วิทยา ปานศรีงาม เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับ?Only God Forgives

Home / men around / วิทยา ปานศรีงาม เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับ?Only God Forgives

Wanna Fight!? เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับ…วิทยา ปานศรีงาม

วิทยา ปานศรีงาม นักแสดงที่แทบไม่เคยมีชื่อปรากฏในสารบบหนังไทยมาก่อน แต่จู่ๆ ได้ร่วมงานกับดาราและทีมงานระดับซูเปอร์สตาร์ของโลก เขาได้ไปเดินพรมแดงในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แสดงเอกลักษณ์ของชาติด้วยชุดโจงกระเบน ปะทะไฟแฟลชจากกองทัพช่างภาพ

เขาได้รับเสียงปรบมือแบบ Standing Ovation ด้วยความชื่นชม พอๆ กับเสียงโห่ฮาป่าแสดงความไม่ชอบใจ เมื่อการฉายรอบพรีเมียร์จบลง บทตัวร้ายในหนังเรื่อง Only God Forgives เขาเล่นได้น่ากลัวติดตา ทาบทับกับ ไรอัน กอสลิ่ง จนสื่อชั้นนำหลายสำนักรุมสัมภาษณ์ผู้ชายนิรนามคนนี้ และพากันพาดหัวว่า ‘นี่คือชายที่ได้ตะบันหน้ากอสลิ่ง’

Wanna Fight!? เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับ…วิทยา ปานศรีงาม รูปที่ 1

เขาเสิร์ฟกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลให้กับเรา และระเบิดเสียงหัวเราะตอนตอบคำถามของเราที่ว่า… คุณไม่เคยผ่านโรงเรียนการแสดง แล้วทำไม นิโคลัส วินดิ้ง เรเฟิน ถึงเลือกคุณในบทสำคัญนี้ ?

“ฮะ ฮะ ฮ่า!! ทำไมจะไม่เคยเรียน ผมเรียนการแสดงมาจากชีวิตจริง คนที่ผ่านมาแล้ว 50 ฝน ซึมซับอะไรต่อมิอะไรมามาก มีทุกๆ อารมณ์ของมนุษย์ครบถ้วนแล้ว ดีใจ เสียใจ คร่ำครวญ ผิดหวัง สมหวัง หรือกระทั่งความเจ็บปวดสูญเสีย ดูรอยปรุบนหน้าผมสิ นี่มันยิ่งกว่าเข้าโรงเรียนการแสดงเสียอีก”

ปู-วิทยา ปานศรีงาม หนุ่มใหญ่หน้าตาแสนธรรมดา อายุปาเข้าไปเลข 5 แล้วคนนี้ มีอะไรดี มีอะไรน่าสนใจ?

GM : ก่อนหน้านี้คุณเคยดูหนังของนิคบ้างไหม
วิทยา :
 ไม่เคยเลย เฉพาะแค่จะเรียกชื่อเขาให้ถูก ก็ต้องฝึกเป็นอาทิตย์แล้ว

GM : คุณไปแสดงใน Only God Forgives ได้อย่างไร
วิทยา : ก็เป็นหลายฤดูฝนก่อนจะถึงฤดูฝนนี้ ผมได้เจอทีมแคสติ้งหนังเรื่องนี้ ขออนุญาตเอ่ยถึง A Grand Elephant Production เป็นทีมโปรดักชั่นไทยที่มีส่วนร่วมสำคัญในการถ่ายทำ จริงๆ แล้วบทหนังเรื่องนี้เขียนเสร็จมาตั้งแต่ปี 2009 ถูกเขียนขึ้นก่อน Drive ก่อนหน้านี้ผมเคยทำงานร่วมกับ A Grand Elephant Production ในบทเล็กๆ เรื่อง Largo Winch II มาก่อน เขาจึงแนะนำผมไป เขาบอกว่าผู้กำกับคนนี้นัวร์มากเลย น่าจะเหมาะกับพี่ปู ลองเอาบทให้ไปอ่าน พออ่านสคริปต์จบรอบแรก มานั่งนึกว่าผู้กำกับเขียนให้ตัวละครตัวนี้เป็นพระเอกหรือเปล่าหว่า ถ้าผมไม่ทำเรื่องนี้ เท่ากับพลาดโอกาสสำคัญของชีวิตไปเลย ผู้กำกับนัวร์ใช่ไหม ชอบอะไรดิบๆ ใช่ไหม ผมดิบอยู่แล้ว ตอนไปแคสต์รอบแรกเสร็จ ผมต้องรอจนนิโคลัสไปกำกับหนังเรื่อง Drive ให้เสร็จก่อน บทพระเอกใน Only God Forgives แรกสุดคือ ลุค อีแวน (แสดงนำใน Immortals) แต่ลุคบ๊ายบายนิค เพราะเขาได้แคสติ้งบทเด่นใน The Hobbits ของ ปีเตอร์ แจ็คสัน แต่นั่นเป็นวันเดียวกันกับที่นิคได้รางวัล Best Director จากคานส์ปี 2011 ไรอันก็เลยมาบอกนิค ลื้อยังไม่มีพระเอกใช่ไหม อั๊วเล่นเองเรื่องนี้ แต่ไรอันบอกว่า อั๊วขอไปทำ Gangster Squad กับ ฌอน เพนน์ ก่อน ผมก็เลยต้องรอไปอีกปี แต่ว่าปลายปี 2010 นิโคลัสมาเมืองไทยขอเจอตัวผม วันนั้นคือวันที่ 2 ธันวาคม ผมอยู่ในกองถ่าย The Hangover 2 รีบอ่านบทเรื่องนี้อีกครั้ง คนในกองถามว่าพี่ปูอ่านอะไรกระดาษเป็นปึกเลย

GM : ดูเหมือนว่าคุณยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี
วิทยา :
 ใช่ๆ ผมจำบทตัวละครได้หมดแล้ว พอนั่งลงปั๊บ คำถามแรกที่นิคยิง คือ “คุณคิดยังไงกับการคอร์รัปชั่นในประเทศของคุณ” เฮ้ย! คนละเรื่องเลยนี่ เขาอยากเห็นปฏิกิริยาคาแร็กเตอร์ของผม แล้วก็ยิงคำถามมาเป็นชุด คิดอย่างไรกับความรุนแรง คุณชอบการต่อสู้ไหม เฮ้ย! ถ้ามาถามกันแบบนี้ ผมจะตอบคุณให้นะ ว่าผมอยู่กับความเป็นความตายทุกวันมา 27 ปีแล้ว เพราะกีฬาที่ผมเล่น ผมฆ่าคนได้ทุกวัน และผมตายได้ทุกวัน ผมเล่นเคนโด้สายดำ ดั้ง 5 ในบ้านเราตอนนี้มีเพียงไม่กี่คน นิคเลยชอบมาก เขามาบอกทีหลังว่าที่เลือกผมรับบท ‘ช้าง’ ไม่ใช่แคสติ้งที่โดดเด่น แต่เป็นอะไรบางอย่างที่เขาหาจากที่อื่นไม่ได้ ตัวละครตัวนี้เขารักมากและยากมากที่จะหาใครเล่น

เย็นวันนั้นเขาให้แคสติ้งไดเร็กเตอร์โทรฯ มาบอกว่า ปู-วิทยาตัวใหญ่ไปนะ หลังจากนั้น 4 วันผมไปสมัครฟิตเนส เล่นกับใครไม่เล่น เสือกมาเล่นกับกู กูไปเข้าโรงยิมก่อนละ (หัวเราะ) คือคุณไม่ต้องมาสั่งผมเลยนะ ผมรู้ว่าต้องทำอะไร ภายใน 1 ปี ผมลดน้ำหนักไป 23 กิโลกรัม ตุลาคมปี 2011 นิคกลับมาอีกรอบ ตอนนั้นเขามีชื่อเสียงมากแล้ว การเลือกใครมาเล่นเป็นตัวร้ายในเรื่อง มันมีความสุ่มเสี่ยงสูงโดยเฉพาะนักแสดงหน้าใหม่ ในบทที่เป็นหัวใจของเรื่องอีก ด้วยศักดิ์ศรี Best Director จากคานส์ เขาพูดกับทีมแคสติ้งว่าให้ทำเทปปู-วิทยาใหม่ โดยให้เขาฆ่าคนแบบนิ่งที่สุด ฆ่าคนโดยคิดว่าตัวเองเป็นอนุสาวรีย์ไม่ไหวติง หน้าไร้อารมณ์ แสดงออกผ่านนัยน์ตาเท่านั้น…อีกแล้ว เล่นกับใครไม่เล่น การลงดาบอยู่ในสายเลือดนักเคนโด้ ผมก็เอาเลยใส่พลัง สมาธิเข้าไป ฟาดลงไป นิคดูแล้ว ให้ผมเล่นบทช้างได้อย่างไร้ข้อกังขา

GM : ดูเหมือนคุณสนิทกับนิคมาก
วิทยา : นิคเป็นผู้กำกับที่รีเสิร์ชทุกอย่างเพื่อจะประกอบกันขึ้นมาใหม่ อย่างเรื่องเพลง เขาถามผมว่าปูอยากร้องอะไร ผมบอกถ้าเป็นคนรุ่นผมต้อง สุรพล สมบัติเจริญ ผมเอาให้เขาฟัง เขาซื้อเลยทันที มีเสียงร้องของผมอยู่ในออริจินัลซาวนด์แทร็คด้วย คือเพลง ‘ไม่ลืม’ ดูแลการผลิตโดย คลิฟฟ์ มาร์ติเนซ สุดยอดคนทำสกอร์เพลงอิเล็กทรอนิกส์จากเรื่อง Drive…อ้อ! ย้อนกลับไปตอนที่ผมบอกเพื่อนๆ ว่า ผมจะเล่นหนังให้ นิโคลัส วินดิ้ง เรเฟิน โอ้…มายก็อด เพื่อนตกใจกันใหญ่ วันรุ่งขึ้นมีแผ่นหนัง 5 เรื่องมาวางเรียงบนโต๊ะผม ผมมีเพื่อนที่คลั่งไคล้ผู้กำกับรายนี้แบบเอาเป็นเอาตาย เขาชอบก่อนที่นิคจะทำ Drive อีก Drive เป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมจากการเอา Pusher (2012), Bronson (2008), Valhalla Rising (2009) มาเขย่ารวมกัน นิคเหมือนเจอสูตรเด็ดของตัวเองเข้าไปแล้ว

GM : แล้ว ไรอัน กอสลิ่ง ล่ะ เขาเป็นคนอย่างไร
วิทยา : ไรอันมาอยู่เมืองไทยพักใหญ่ เพื่อถ่ายทำเรื่องนี้ เขาลงนวมฝึกมวยไทยทุกวัน นิคก็ฝึกด้วย วันแรกที่เจอกัน เราไปบวงสรวงพระพิฆเนศ ไรอันก้าวลงมาจากรถ ใส่ชุดขาว ไม่ใส่รองเท้านะ สวมแว่นตา ดูครึ่งหลับครึ่งตื่น ผมเกร็งสุดๆ เจอดาราที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในดาราที่ดีที่สุดในโลกขณะนี้ เขายังไม่พูดกับผมซะทีเดียว แต่คำแรกที่ไรอันมาคุยด้วยใกล้ๆ คือ “Hey Pu! I’ve heard that you made good Phadthai right ?” เขายิ้ม วินาทีนั้นผมรู้ว่า ผมกับเขาเป็นเพื่อนกันได้ ผมตอบ “I can cook for you. I love thai food blah blah blah.” ผมคุยกับเขาต่อว่า หนังเรื่อง Drive นี่มันสุดยอดเลยนะ ไรอันหันมาบอกกับผม พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า หนังเรื่องนี้จะต้องดีกว่า วันที่สองที่เราเจอกัน ทีมงานนัดไปกินอาหารที่ร้านสมบูรณ์ภัตตาคาร ผมไปก่อนเวลา ไรอันเดินมาข้างหลังเงียบๆ เขามากอดผมจากด้านหลัง รับรู้ได้เลยว่าเขาเป็นฝ่ายที่ช่วยทำลายกำแพง ตั้งแต่ 2 วันที่เราเจอกัน เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนับจากวันนั้น

GM : เท่าที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันพักใหญ่ๆ ไรอัน กอสลิ่ง เป็นคนแบบไหน
วิทยา : เขาเป็น Gentleman และติดดิน ถ้าเห็นเขาเดินเข้าลิฟต์พร้อมกันกับน้องๆ ผู้หญิงในกองถ่าย เขาจะรอให้น้องๆ เข้าไปก่อน ยังพูดติดตลกว่า “เชิญคุณไปก่อนเถอะ ถ้าผมแซงคิวคุณ แม่ผมรู้ ท่านต้องฆ่าผมแน่ๆ” นักวิจารณ์หลายคนบอกตรงว่าไรอันมาค้นพบการเป็นนักแสดงหนที่ 2 หลังจากที่เขาเจอนิโคลัส ผมมองเห็นว่าเขาเองเป็นนักแสดงที่มีครีเอทวิตี้สูง ไม่ยอมให้แต่ละฉากผ่านไปง่ายๆ เขาจะเอาประสบการณ์ของเขา มาบวกลบคูณหารว่ามันดีหรือยัง ยังดีได้อีกไหม ถึงเขาดังแค่ไหน เขาก็ไม่ใช่สตาร์ในกองถ่าย ไรอันสามารถสัมพันธ์กับคนได้ ตอนนี้เขา Debut เป็นผู้กำกับหนังเรื่องแรก How to Catch a Monster ผมคิดว่าเขาจะทำมันได้ดีอย่างแน่นอน

GM : ในการทำงานหนังเรื่องนี้ มีอะไรที่คุณประทับใจบ้าง
วิทยา : ในหนังของนิค นักแสดงทุกคนต้องเล่นซ้ำ 15-20 เทคเป็นเรื่องปกติ เขาต้องการศักยภาพนักแสดงอย่างถึงที่สุดของที่สุด เขาสั่งแอ็คชั่น สั่งคัต พูดว่า “It’s perfect. Let’s do it again.” (หัวเราะ) และนิคถ่ายหนังแบบ 1 – 2 – 3 – 4 เรียงลำดับเหตุการณ์ในเรื่อง ให้ตัวละครแต่ละตัวค่อยๆ กลืนกินบทบาทของตัวเองเข้าไป ผมมีคิวถ่ายทำ 20 กว่าวัน ในรอบ 2 เดือนซึ่งพอๆ กับไรอัน คาแร็กเตอร์ของช้าง ผมต้องเล่นให้ลึก คนอาจจะมองว่าช้างเป็นคนบ้าวิกลจริตก็ได้ ช้างเป็นทั้งคนที่โหดเหี้ยมที่สุดและอ่อนโยนที่สุด ช้างใช้ดาบฆ่าชีวิตคน ในแต่ละเวลาต่อมาเขามีน้ำตาเวลาร้องเพลง แต่ละฉากที่ร่วมงานกับนิค กองถ่ายของนิคมีความเฉพาะตัว แบบที่หาที่ไหนไม่ได้ เซตติ้งของฉากเขามันน่าขนลุกเสมอ เขาสร้างแดนสนธยาให้นักแสดงได้ดี

GM : ยกตัวอย่างสักฉากได้ไหม
วิทยา : มีฉากที่ผมต้องผายดาบ แล้วค่อยเยื้องย่างออกมาจากเงามืด นิคช่วยเปิดสกอร์เพลงกล่อมเราซะเหมือนอยู่ในตัวละครนั้น กองถ่ายเงียบสงัด เขาสร้างตัวร้ายได้ทมิฬ ฉากความรุนแรงในหนังนิค เขาหวังให้ผู้ชมติดตากลับไปบ้านเลยทีเดียว นิคพูดมาตอนหนึ่งว่า ความรุนแรงก็เหมือนกับเซ็กซ์ คุณเสพติดมัน คุณขยะแขยงมัน แต่มันก็ยังไหลเวียนอยู่ในตัวคุณ กระตุ้นคุณ นิคให้สัมภาษณ์บ่อยๆ ว่าสำหรับเขา การถ่ายทอดความรุนแรงเป็นงานศิลปะ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เช่น
ฉากกระทืบกันในลิฟต์ของเรื่อง Drive หรือในเรื่องนี้ เราจะมีฉากที่ช้างเอากระทะน้ำมันร้อนๆ สาดใส่หน้าตัวร้ายในเรื่อง นี่จะเป็นอีกฉากที่คนดูจะต้องจำติดตาออกไป ผมต้องให้เครดิต สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ผมเอากระทะฟาด กระทืบเขาจนอ่วม จนวันรุ่งขึ้นเขาต้องเข้าโรงพยาบาล ผมยังต้องขอขมาเขาอยู่ทุกวันนี้ (หัวเราะ) ก่อนเข้าฉากกันวันนั้น สายเชียพูดกับผมว่า “เอาเลยครับคุณปู เอาให้สมจริง เพราะถ้าไม่ เดี๋ยวเราต้องเล่นกันอีกหลายรอบ”

GM : แล้วฉากที่คุณได้ตะบันหน้า ไรอัน กอสลิ่ง ล่ะ
วิทยา : ฉากนั้นเป็นฉากที่จูเลี่ยนต้องการประลองอำนาจกับช้าง จูเลี่ยนท้าว่า “Wanna Fight!?” ช้างจะต้องตอบโต้ด้วยสายตาว่า “เล่นกับใครไม่เล่น มึงมาเล่นกับปู” นิคถามผมว่าเวลาคนไทยเรามีคนมาท้าทายเหยียบจมูก พวกคุณโต้ตอบหรือมีความคุกรุ่นอย่างไร …แล้วถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับช้างล่ะ เขาจะรู้สึกนึกคิดอย่างไร ผมก็ทดลองแสดงออกมาอย่างนั้น ผมเองเก็ตทันที สร้างมันขึ้นมาทันใด ช้างสวนสายตามองจูเลี่ยนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า…มึงกล้ามากนะ ที่มาท้าทายคนอย่างกู ไม่รู้ซะแล้ว ฉากนี้เราถ่ายแบบไม่ใช้สตันท์ ไรอันให้ความสำคัญกับฉากนี้มาก เขาร่วมตีความกับนิค ว่าถ้าคุณไปท้าคนเป็นมวยไทยต่อยตีด้วย แล้วคุณไม่ใช่แชมป์มาจากสถาบันไหน คุณจะล้มมวยไทยได้ไหม? ไรอันมีศรัทธาในมวยไทยมากๆ

GM : ดูคุณทุ่มเทให้หนังเรื่องนี้มาก
วิทยา : มากๆ เรียนมวยไทย 5 เดือนเต็มๆ เรียน 5 วันต่อสัปดาห์ วันละ 2-3 ชั่วโมง ภรรยาจะได้ยินผมร้องโอดโอยด้วยความเจ็บทุกวัน ก็ผมปาเข้าไป 50 แล้วนิ (หัวเราะ) ครูฝึกบอกไว้ ว่าเขาฝึกใคร คนนั้นก็ต้องร้องไห้กลับบ้านทุกเย็น ครูมวยบอกว่าเขามีความสุขที่ได้ฝึกพี่ปู แต่ผมบอกเขา พี่ปูแม่งมีความทุกข์ว่ะ ที่ได้เรียนกับน้อง (หัวเราะ) ผมอยากจะขอบคุณครูที่ฝึกผมมาได้ขนาดนี้ ก่อนเปิดกล้อง 2 เดือน ซ้อมรอบเช้าเสร็จ รอบเย็นต้องไปหาครูสามารถ พยัคฆ์อรุณ ติวทักษะเชิงมวยอีกรอบ

GM : คุ้มค่าไหม
วิทยา : ชีวิตผมและภรรยา เปรียบไปก็เหมือนนักเต้น คือพวกเราเต้นกันจนกว่าฝนจะตก คุณคิดถึงนักกีฬาเคนโด้มือสมัครเล่นคนหนึ่ง เขาไปค่ายเคนโด้ที่ญี่ปุ่น ฝึกจนปัสสาวะออกมาเป็นเลือดก็เคยมาแล้ว ผมเองเป็นนักกีฬา ถามว่าเคยฟาดกับแชมป์โลกไหม เคยสิ! ถามว่าเคยชนะไหม? ตอบว่าไม่เคย แต่เสียใจไหมล่ะ?

..ก็ต้องตอบว่าไม่เลย อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ไปแพ้ราบคาบให้กับมือยี่สิบ ผมแพ้ให้กับมือหนึ่ง ใน Only God Forgives ก็เหมือนกัน ทุกวันๆ ที่ผมต้องทนซ้อมกับความว่างเปล่า ผมบอกตัวเองถ้าเราไม่ทำ ยังมีคนอีกเยอะแยะที่เขาอยากจะทำ แต่ทำไมวันนี้เป็นเรา? เมื่อโปรเจ็กต์นี้เดินทางมาหาผมได้ นับเป็นเกียรติ ถ้าผมทำมันไม่ดี ผมจะอายตัวเองไปตลอดชีวิต การได้ไปคานส์ ไปเดินพรมแดง นั่นเป็นแค่ของแถม ผมแทบไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย มันมีด้วยเหรอ ผมไม่รู้มาก่อน … หรือถ้าจะคิดเรื่องตัวเงิน ผมได้ค่าตัวแค่วันละ 50 บาทเองมั้ง เมื่อหารด้วยเวลา 3 ปีที่ต้องเฝ้ารอคอย ตลอดเส้นทางที่ผมฝึกมาเป็นช้างอย่างที่คุณเห็น ผมมีทัศนคติ ว่าความที่เราเต็มที่กับอะไรสักอย่าง มันไม่ใช่มีไว้เพื่อความสำเร็จเสมอไป แต่มันมีไว้เป็นเครื่องวัดคุณค่าของคนคนนั้นมากกว่า

GM : มีนักแสดงที่คุณชื่นชอบเป็นพิเศษ
วิทยา : คริสตอฟ วอลซ์, ฮาเวียร์ บาร์เด็ม, โรเบิร์ต ดูวัล, แจ็ค นิโคลสัน, เดนนิส ฮอปเปอร์, แอนโทนี ฮ็อปกินส์ รายชื่อเหล่านี้คือที่สุดแล้ว

GM : ลองคิดสนุกๆ ถ้าจิ้มได้ อยากร่วมงานกับผู้กำกับคนไหน
วิทยาเควนติน แทแรนติโน ท่าจะสนุก นี่แบบจุดบั้งไฟไปดวงจันทร์ มีเพื่อนพูดติดตลก ถ้า เจมส์ บอนด์ มาถ่ายเมืองไทยครั้งต่อไป ปูน่าจะเป็นตัวร้ายได้นะ (หัวเราะ)

GM : หนังเรื่องนี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปไหม
วิทยา : ไม่เปลี่ยนหรอก วันก่อนผมเปิดเพลง ‘เธอคือความฝัน’ เพลงประกอบในเรื่อง ผมน้ำตาซึม แค่นี้ก็เกินตัวผมมามากแล้ว การได้เทียบเชิญไปเทศกาลหนังเมืองคานส์ น่าดีใจที่ภรรยากับลูกจะได้ไปเห็นที่นั่นด้วย คนอายุ 54 ปีคนหนึ่ง ชีวิตวัยนี้ทำให้เราเห็นแล้วว่า อะไรคืออะไร ภาพตรงหน้าไม่ได้อยู่ถาวรเสมอไป มีเกียรติ …ก็จริง คนเริ่มพูดถึง…ก็ใช่ แต่หนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ พอถึงพรุ่งนี้ก็จะกลายเป็นฉบับเมื่อวาน ผมไม่เอาตรงนั้นมาประดับตัวเองให้โง่หรือเย่อหยิ่ง ปูคือปูคนเดิม แต่ถ้าคนอื่นมองผมว่าเจ๋ง นั่นเป็นเรื่องของเขา ผมยังรับเล่นหนังเรื่องอื่น ค่าตัวผมยังถูกอยู่นะ (หัวเราะ) ระหว่างที่ Only God Forgives ยังไม่ฉาย คนอื่นยังไม่รู้ในวงกว้าง มีผู้กำกับคนไหนเสนอบทอะไรให้เล่น ถ้าผมสนใจผมไป ผมถือว่าตัวเองเป็นอาร์ติสท์คนหนึ่ง เชื่อว่าทุกบทที่มาจากผู้กำกับแต่ละคนแล้วส่งตรงถึงเรา เขาให้เกียรติเรา ถ้าคุณเชื่อในตัวผม ผมก็ทำงานให้คุณเต็มที่

………………………………………………………………………………………………………………

วิทยา ปานศรีงาม คือใคร?
ปู-วิทยาเติบโตในครอบครัวชนชั้นกลาง เขาสนใจศิลปะ กราบกรานขอแม่ไปเรียนกราฟิกดีไซน์ที่ New York Institute of Technology แม่ใจดีให้ไป โดยมีข้อแม้ว่าซื้อตั๋วเที่ยวไปให้อย่างเดียว หลังจากนั้นก็โปรดส่งเสียตัวเอง

ณ ที่นั่นเขาทำงานล้างจานจนเรียนจบ ใช้ชีวิตในแมนฮัตตันสักระยะ ก็ได้พบคู่ชีวิตชื่อ ‘คุณเฟย์’ ทั้งคู่กลับมาทำธุรกิจขายตรงอยู่หลายปี แต่เนื่องจากภรรยาเป็นนักบัลเล่ต์ พวกเขาจึงเปิดโรงเรียนบัลเล่ต์ Rising Star Dance Studio มีชื่อเสียงจนได้รับเชิญไปเป็น Choreographer ให้งานใหญ่อย่างการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์

วิทยาเข้าวงการแสดงอย่างบังเอิญ ด้วยการไปกินข้าวกับเพื่อนสนิท ในโต๊ะนั้นมีตากล้องชาวออสเตรเสียชื่อ Wade Muller ไหว้วานให้เล่นหนังสั้น 8 นาที

ต่อมาแคสติ้งกับบริษัท A Grand Elephant Production โดยคุณหนอน Raweeporn Srimonju ได้เล่นเป็นตัวประกอบในหนังต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทยอย่าง Largo Winch II (2011), The Hang Over II (2011) มีบทนำครั้งแรกใน Mindfulness and Murder (2011) ซึ่งเขามีส่วนร่วมในการเขียนบทภาพยนตร์ และได้รับรางวัล Best Actor จากเทศกาลภาพยนตร์ Thrill Spy Int Film Festival วอชิงตัน ดี.ซี.

ผลงานลำดับต่อไปคือ ‘เพชฌฆาตคนสุดท้าย’ หนังชีวประวัติของ ‘เชาวเรศน์ จารุบุณย์’ แห่งเรือนจำบางขวาง ที่จะเปิดกล้องเร็วๆ นี้ โดยผู้กำกับ Tom Waller
พูดคุยกับปู-วิทยาได้ที่ facebook.com/pages/Vithaya-Pansringarm

 

10 บุคคลดังที่เคยล้มเหลวในชีวิตมาก่อน

10 บุคคลดังที่เคยล้มเหลวในชีวิตมาก่อน

10 บุคคลดัง ที่เคยล้มเหลวในชีวิตมาก่อน ว่ากันว่าช่วงอายุ 20-30 ของคนเราเป็นช่วงเวลาของการค้นหาตัวตน ล้มลุกคลุกคลานกับปัญหาต่างๆ ก่อนจะมาค …
จอห์นนี่ เดปป์ อึ้งเจอ ฝาแฝด โผล่แคทวอล์ค

จอห์นนี่ เดปป์ อึ้งเจอ ฝาแฝด โผล่แคทวอล์ค

จอห์นนี่ เดปป์ อึ้งเจอ ฝาแฝด โผล่แคทวอล์ค แฟชั่นผู้ชาย เล่นเอาเซอร์ไพรส์กันยกงาน ณ แฟชั่นโชว์ Oliver Spencer คอลเลคชั่น Spring/Summer 2014 ที่งาน London Fashion Week เมื …
เฮนรี่ คาวิลล์ ซูเปอร์แมน คนใหม่ล่าสุด

เฮนรี่ คาวิลล์ ซูเปอร์แมน คนใหม่ล่าสุด

เฮนรี่ คาวิลล์ ซูเปอร์แมน คนใหม่ล่าสุด ซูเปอร์แมน อีกหนึ่งหนุ่มที่มาแรงที่สุดในเวลานี้เห็นจะเป็น Henry Cavill เฮนรี่ คาวิลล์ หรือยอดมนุษย …