magnetic Resonance

เครื่อง MRI ที่ว่า สามารถสร้างภาพอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยการปล่อยคลื่นแม่เหล็ก-ไฟฟ้าและคลื่นวิทยุเข้าไปในร่างกาย การทดสอบนี้ให้ความสำคัญกับปฏิกิริยาตอบโต้ของสมองในส่วนที่เรียกว่า ‘ปุ่มอยาก’ (Nucleus Accumbens) ที่อยู่บริเวณสมองส่วนหน้า สมองส่วนนี้จะเผยให้เห็นถึงการตอบรับต่อสิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามากระทบสมอง

ทั้ง 48 คนจะได้ดูรูปอาหาร สัตว์ ธรรมชาติ และคนในท่าทางอิริยาบถต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ โดยให้อาสาสมัครทั้งหมดกดปุ่มเลือกภาพที่ชอบ และนักวิจัยก็จะทำการวัดปฏิกิริยาของสมองส่วนปุ่มอยาก ณ ช่วงเวลานั้น ว่าเปลี่ยนแปลงและสัมพันธ์กับการตัดสินใจ เลือกรูปภาพอย่างไร

นักวิจัยพบว่า นักเรียนหญิงที่มีปฏิกิริยาตอบโต้เร็วกับภาพของอาหาร มีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักตัวพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายหลังจากการทดลองนี้ 6 เดือน และมีแนวโน้มที่จะอ้วนมากกว่าคนอื่นๆ ที่สมองตอบโต้กับอาหารช้ากว่า เช่นเดียวกัน หากสมองของผู้เข้าร่วมการทดลองตอบสนองต่อภาพเกี่ยวกับภาพกิจกรรมทางเพศได้เร็ว นั่นหมายความว่า อาจมีความต้องการทางเพศสูง และมีแนวโน้มสูงที่จะมีเซ็กซ์ในช่วง 6 เดือนหลังจากการทดลอง ผลการทดลองพบว่าผู้หญิงทั้ง 48 คน มีคนที่สนใจเรื่องเพศ 22 คน และสนใจอาหาร 26 คน ตัวเลขนี้นับว่าไม่ต่างกันมากนัก

ข้อดีของการวิจัยนี้ไม่ใช่ทำให้เราได้รู้การทำงานของสมองที่น่ามหัศจรรย์เท่านั้น แต่ยังช่วยทำนายพฤติกรรมในอนาคตของเรา แคธริน อี. เดมอส ผู้เขียนรายงานหลัก และผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านจิตเวช เปิดเผย ซึ่งผลการทดลองทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยอย่างมากในการรักษาโรคต่างๆ อีกด้วย  น่าจะมีคนทำกับผู้ชายบ้างนะครับ อยากรู้เหมือนกันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร