คลึงวรรณกรรมเชิงสังวาส เคล้าภาพยนตร์อีโรติก หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล

Home / men around / คลึงวรรณกรรมเชิงสังวาส เคล้าภาพยนตร์อีโรติก หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล

คลึงวรรณกรรมเชิงสังวาส เคล้าภาพยนตร์อีโรติก หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล  รูปที่ 1

หม่อมน้อยกล่าวกับ GM ที่บ้านย่านถนนจันทน์ ว่าช่วงหลังๆ มานี้ เขาคร้านจะให้สัมภาษณ์สื่อแล้ว ถ้ายังชอบคิดกันว่า ชายวัยใกล้ 60 ปีอย่างเขา สนุกเหลือเกินกับการทำหนังโป๊ ที่ชุมนุมนักแสดงหนุ่มสาวคราวลูกหลาน เพื่อสนองตัณหาตัวเอง

ซึ่งก็แน่นอนว่าในช่วงที่หนังใหม่ของเขา ‘จันดารา ปัจฉิมบท’ เข้าฉาย เขาก็คงต้องเผชิญกับข้อกล่าวหานี้อีกครั้ง แถมยังกระหน่ำซ้ำเติมให้เรื่องราวใหญ่โตขึ้นไปอีก ว่าหนังของหม่อมน้อยช่วงหลังๆ มานี้ เน้นยั่วยุกามารมณ์และจะสร้างปัญหาสังคม

GM ก็ไม่รู้จะอธิบายแทนเขาอย่างไร เราเพียงคิดว่าในเดือนแห่งความรักเช่นนี้ บุคคลที่เราอยากไปคุยด้วยมากที่สุด ก็คือหม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล นี่แหละครับ จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้เลย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับหนังไทยที่มีความอีโรติกเคล้าคลึงอยู่ในงานอย่างกลมกล่อม เราคิดว่าฉากร่วมรักที่ดูประณีต และมีเลือดเนื้อ จิตวิญญาณแบบนี้ ห่างหายจากวงการหนังไทยไปนาน จนบัดนี้ก็กลับมาแล้ว

ในขณะที่เรามักจะได้ยินคำถามสัมภาษณ์ประมาณว่า “ตกลงนักแสดงเล่นจริงไหม?” หรือ “ฉากร่วมรักแบบนี้เป็นอันตรายต่อสังคมไทยหรือไม่?” แต่เรากลับสนใจในแง่มุมอื่น เราได้รับเกียรติให้มานั่งพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการอะไร เราสนทนากันสารพัดเรื่องตั้งแต่วรรณกรรมเชิงสังวาส ภาพยนตร์อีโรติก เรื่อยไปจนถึงเรื่องความรัก และเซ็กซ์ของคนร่วมสมัย

เมื่อมองทะลุเข้าไปในแว่นหม่อมน้อย เขากำลังช่วยเราขบคิดเกี่ยวกับโลกรอบตัว

GM : คุณเติบโตมากับการอ่านวรรณกรรมไทยมากน้อยแค่ไหน

หม่อมน้อย : เราโตมากับวรรณกรรมทั้งไทย ยุโรป อเมริกา เราเรียนอักษรศาสตร์จุฬาฯ ได้ตะลุยอ่านมามากพอสมควร เราชื่นชอบงานชิ้นเอกของอัครศิลปินหลายท่าน มีความดีความงามไม่ย่อหย่อนกัน ไม่ว่าจะเป็นท่านคึกฤทธิ์ ปราโมช ครูมาลัย ชูพินิจ ไม้ เมืองเดิม ครูประมูล อุณหธูป ทุกท่านมีความโดดเด่นที่กลั่นกรองความคิด ทรรศนะที่มีต่อสังคมในยุคสมัยของท่านออกมาเป็นคำไม่กี่คำ ที่มีลีลาภาษาที่งดงาม

GM : อนันดาเคยคุยกับ GM ว่าดารารุ่นใหม่ๆที่มาเล่นหนังของหม่อม จะต้องรับผิดชอบด้วยการอ่านหนังสือเล่มหนาๆ พวกนั้นจนจบ

หม่อมน้อย : ใช่… แน่นอน ทุกคนมีหน้าที่ต้องอ่านหนังสือ อ่านจนจบ ไม่ใช่อ่านแค่บทของตัวเอง หรือแค่ทรีตเมนต์ ทุกคนต้องซึมซับอะไรบางอย่างที่อยู่ในตัวอักษรมาก่อน โดยเฉพาะฉากอีโรติก ที่คนสมัยก่อนเขาใช้ภาษาสูงมาก เพื่อที่คนรุ่นเราจะถ่ายทอดความงามของภาษาออกมาเป็นภาพด้วยกัน นักประพันธ์ไทยเป็นนายของภาษา สังเกตได้จากฉากสังวาสซึ่งบรรยายได้ลึกซึ้ง อย่างเรื่องลิลิตพระลอ ยิ่งเก่าแก่ก็ยิ่งวิจิตรพิสดาร มีสัญลักษณ์ อุปมาอุปไมย ทำให้ผู้อ่านคล้อยตาม วรรณกรรมไทยยุคโบราณตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา มีเนื้อหาที่พูดถึงการสังวาสเยอะ โป๊มาก ผมลองเทียบกับวรรณกรรมตะวันตก ผมว่าเขาบรรยายฉากอีโรติกกันตรงๆ แบบที่ตาเห็น บรรยายไม่ยาว แต่ในวรรณกรรมไทยมีให้ละเลียดในเชิงจินตนาการ มาทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โป๊กว่ามาก ให้ภาพในหัวชัดเจนกว่ามาก

คุณต้องทำความเข้าใจอย่างนี้นะ ว่ากวีสมัยก่อน ไม่ได้มองการสังวาสเป็นเรื่องลามกอนาจาร แต่มองเป็นธรรมชาติ เป็นสัจธรรม กวีเอกได้เขียนเรื่องนี้ออกมาอย่างพิถีพิถัน ประณีต มองร่างกายว่าเป็นความสวยงามแห่งชีวิต เราเองก็มองว่าการสังวาสเป็นเรื่องจริงจัง ถึงขนาดเรียกว่าศักดิ์สิทธิ์เลยก็ได้ ไม่ใช่เรื่องมาทำกันเล่นๆ เพราะอะไร เพราะการสังวาสจะให้กำเนิดมนุษย์นะ แล้วมนุษย์เราศักดิ์สิทธิ์ไหม งดงามไหม มหัศจรรย์ไหม แต่คนรุ่นเรามองการสังวาสเป็นเรื่องของความสนุกสนานไง เลยมักทำกันเล่นๆ แล้วในที่สุดก็รู้สึกว่ามันกลายเป็นปัญหา เป็นเรื่องผิดบาปไป เราไปติดตรงนี้มาจากสังคมตะวันตก เราใช้ความบันเทิงทางเพศในทางที่ผิด คนเรายุคนี้เราไปติดหนังโป๊กัน เพื่อเอาไว้กระตุ้นความบันเทิงทางเพศ เป็นความสิ้นเปลืองทางอารมณ์

คลึงวรรณกรรมเชิงสังวาส เคล้าภาพยนตร์อีโรติก หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล  รูปที่ 2

GM : วรรณกรรมอีโรติกหลายเรื่องของจีนและของไทยเรา มักจะมีตอนจบเกี่ยวกับพุทธธรรม ทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันใช่ไหมครับ

หม่อมน้อย : เพราะพุทธธรรมคือธรรมชาติของมนุษย์ อีโรติกก็เป็นสัจธรรมของมนุษย์ ในวัฒนธรรมชาวพุทธ ในโบสถ์ ในวิหาร มีภาพเขียนฝาผนังเห็นการสังวาสแบบหลากหลาย เทวดา นางฟ้า ชายกับหญิง ชายกับชาย หญิงกับหญิง มนุษย์กับสัตว์ก็มี อย่างเรื่องจันดาราเอง ผู้ประพันธ์ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนในวัดเสียด้วยซ้ำ เราคิดว่าคนสมัยก่อนยังไม่มีความบันเทิงอื่นใด เราก็เลยไปวัด เราเห็นภาพเขียนฝาฝนังเป็นเรื่องบันเทิงเริงรมย์ นอกจากที่วาดถึงพุทธประวัติแล้ว ก็ยังมีโลกภูมิของมนุษย์ วิถีชีวิตของมนุษย์ปุถุชนที่ตรงไปตรงมา สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างเอาไว้ในศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์มาก่อนแล้วใช่หรือไม่ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังดูแล้วได้ปลง นางฟ้าโปรยดอกไม้เปลือยอกหมดเลย มองเลยไปถึงงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่ศิลปินเอกเขาทำถึง เช่น ประติมากรรมของ มีเกลัน-เจโล รูปปั้นเดวิด เขาก็แสดงออกถึงความงามของร่างกาย

รามเกียรติ์ก็ใช่ หนุมานกับนางเบญกาย (ในคราวที่หนุมานมาปราบท้าวมหาบาลซึ่งบุกมาที่กรุงลงกา หนุมานได้เข้าไปพำนักกับนางเบญกายด้วย ทำให้ในเวลาต่อมา นางเบญกายได้ให้กำเนิดบุตรชายนามว่า อสุรผัด มีหน้าเป็นวานร และมีกายเป็นยักษ์) หรือหนุมานกับนางสุพรรณมัจฉา (นางสุพรรณมัจฉามีลำตัวเป็นสีขาวหรือสีนวล กายท่อนบนเป็นนางมนุษย์ กายท่อนล่างเป็นปลา สวมมงกุฎนางอยู่บนศีรษะ นางสุพรรณมัจฉาเป็นสาวงามนางหนึ่งที่มีผู้ทัดเทียมได้ไม่มากนัก) การสมสู่เสพสังวาสพบในวรรณกรรมมีเยอะมาก เลยไปถึงภาพจิตรกรรมที่เล่าไปแล้ว ทั้งหมดถูกจัดวางให้ถูกมองเห็น ให้ครุ่นคิด เป็นเมสเสจว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ และอะไรเป็นบาปใช่หรือไม่

GM : ดังนั้น การที่คุณหยิบเรื่องจันดารามาทำหนังก็คล้ายๆ เป็นการแสดงธรรมด้วยใช่ไหม

หม่อมน้อย : ศิลปะอีโรติก ผู้สร้างงานแต่ละคนเขามีเจตนาที่แตกต่างกัน สำหรับเรานะ เราทำเรื่องนี้เพราะเราผูกพัน เราอ่านมาเป็นร้อยๆ รอบตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมด้วยซ้ำไป เราอ่านมันทุกช่วงวัยของชีวิตก็ว่าได้ ใช้เวลา 40 กว่าปีที่อยู่กับวรรณกรรมเล่มนี้ ตกตะกอน เราดูทุกเวอร์ชั่นที่เขาสร้างกันมา แน่นอนว่าเมื่อเราลงมือทำเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เราย่อมต้องการส่งสารอะไรบางอย่างไปสู่ผู้ชม ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำออกมาเพื่ออะไร จะทำหนังโป๊หรือ จะทำมาเพื่ออะไร เพราะทุกวันนี้ หนังโป๊ก็มีเกลื่อนกลาดอยู่แล้ว มีคนบอกว่าเราทำหนังเรื่องนี้เพื่อสนอง need ตัวเอง …(นิ่งเงียบไป) เรากำลังจะหกสิบแล้ว … อีกปีเดียว คนปูนนี้จะสนุกสนานเนื้อเต้นกับการได้เห็นการสังวาสกันเหรอ เราพ้นวัยนั้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว เพราะฉะนั้น เราต้องถามกลับไปใหม่ ว่าคนอายุหกสิบ เขาอยากจะบอกอะไร?…เขาต้องการจะพูดอะไร?

เรารู้สึกว่าโดยรวม สภาพจิตใจของคนไทยเวลานี้เป็นไปตามกระแสโลกมาก เป็นบริโภคนิยมมาก ติดกับวัตถุมาก เราต้องการสะท้อนเรื่องนี้ผ่านจันดารา ที่ตัวละครในเรื่องจะแสดงให้ดูผลของการกระทำ เราต้องการบอกว่าอย่าทำอย่างนี้เลย ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะเป็นหายนะต่อตัวเอง ต่อคนรอบข้าง ลุกลามไปเป็นเรื่องระดับครอบครัว ใหญ่โตไปเป็นปัญหาระดับประเทศ ระดับโลก ตัวกาม ความอยากของมนุษย์ ก็คืออัตตา การยึดมั่นตัวตน บริโภคนิยมทำให้อัตตามนุษย์สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคนเรารักตัวเองมาก ก็จะต้องการทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการบริโภค มาสนองกาม สนองความอยากของตัวเอง สังคมบริโภคนิยมจึงยิ่งใหญ่ แข็งแรงขึ้น ครอบงำมนุษย์ไปทั่วโลก หนังของเราในช่วงหลังๆ ตั้งแต่ ‘ชั่วฟ้าดินสลาย’ ‘อุโมงค์ผาเมือง’ และ ‘จันดารา’ เราพยายามพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำๆ

GM : หลักในการถ่ายทำฉากอีโรติกมีอย่างไรบ้างครับ ให้ออกมาแล้วสื่อทั้งกามารมณ์ และสื่อทั้งข้อความที่เราต้องการจะบอก

หม่อมน้อย : ก็ไม่ต่างอะไรกับการกำกับหนังบู๊ หนังบู๊เขาต่อยตี เขาแทงกัน หนังอีโรติกก็เหมือนกัน มันมีเทคนิคในการทำ นักแสดงไม่ได้โดนกันจริงๆ หรอก อันดับแรกเราจะคุยให้นักแสดงเข้าใจก่อนว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องมีฉากเหล่านี้ในเรื่อง ตัวงานต้องการจะถ่ายทอดอะไร

ข้อสำคัญ เราบอกกับนักแสดงของเราทุกคนที่เล่นฉากเมกเลิฟกัน ว่าจิตของคุณต้องบริสุทธิ์มาก ที่สำคัญมากที่เราบอกนักแสดงคือ ขณะที่คุณเล่นอยู่นั้น คุณเล่นเป็นตัวเองไม่ได้ คุณต้องแสดงเป็นตัวละครตัวนั้น ถ้าคุณเชื่อในมนต์ของวรรณกรรม มนต์ของภาพยนตร์ คุณจะกลั่นกรองการแสดงออกมาเป็นตัวละครตัวนั้นได้ คุณจะไม่มีปัญหาอะไร อันดับต่อมาคือการซ้อม ซ้อมในที่นี้หมายถึงภาษากาย Choreography เราเรียนแดนซ์มา เรียนบัลเล่ต์มา เรานำเทคนิคการเคลื่อนไหวร่างกายแบบการเต้นรำมาถ่ายทอดกับนักแสดงจันดาราทุกคน ทุกคนต้องซ้อม เราต้องการภาษากายที่ Synch กับภาษาภาพ เสียงประกอบ กับแสงไฟ คนร่วมรักกันเหมือนกำลังเต้นโมเดิร์นแดนซ์อยู่ พวกเขาต้องดัดตัวกัน ต้องทนเจ็บและทรมาน เพื่อให้มุมแสงส่องลงมาพอดี ตัวผู้ชายต้องเกร็งแขนขา รับกับตัวผู้หญิงที่ต้องบิดกาย อันดับสุดท้าย เราจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเล่นไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่ได้ทำหนังเอ็กซ์ ทุกอย่างจะถูกเตรียมการ ทุกอย่างต้องซ้อมมาเป็นเดือนๆ แล้ว ตลอด 5 เดือน สัปดาห์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย

คลึงวรรณกรรมเชิงสังวาส เคล้าภาพยนตร์อีโรติก หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล  รูปที่ 3

GM : หลังจาก จันดารา ปัจฉิมบท ไปแล้ว คุณยังจะทำหนังอีโรติกออกมาอีกไหม

หม่อมน้อย : เราเป็นคนไม่เก่งอะไรหรอก เรากลับมาทำหนังช่วงหลังนี้ เพราะคุณเจียง (สมศักดิ์ เตชะรัตน-ประเสริฐ) ให้มาช่วยทำให้ เราไม่คิดทำหนังเป็นอาชีพ เราทำเพื่อคุณเจียง เพราะว่าถ้าไม่มีคุณเจียงให้โอกาสเราทำหนังเรื่องแรก เมื่อร่วม 30 ปีที่แล้ว (เพลิงพิศวาส) วันนี้ก็คงไม่มีชื่อ ‘หม่อมน้อย’ คุณเจียงชวนให้มาทำงาน เราก็ทำเป็นเรื่องๆ ไป ค่าตัวของเราเอง เราก็เอาลงไปในหนังเสียด้วยซ้ำ หนังไม่ใช่อาชีพของเราโดยสิ้นเชิง เรามีอาชีพคือสอนการแสดง หนังของเราในระยะหลัง จึงเป็นเหมือน Side Project ที่คุณเจียงอยากดู แม้แต่ตอนที่ทำเรื่อง ‘อุโมงค์ผาเมือง’ เสร็จ ในวันที่ก๊อบปี้เอออกมา เรานั่งดูกับคุณเจียง ฟังคุณเจียงพูดแล้วใจคอไม่ดีเลย “ถ้าหนังไม่ได้ตังค์ ก็ไม่ต้องเสียใจ หนังเรื่องนี้ถือเป็นเกียรติประวัติของบริษัทผม ผมยินดีที่ได้ทำหนังเรื่องนี้”

พอหนังเข้าฉาย ก็ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ตังค์จริงๆ ทั้งที่เป็นชิ้นงานที่ลงทุนสูงมาก เวลาเจ๊ง คนทำก็ใจเสีย ถึงไม่ได้กำไร เราทำอะไรแล้วก็ไม่อยากให้คุณเจียงเขาขาดทุน แต่สิ่งที่อุโมงค์ผาเมืองได้ คือเป็นหนังที่ระดับผู้ปฏิบัติธรรมดูแล้วซาบซึ้ง ชาวญี่ปุ่นเองที่เคยดูหนังเรื่อง ราโชมอน ของ อากิระ คุโรซาว่า ก็ชื่นชอบ เราได้รับเสียงวิจารณ์ในทางที่บวก หนังเราได้รับเลือกให้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Kyoto Historica International Film Festival ที่เมืองเกียวโต หนังถูกฉายใน Museum of Kyoto ไดเร็กเตอร์ของพิพิธภัณฑ์บอกว่า ครั้งหนึ่งคุโรซาว่าเคยทำงานที่นั่นด้วย อพาร์ตเมนต์ของคุโรซาว่าก็อยู่ใกล้ๆ แถวนี้เอง เราประทับใจมาก อุโมงค์ผาเมืองเป็นงานที่ผู้ชมญี่ปุ่นผู้ที่ชื่นชอบราโชมอน ออกมาบอกกับเราว่า พวกเขาชื่นชมด้วยใจจริง

GM : ชีวิตประจำวันของคุณ ในวันที่ไม่ได้ออกกอง คุณทำอะไร

หม่อมน้อย : เราสอนการแสดงอยู่ที่บ้าน 7 วัน เรานั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ดูหนังบ้าง เลือกเฉพาะหนังดีๆ

GM : ออกไปดูตามโรงหนังหรือว่าดูอยู่ที่บ้าน

หม่อมน้อย : ในโรงหนังตอนนี้มีหนังดีๆ ดูเหรอ

คลึงวรรณกรรมเชิงสังวาส เคล้าภาพยนตร์อีโรติก หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล  รูปที่ 4

GM : หนังเรื่องไหนที่คุณว่าดี

หม่อมน้อย : เราชอบหนังของเจ้ย (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) งานของเขาเป็นแนวสัจนิยม มีความจริง มีศิลปะ และก็มีความคิดเห็นของเขาอยู่ในนั้น เขาสื่อสารเรื่องนี้ในหนัง ตัวงานยังสะท้อนค่านิยมความคิดของคนในยุคนี้ได้อย่างฉลาดมาก เราชอบเรื่อง ‘สัตว์ประหลาด’ (Tropical Malady) เราดูหลายรอบ และทุกรอบที่ดูจบก็จะได้ความคิดใหม่ ยิ่งดูหลายรอบก็ยิ่งชอบขึ้น ชอบขึ้นอีก ชอบมากขึ้นไปอีก เราเริ่มคุ้นกับหนังเจ้ยตั้งแต่ ‘สุดเสน่หา’ (Blissfully Yours) แต่ยังไม่ได้ดู Uncle Boonmee

GM : เวลาที่เหลือ คุณทำอะไรครับ

หม่อมน้อย : ก็มีเวลาให้กับครอบครัว มีเวลาไปงานแต่งงาน และไปงานศพ

GM : สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตใจของคุณในทุกวันนี้

หม่อมน้อย : …(นิ่งคิด)…มารู้สึกกับตัวเองช่วงหลังมานี้ว่า เรามีหน้าที่คอยถ่ายทอดความจริงให้กับคนรอบข้าง…ว่าชีวิตคืออะไร ความสุขคืออะไร ทำอย่างไรให้ชีวิตมีความสุขที่แท้จริง ทำอย่างไรให้มีจิตใจที่แข็งแกร่งที่จะเผชิญความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม เราคิดว่าตอนนี้สภาพแวดล้อมของโลกแย่แล้ว มนุษย์ด้วยกันเองกำลังจะแย่แล้ว อีกไม่ช้าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น เราในฐานะมนุษยชาติ เรากำลังเผชิญหรือรอคอยสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้ แล้วเราจะมามัวแต่นั่งสนใจกันเรื่องหาเงินหาทองกระนั้นหรือ ในขณะที่เวลานี้ เราว่ามนุษยชาติไม่เหลือเวลาที่จะตักตวงอะไรเข้ากับตัวเองอีกแล้ว ดังนั้นควรเป็นเวลาที่เราทุกคนต้องช่วยกัน ต่างคนต่างแชร์ให้กัน เราควรทำเช่นนี้ไม่ใช่หรือ สิ่งที่เราบอกมันไม่ใช่คำทำนายด้วย ข้อนี้เป็นหลักธรรมชาติที่เป็นอยู่จริง เราคิดว่าโลกนี้เป็นของมนุษย์เท่านั้นหรือ โลกไม่ใช่ของนก ของปลา ของต้นไม้ ของสัตว์น้อยใหญ่ด้วยหรือ เราใช้คำว่า ‘โลกมนุษย์’ มานานเกินไป จนลืมที่จะแชร์แบ่งปันกับสิ่งมีชีวิตทั้งมวล มนุษย์ขับตัวเองด้วยอัตตา เพื่อเร่งบริโภคนิยม หน้าที่ของมนุษย์รุ่นนี้คืออะไร เราเชื่อว่าคือการธำรงโลกไว้เพื่อให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้อยู่กันต่ออย่างสงบร่มเย็น

โลกในทางพุทธศาสนา ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว ทุกขณะที่ดำเนินไปไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความแน่นอนอะไรอีกแล้ว เรายึดติดเรื่องบ้าน รถ งาน ตำแหน่ง คนข้างตัว ทั้งที่ในความจริงแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของใคร แม้กระทั่งเนื้อหนังมังสาที่เรามี มันก็ไม่ใช่ของเราหรอก เพราะถ้าเป็นของเรา เราคงสั่งให้มันหยุดแก่ได้ แต่นี่ไม่ได้ ทุกคนกำลังจะตาย แต่ไยกลับใช้ชีวิตแบบไม่คิดว่าตัวเองจะตาย ดังนั้น ระหว่างที่ยังไม่ตาย มนุษย์มีหน้าที่ละอัตตา แล้วทำประโยชน์ให้กับคนรอบข้าง ทำประโยชน์ให้กับโลกมากที่สุด ที่เราพูดมายาวๆ นี้ คือทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงจิตใจเรา เราถึงมีความสุขในการสอนคนให้ตระหนักรู้ถึงเรื่องเหล่านี้