2วัน 2คุก

Home / men around / 2วัน 2คุก

znew2

เช้าวันจันทร์ หากอยู่กรุงเทพฯ และไม่มีนัดหมายการงานข้างนอก ผมจะออกจากบ้านสายๆ มุ่งหน้าไปสำนักงานนิตยสารไรท์เตอร์ ย่านอารีย์

จันทร์นี้ผมไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ และเป้าหมายที่มุ่งไปก็ไม่ใช่ออฟฟิศ

เรือนจำกลางปัตตานี
“วันจันทร์กับวันศุกร์ คนจะเยอะหน่อยนะคะ” ภรรยาผู้ต้องขังบอกผม สองมือเธอหอบหิ้วข้าวปลาอาหารมาฝากคนรัก อาหารที่ทำเองจากบ้าน โดยปริมาณนั้นชัดเจนว่าไม่ได้ฝากสามีคนเดียว แต่ตั้งใจนำมาเผื่อแผ่คนอื่นๆ ด้วย คนที่อาจจะไม่มีญาติมาเยี่ยม

เธอขับรถมากับแม่สามี มาที่นี่ทุกวัน

เริ่มจะเข้าใจแล้วด้วยว่าเวลาเยี่ยมวันจันทร์กับวันศุกร์จะน้อยกว่าปกติ

น้อยแปลว่าประมาณ 5-10 นาที

ผมส่งบัตรประชาชนให้เธอรวบรวมไปให้เจ้าหน้าที่ถ่ายภาพบันทึกไว้ (ไม่ใช้ระบบถ่ายเอกสาร) แม้คนจะแน่นห้อง แต่การบริการก็รวดเร็วฉับไว ในท่ามกลางเสียงตะโกนขานหมายเลขรอคิวชัดถ้อยชัดคำ

บันทึกภาพบัตรประชาชนและปั๊มตราครุฑสีแดงบนมือเสร็จ เราเดินไปรอใต้ร่มไม้ หน้าห้องเยี่ยม

ฝูงปลาในสระโดดฮุบอาหารจากคนใจบุญ แดดสายทอประกายสะท้อนน้ำวิบวับ

ผ่านไปราวสัก 20 นาที ยังไม่ถึงคิวเรา คนมาก่อนทยอยกันเข้าไป คนข้างในที่เยี่ยมแล้วทยอยออกมา สังเกตว่าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ทั้งเด็กและคนชรา ใบหน้านิ่งสงบและค่อนไปทางบีบคั้นกดดัน

ทางเข้าประตูอีกด้านหนึ่ง รถเข็นที่บรรทุกอาหารไว้เต็มคันถูกส่งเข้าไปในเรือนจำ ที่ทับถมกันเป็นร้อยๆ ถุงนั้น มีถุงหนึ่งเขียนชื่อผู้ชายคนหนึ่งด้วยหมึกสีน้ำเงินว่า มูฮาหมัด อัณวัร หะยีเต๊ะ หรือ อันวาร์ นักโทษคดีความมั่นคงที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 12 ปี

ห้าม
นี่เป็นครั้งที่ 2 ของการเข้าเรือนจำ

ครั้งแรกผมไปสนทนากับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ-มหานคร ไปกับ ไท หรือ ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข ผู้เป็นลูกชาย

ครั้งนี้ผมมากับ รอมือละห์ แซเยะ ผู้เป็นภรรยา

เวลาใครคนหนึ่งถูกจับกุมคุมขัง แม้โซ่ตรวนไม่ได้พันธนาการไปถึงครอบครัวและคนรัก แต่หากบางทีเขาและเธอที่อยู่นอกเรือนจำก็คล้ายถูกล่ามไว้ในความหมายที่ไม่ไกลกัน

ยิ่งกับข้อหาที่จำเลยยืนยันในความบริสุทธิ์ ระหว่างสู้คดีก็แสดงตัวในที่แจ้งตลอด ประกาศชัดเจนว่าไม่หนี

ประเมินด้วยสายตา ห้องเยี่ยมน่าจะกว้างราว 10×10 เมตร พัดลมตั้งพื้น 4-5 ตัว ส่ายไปมาเบาๆ มันพอบรรเทาอากาศอบอ้าวได้บ้าง แต่อารมณ์ข้างในเป็นเรื่องของใครของมัน มีรอยยิ้มอยู่บ้างระหว่างผู้ต้องขังกับญาติ ซึ่งถูกกั้นด้วยกรงเหล็กและกระจกใส พวกเขาสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์ภายใน นั่งประจันหน้ากัน แต่ต้องถือโทรศัพท์คุยกัน สัมผัสกันไม่ได้ พูดปากเปล่าไม่ได้ยิน

ห้องเยี่ยมมี 20 ช่อง แบ่งเป็นส่วนของผู้ต้องขังหญิง 4 ช่อง

ญาติใคร ญาติมัน นั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเล็กๆ ประจันหน้ากับนักโทษ

ผู้คุมวัยกลางคนในห้องปรับอากาศตรงทางเข้า นั่งเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ นานๆ ครั้งเขาลุกขึ้นยืน กวาดสายตาเฝ้าระวังไปทั่วทั้งห้อง ไม่มีคำพูดข่มขู่คุกคามใดๆ เพียงจ้องมอง คนเป็นญาติที่แม้ไม่ได้ทำอะไรผิดก็คล้ายว่าต้องอยู่ในอาการสำรวม

ป้ายขนาดใหญ่ภายในห้องเขียนข้อปฏิบัติในการเยี่ยมผู้ต้องขังไว้ว่า ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามถ่ายรูป ห้ามสวมหมวกหรือแว่นกันแดด ห้ามพกอาวุธ ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามา และห้ามสูบบุหรี่

ไม่ห้าม และไม่มีกฎว่าต้องร้องไห้ แต่ผมเห็นหลายคนปาดน้ำตาคุยกัน

มือเขาและมือเธอ
วันนี้วันที่ 27 พฤษภาคม เป็นวันที่ 27 ที่อันวาร์ถูกส่งเข้าเรือนจำ ด้วยข้อหาซัดทอดว่าเป็นสมาชิกบีอาร์เอ็น

เคราเข้มๆ ใต้คางหายไป ผมสั้นเกรียนติดศีรษะ และเสื้อคอกลมสีฟ้าอ่อนนั้นคือความเปลี่ยนแปลง

ดวงตาโตๆ และรอยยิ้มเหมือนเดิม ยังคงเป็นผู้ชายยิ้มง่ายเหมือนเดิม

แม่นั่งคุยเป็นคนแรก ด้วยเสียงแผ่วเบาที่ผมไม่เข้าใจ คุยสั้นๆ และไม่มีทีท่าของความอ่อนแอ นางอาจจะชินชาหรือไม่ก็เจ็บมาจนเข้มแข็ง ก่อนเข้าเรือนจำ ผมถามว่าเวลามาเจอกัน เจอในช่วงเวลาแสนสั้น พูดคุยอะไรกับลูก นางบอกว่าไม่มีอะไร ต่างฝ่ายต่างถามทุกข์สุขกันตามปกติ เวลามันน้อยเกินกว่าจะพูดจาอะไรได้ ที่มาก็มาเพื่อให้เห็นหน้าเห็นตากันมากกว่า คนเคยเห็นหน้ากันทุกวัน อยู่ๆ มาหายไป เป็นใครก็ต้องรู้สึกใจหาย

“แฟนเขามาทุกวัน แม่มาอาทิตย์ละสองครั้ง มากกว่านั้นก็ไม่ไหว หาเงินไม่ทัน ต้องอยู่บ้านเลี้ยงหลานด้วย”

บ้านที่นางว่าอยู่อำเภอยะรัง ถ้านั่งรถส่วนตัวก็ใช้เวลาสัก 20 นาที แต่นับรวมเวลาหุงหาอาหารแต่เช้าตรู่ เวลามารอคิว ก็เรียกว่าหมดไปครึ่งวัน

ผมหยิบโทรศัพท์เป็นคนที่สอง มองหน้าอันวาร์ระยะประชิด

เขายกมือสวัสดีและถามถึงเพื่อนหญิงสองคนที่เคยเจอในค่ายการเขียน ผมบอกว่าทุกคนสบายดี และถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“จิตใจเหมือนเดิมพี่ ติดที่ร่างกายออกไปไหนไม่ได้” เขาพูด (ผ่านโทรศัพท์) กับผม และยิ้ม

โดยอาชีพ ผมเป็นสื่อมวลชน เป็นคนทำสัมภาษณ์ ต่อให้ไม่ได้เตรียมตัว ไม่ได้คิดคำถามล่วงหน้า เวลามีเรื่องต้องคุยต้องถาม ผมย่อมใช้ประสบการณ์สืบเสาะหาข้อมูลได้ แต่สถานการณ์นี้ ผมถือโทรศัพท์นิ่ง นาน และไม่รู้จะคุยอะไร สุดท้ายก็ส่งต่อให้ภรรยาของเขา

“พี่คุยได้เลยนะ หนูมาทุกวัน” เธอว่า

ผมพยักหน้าในความหมายว่าคุยกันไปเถอะ ผมไม่มีเรื่องจะคุย เธอหันไปทางสามี และพูดกันด้วยภาษามลายู มือเขาและมือเธอแปะประสานกันบนกำแพงกระจก

ผมคิดถึงบทรำพึงรำพันในเฟซบุ๊ค Save Anwar ที่เพิ่งอ่าน ‘สารจากห้องขัง’

ฉันทำให้เธอต้องเหนื่อย โดดเดี่ยว ลำพัง
ฉันทิ้งให้เธอหนาวเหน็บในบรรยากาศที่ร้อนระอุ
ฉันเห็นใบหน้าของเธอผ่านกระจกและกรงเหล็ก
ฉันไม่อาจเอื้อมมือสัมผัส เช็ดน้ำตาและโอบกอดเธอ
เธอกับฉันจะเป็นกำลังใจให้กัน เราจะสู้ไปพร้อมกัน
เพื่ออิสรภาพของกันและกัน

กริ่งแผดเสียงบอกสัญญาณว่าหมดเวลา

ตลอดชีวิต
จากปัตตานี เช้าวันรุ่งขึ้นผมนั่งรถไปเรือนจำกลางสงขลาคนหนุ่มอีกคน ซุลกีฟลี อาแว ถูกจองจำมาตั้งแต่โดนศาลชั้นต้นตัดสินเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555

โทษจำคุกตลอดชีวิต
เทียบกับอันวาร์ ใบหน้าซุลกีฟลีหมองคล้ำกว่า ผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เวลายิ้มก็ยังดูเข้มแข็งและมีความหวัง

เขาเคยถูกขังมาแล้ว 4 ปี ในระหว่างทำคดี และได้ประกันออกมาต่อสู้ ครั้งนั้นซุลกีฟลีบอกว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้า โซ่ตรวนและห้องมืดดูเหมือนจะทำอะไรเขาไม่ได้เลย เขาเชื่อมั่น เขาชัดเจนในใจว่าวันหนึ่งจะต้องหลุดพ้นจากกรงขังในกำแพงสูง

เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซุลกีฟลีถูกปล่อยออกมาสัมผัสอิสรภาพได้ 2 ปีเศษ และพอขึ้นศาลซึ่งเขามั่นใจอย่างยิ่งว่าต้องหลุด ต้องยกฟ้องเพราะไม่ได้ทำผิด การณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม

พ่อแม่ร้องไห้ โผเข้ามากอด เขาแข็งขืน บอกตัวเองว่าลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ ซ้ำยังปลอบแม่ว่ายังมีอุทธรณ์ ฎีกา

พ้นสายตาบุพการี เขายอมรับว่าห้ามน้ำตาไม่ได้ ลูกผู้ชายก็ร้องไห้เป็น

ผ่านช่วงปรับตัวในเดือนแรก ใจเขายังแกร่ง แต่ครั้งนี้คำว่า ‘ตลอดชีวิต’ วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็นเงา เป็นคล้ายปีศาจที่ตามหลอกหลอน แม้ในยามหลับ

วางระเบิด ฆ่าคนตาย เคลื่อนย้ายอาวุธ อั้งยี่ ซ่องโจร แต่ละข้อหาช่างรุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการได้

หลักฐานเดียวที่ศาลมีคือภาพวงจรปิด ที่เป็นชายร่างสูง หน้าตาเบลอ มองไม่ออกว่าเป็นใคร

เขาตัวสูงโปร่งจริง แต่ยืนยันว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยว ไม่ได้วางระเบิดเมืองยะลาตามข้อกล่าวหา และพร้อมจะต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ต่อไป สู้เหมือนที่เคยสู้มา สู้โดยไม่มีคำว่าหนีอยู่ในใจ ถ้าคิดหลบหนี เขาย่อมหนีไปแล้วระหว่างให้ประกัน

เกี่ยวกับข้อหา นอกจากซุลกีฟลี ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง แต่ความจริงคือตอนนี้เขาถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต

ถนนสู่ปัตตานี
หลังการเจรจาระหว่างตัวแทนของบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional Melayu Pattani ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี) กับรัฐบาลไทย เหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ยังคงเป็นไปเหมือนเช่นเคย

บางวันคล้ายจะหนักขึ้นกว่าเก่าก่อน

คำถามจากฝั่งไทยมีว่า เมื่อไรจะหยุดความรุนแรง

คำถามจากฝั่งมลายูมีว่า เมื่อไรจะถอนกำลังทหาร และยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน กลับไปใช้กฎหมายปกติ

สวนทางและตั้งแง่ – คุณเริ่มก่อนสิ

ไม่ว่าจะอย่างไร การเจรจาเกิดขึ้นแล้ว แม้ยังมองไม่เห็นข้อสรุป แม้เดาได้ว่าสันติภาพยังเป็นฝันที่อยู่ไกล แต่หมุดหมายหลักไมล์
ที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว

‘จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด’ ในรถ ระหว่างทางกลับที่พัก ผมคิดถึงคำขวัญหลังกำแพงคุกสงขลา และจินตนาการว่าขณะที่สั่งสอนอบรมนักโทษให้ปรับตัวเร่งแก้ไข รัฐไทยเองก็ต้องทบทวนอย่างจริงจังตั้งใจเช่นกัน

ว่าที่ผ่านมาเคยสร้างรอยบาปใดไว้บ้างบนแผ่นดินปัตตานี