สุภาพบุรุษทางเพศ (4)

Home / men around / สุภาพบุรุษทางเพศ (4)

สุภาพบุรุษทางเพศ (4) รูปที่ 1

เขียนเรื่องการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติของไอ้คมบนเครื่องไปแล้ว…ผมก็มีอีกเรื่องที่จะมาเล่าให้คุณผู้อ่านฟังต่อ…ฮ่ะๆๆ…ใช่ครับ มันเป็นเรื่องรื่นเริงหรรษาที่มีกลิ่นคาวๆ คล้ายๆ กัน แต่คราวนี้กลิ่นคาวออกค่อนข้างจะรุนแรงหน่อย  และลีลาก็ออกไปทาง STM คล้ายๆ กับเรื่องของไอ้นันท์ที่ผมเล่าไปในตอนที่ 2 เพียงแต่เรื่อง S/M ของไอ้คมนี้มันเกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีทแล้ว..และเกิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส!

การบินไทยในยุคที่ผมบินอยู่นั้นเป็นยุคบุกเบิกยุโรปอย่างแท้จริง  โดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสนั้นต้องใช้คำว่าพวกผมต้องบินไปทุกอาทิตย์! เมืองที่เราบินไปก็คือ LONDON กับ PARIS ถัดมาก็คือ ROME ของอิตาลีและ FRANKFURT ของเยอรมนี เครื่องในยุคนั้นเป็นเครื่อง DC -8 รุ่น 62 และ 63 เป็นเครื่องลำตัวยาวที่บรรจุผู้โดยสารได้ประมาณ 300 คน และเราก็รับผู้โดยสารเต็มลำทั้งไปและกลับเกือบทุกเที่ยวบิน! ขอเรียนให้คุณผู้อ่านได้ทราบ ณ ที่นี้เลยว่าเราขายดีจนผู้โดยสารเต็มเอี๊ยดแทบทุกไฟลท์นั้น..ไม่ใช่เพราะราคาตั๋วของเราถูก (เพราะราคาก็เท่ากับคู่แข่งสายอื่นที่บินอยู่ก่อน) แต่เป็นเพราะอาหารอร่อยและการบริการบนเครื่องของเราที่ยอดเยี่ยมต่างหากครับ!

พูดไปก็จะหาว่าคุย แต่มันเป็นเรื่องจริงจริงๆครับ คือในยุคบุกยุโรปนั้นเราทุ่มการบริการเต็มที่ และผู้โดยสารทุกชาติที่ได้ขึ้นมาใช้บริการของเราต่างก็ประทับใจและให้คะแนนเราเต็มสิบตลอด จนเราได้รับรางวัลสายการบินที่มี SERVICE ยอดเยี่ยมติดต่อกันหลายปีซ้อน และต่อมาเมื่อเรานำเครื่องลำตัวใหญ่อย่าง JUMBO คือ BOEING-747 มาบินบริการผู้โดยสาร กิจการบินของเราทางยุโรปก็ก้าวรุดหน้าอย่างมั่นคงและขยายเส้นทางบินไปยังเมืองใหญ่ต่างๆอีกหลายสิบเมือง…และที่เขียนคุยมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะอวดคุณผู้อ่านว่ารุ่นผมนี้คือรุ่นบุกเบิกที่ทำเงินและสร้างเนื้อสร้างตัวให้กับบริษัทอย่างแท้จริง! คือบินกันอุตลุดจนสุขภาพทรุดโทรมและแทบไม่ได้พักผ่อนกันเลย (เพราะเส้นทางเราขยายเร็วมากจนรับสมัครและฝึกพนักงานต้อนรับบนเครื่องไม่ทัน)

ถ้าจะให้พูดแบบกันเองก็ต้องบอกว่าบินกันแทบรากเลือด แต่พวกผมก็สู้เพราะได้เก็บ PERDIEM (เงินค่าใช้จ่ายในระหว่างบินแต่ละครั้ง) อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งแต่ละเดือนมันมากกว่าเงินเดือนเสียอีก แต่ที่บอกว่าสุขภาพทรุดโทรมก็คือในการบินข้ามทวีปมานี้เราจะต้องได้พักอย่างต่ำ 48 ช.ม. คือ = 2 วัน แต่ในยามนั้นคนของเราไม่พอ-บ่อยครั้งพวกผมจึงได้พักแค่วันเดียว! และในการบินกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วและบ่อยๆอย่างนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ…พอไปถึงสนามบินไม่ว่าจะเป็นที่ HEATHROW ของอังกฤษหรือ CHARLES DE GAUL ของฝรั่งเศส เราก็จะรีบตรงไปยังโรงแรมที่พักอย่างรวดเร็วที่สุด (ประมาณ 1 ช.ม.) พอไปถึงเราก็จะรีบ CHECK IN รับกุญแจห้องแล้วก็ขึ้นไปรีบนอนหลับพักผ่อนอย่างเร็วที่สุด(ซึ่งก็ต้องรอนานอีกประมาณ 1 ช.ม.เช่นกัน) ฉะนั้นพอนอนหลับสลบไสลไปประมาณ 10 ช.ม. (บางคนก็ข้ามวันข้ามคืนตื่นขึ้นมาอีกทีในเช้าวันที่สอง) แล้วตื่นขึ้นมากลางดึก ผมก็จะมองเห็นเพดานห้องในแสงสลัวๆค่อยๆคิดออกว่าเรามาบินและไฟลท์นี้ก็เป็นไฟลท์ยุโรปแต่นี่มันลอนดอนหรือปารีสวะ?

มันเป็นอย่างนี้จริงๆครับคุณผู้อ่าน คือมันเหนื่อยและเหวอจนสมองยังแยกแยะไม่ออกเลยว่าห้องที่เรานอนอยู่นี้เป็นห้องของโรงแรมในอังกฤษหรือฝรั่งเศส? แต่ผมก็ไม่สนหรอก…ผมจะนอนต่อไปอีกนิดเพราะร่างกายยังเหนื่อยอยู่…จนรู้สึกดีขึ้นหรือปวดท้องฉี่นั่นแหละจึงจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ คุณผู้อ่านอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงจะพูดว่าทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าเป็นห้องน้ำอังกฤษหรือฝรั่งเศส? ไม่ใช่ครับ! ไม่ได้แกล้งยวนท่านนะครับ มันเพลียและเบลอจริงๆจนไม่อยากสังเกตเลยว่ามันเป็นของโรงแรมไหน? เพราะผมบินแทบทุกวันและก็ไปนอนพักในห้องของโรงแรมต่างๆ ทั่วโลกแทบทุกคืน ฉะนั้นห้องของโรงแรมไหนๆมันก็คล้ายๆกันหมดนั่นแหละ คือสัญชาตญาณของสจ้วร์ดอย่างผมมันจะเป็นไปได้โดยอัตโนมัติทั้งการทำงานและพักผ่อนหลับนอน-คือทำงานให้เสร็จเรียบร้อยอย่างเร็วที่สุด แล้วพอถึงเวลาพักก็ต้องนอนให้หลับให้มากที่สุด-เพื่อจะได้ตื่นขึ้นมาแล้วขึ้นเครื่องทำงานให้ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด…นี่คือหน้าที่! เรื่องอื่นไม่ต้องสน….เฮ้อออ….

สำหรับผมในเวลานั้น ถ้าตื่นขึ้นมาอีกทีก็พอจะดูออกแล้วว่ามันเป็นห้องของโรงแรม KENSINGTON HILTON ในลอนดอน หรือห้องของโรงแรม LE MERIDIEN ในปารีส เพราะสติสตังเริ่มกลับมาและสมองเริ่มสดชื่นแจ่มใสแล้ว แต่ถ้ายังไม่มั่นใจเพราะงัวเงียอยู่(อาจจะเพราะฟาดเบียร์กับเพื่อนก่อนนอน) ผมก็จะเดินไปรูดเปิดม่านหน้าต่างแล้วมองออกไปสำรวจวิวข้างนอก ถ้ามองเห็นต้นเชสนัทผมก็รู้ว่ามันคือลอนดอนเพราะแถบเคนซิงตันนี้เขาจะปลูกต้นเชสนัทบนฟุตบาทยาวไปจนถึง HYDE PARK แต่ถ้าเปิดออกไปแล้วเห็นตึก JOUR DE FRANCE และสถานีรถไฟใต้ดินป๊อกไมโยต์ (PORT MAILLOT) ผมก็รู้ทันทีว่าผมกำลังอยู่ในปารีส และ…และขออนุญาตคุณผู้อ่านเล่าย้อนความหลังที่นอกประเด็นจากเรื่องนี้สักหน่อยนะครับ…เพราะผมถวิลถึงและคิดว่าผมได้ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว…

คือในช่วงปีที่ 2 ที่ผมได้บินปารีสผมได้ผมกับสาวสวยฝรั่งเศสนางหนึ่งชื่อว่ามิเชล  เธอไม่ใช่สาวปาริเซียง แต่เป็นสาวบ้านนอกที่มาจากเมืองคร์วง-ROUEN ตอนนั้นผมยังเป็นโสด, ดวงของผมเจิดจรัสแจ่มใสมาก, และหัวใจของผมก็เต็มไปด้วยทั้งความรักและพลังแห่งการแสวงหา…และก็คงจะเป็นเพราะเราเคยทำบุญร่วมกันมาตั้งแต่ชาติก่อน…พบและคบกันได้ไม่กี่วันเราก็รักกันอย่างพอใจและเต็มหัวใจ…ฉะนั้น ในไฟลท์เช่นนี้ที่ได้มาพักอยู่ในปารีส 3 วัน พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่ามีร่างนุ่มนวลอบอุ่นแนบอยู่ข้างๆ ผมก็จะได้สติและรู้ทันทีว่า-นี่คือปารีส!..เพราะร่างนุ่มนวลนี้คือร่างสาวน้อยฝรั่งเศสที่ผมรัก…และเรื่องทั้งหมดของสาวมิเชลนี้ผมก็ได้เขียนเอาไว้จนจบแล้วใน บินแหลก เล่ม 2-ตอน จูบอาถรรพณ์ (ซึ่งเวลานี้คงจะหาอ่านไม่ได้แล้วเพราะพิมพ์และขายหมดไปนานแล้ว สนพ.ไหนอยากพิมพ์อีกก็ติดต่อมาเลยนะครับ หรือถ้าคุณผู้อ่านอยากจะอ่านจริงๆก็ช่วยกันเขียนเข้ามา ผมอาจจะเอามาลงซ้ำที่นี่ก็ได้เพราะมันมีแค่ 3 ตอนจบ)

ทีนี้ก็กลับมาต่อเรื่องคาวๆ ของไอ้คมในปารีสใช่ครับ…เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในไฟลท์หนึ่งที่ผมได้บินไปปารีสกับไอ้คมและได้พักกัน 3 วันอยู่ที่นั่น ช่วงนั้นกำลังจะเข้าหน้าร้อนพอดี และปารีสก็กำลังจะคึกคักแจ่มใส…และผมก็ได้นัดมิเชลมาเพื่อจะได้ไปท่องเที่ยวบ้านนอกด้วยกัน ไอ้คมนั้นเคยเจอมิเชลอยู่ 2 หนและมันก็รู้ว่าผมกำลังรักกับเธออย่างสดชื่นตามประสาหนุ่มสาว (ตอนนั้นผมอายุ 28 และมิเชลก็อายุแค่ 23-24 เท่านั้น) แต่มันก็อดบ่นกับผมอ่อยๆไม่ได้ว่า

“อากาศที่นี่กำลังแจ๋วเลยนะแร้ง ปลาย SPRING กำลังจะเข้า SUMMER พอดี สาวๆก็เริ่มแต่งตัวและโชว์เนื้อหนังมังสากันเต็มที่ มึงน่าจะอยู่กับกูนะ จะได้ตะลุยเที่ยวกันให้สนุก และไฟลท์นี้กูก็กะจะให้มึงพากูไปเที่ยว MOULIN ROUGE อยู่แล้ว น่าเสียดายจริงๆ ที่มิเชลเขามา…เฮ้ย!..กูไม่ได้ว่าเขานะ เขาน่ารักมาก และก็ดูนิสัยดีด้วย ดูตัวเล็กๆคล้ายคนไทยมากกว่าฝรั่งหวะ เอาเถอะๆ…มึงไปเที่ยวกับเขาให้สบายใจเถอะ กูพูดไปเพราะอิจฉานิดๆ เท่านั้นแหละ แต่อย่าลืมโทรกลับมารายงาน PURSER ทุกวันนะไอ้แร้งเผื่อไฟลท์อาจจะเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่เจอเพอร์เซอร์มึงก็โทรเข้าห้องกูก็ได้ เอาสัก 8 โมงเช้าก็ได้เพราะกูไม่มีทางจะตื่นไปไหนก่อนนั้นแน่นอน…โอเคๆ ไปเถอะๆ เดี๋ยวกูเที่ยวแถวนี้เองก็ได้…เฮ้ออ….”

ฟังไอ้คมแล้วผมก็อดสงสารมันนิดๆไม่ได้ เพราะผมรู้ว่ามันชอบเที่ยวกับผม(เพราะเรารู้ใจกันและถึงไหนถึงกัน) กับคนอื่นนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆมันจะไม่ไปด้วยเลยเพราะเห็นว่าเรื่องมากและเสียเวลา แต่ยังไงๆผมก็ต้องไปกับมิเชลเพราะผม-ห.ห.ด.ก.พ….ฮ่ะๆๆ…ล้อเล่นน่ะครับ เพราะผมกำลังมีความรักต่างหาก แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นผมก็ขึ้นรถไฟไปเมืองคร์วงเลยอากาศดีและสดชื่นตามคาด แค่รถไฟแล่นออกจากปารีสประมาณครึ่งช..เราก็ได้เห็นความเขียวชอุ่มของต้นไม้และท้องไร่ท้องนาแล้ว และประมาณบ่ายๆผมกับมิเชลก็มาถึงคร์วงโดยมีคุณแม่ของเธอมารอรับอยู่ที่สถานีรถไฟ และจากนั้นผมก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัวโดยตัวผมเองก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า-ความอบอุ่นของคนฝรั่งเศสครอบครัวนี้ ทำไมถึงได้เป็นกันเองและอบอุ่นเหมือนกับครอบครัวคนจีนของผมที่เมืองไทยยังไงยังงั้นเลย?…

ผมพักอยู่บ้านของมิเชลในตำบล CASTELLERIE ที่เป็นคฤหาสน์โบราณหลังใหญ่ ผมออกไปช่วยคุณพ่อของเธอทำไร่และดูแลปศุสัตว์เล็กๆน้อยๆ (พื้นที่ประมาณ 50 ไร่) และพอตื่นมาประมาณ 8 โมงเช้าผมก็โทรไปเช็คกับไอ้คมในปารีส (ใช้โทรศัพท์บ้านธรรมดานี้แหละครับ ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ) วันแรกนั้นเสียงไอ้คมฟังแจ่มใสเป็นปรกติ

“ดีมากแร้งที่โทรมา เออกูตื่นนานแล้ว กะว่าสัก 9 โมง จะลงไปกิน BREAKFAST อากาศที่โน่นเป็นไงวะ? ดีๆ…ที่นี่เย็นๆหวะ และกูก็เ –ี่ยน..เอ้ย..เหงาหน่อยๆด้วย แต่ไม่เป็นไรเพราะสาวๆ แถวนี้เยอะ กูบอกเพอร์เซอร์แล้วแต่ยังไงๆมึงก็โทรบอกแกอีกทีนะ เฮ้ย!..แค่นี้ก่อน ทีเด็ดของกูมาแล้ว!….”

เสียงของมันตื่นเต้นเหมือนมีใครโผล่มา แล้วมันก็วางหูทันที ผมขำนิดๆแต่ไม่แปลกใจเลยครับเพราะรู้ดีว่ามันชอบซอกซอนหาเรื่องซุกซนเสมอตามฉายา ลู่ลม  ของมัน วางหูจากมันแล้วผมก็ลงไปกินอาหารเช้ากับมิเชลและครอบครัว แล้วจากนั้นก็แวะไปดูบ้านเก่ากับพี่สาวของเธอก่อนจะขับรถเข้าตัวเมืองเพื่อซื้อของให้แม่และแวะเที่ยวตาม TOURIST SPOT ต่างๆ…

เราสนุกกันมาก และผมก็เหนื่อยค่อนข้างมาก วันรุ่งขึ้นผมจึงลืมโทรถึงไอ้คมไปเลย…จนค่ำก่อนจะเข้านอนนั่นแหละผมถึงนึกได้-จึงโทรหามันตอนประมาณ 3 ทุ่ม และก็โชคดีที่มันรับโทรศัพท์ของผม

“มูชิๆ…เอ้ย…บอง นุย  ใครวะ? WHO ARE YOU?  อ้าวเฮ้ย  แร้งเหรอ? โทรมาทำไมตอนนี้วะ?  เออ โทรได้ๆ…เปล่าๆ กูกำลังติดพันอยู่เท่านั้น ไม่เป็นไรๆ เล่าได้ๆ…เออใช่มีสาว มึงเดาไม่ถูกก็แล้วกัน ทีเด็ดมาก-และก็ลึกลับมาก..ฮ่ะๆ…อวบตึงแน่นเปรี๊ยะและไฟแลบเชี๊ยะๆเลยมึง! ฝรั่งเศสใช่แต่คนละสไตล์กับมิเชลเลย เฮ้ยแค่นี้ก่อนนะกูต้องบุกอีกแล้ว เอาไว้มึงกลับมาค่อยเล่าให้ฟัง ตอนนี้ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่ยังไงๆ กูก็ไม่แพ้อยู่แล้ว เพราะแม้กติกาจะเป็นของเขา-แต่เวทีเป็นของกูโว้ย!…ฮ่ะๆๆ…ฮึ้บ! หวีๆ…WHAT? เบส WHAT? เบสมัวWHAT IS เบส?….เยสๆ…โอเคๆ……คลิ๊ก…..”

เสียงของไอ้คมทั้งสนุกและร้อนรน ผมไม่พยายามนึกภาพอะไรทั้งนั้นเพราะกลับไปแล้วให้มันเล่าให้ฟังจะสนุกกว่า ผมจึงวางหูและกลับเข้านอนอย่างอารมณ์ดี…ดีที่มีมิเชลนอนอยู่ห้องข้างล่าง (ผมนอนในห้องรับแขกที่เป็นห้องใต้หลังคา)…ดีที่เราได้รักกันและดีที่ชีวิตผมได้ข้ามน้ำข้ามโลกมาประสบพบรักถึงต่างชาติต่างแดนอย่างนี้…..