วิกรม กรมดิษฐ์ มองโลกในปีมะเส็ง

Home / men around / วิกรม กรมดิษฐ์ มองโลกในปีมะเส็ง

วิกรม กรมดิษฐ์ มองโลกในปีมะเส็ง รูปที่ 1

ผมคิดว่าอเมริกายังไม่พ้นจากภาระของหนี้สิน และภาระที่ต้องเติบโต จะต้องไปสร้างอะไรต่างๆ ซึ่งจะทำให้อเมริกายังไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบที่มีสุขภาพที่แข็งแรงเหมือนอดีต

ส่วนยุโรปนั้นผมว่าหนักกว่าอเมริกาเข้าไปอีก เพราะว่าหลายๆ ประเทศในยุโรปไม่มีวินัยทางด้านการเงิน และมีหนี้มีสินมากกว่า GDP เป็นเท่าตัว

อเมริกามีหนี้สาธารณะมากกว่า GDP ของเขาประมาณเท่านึง แต่ในยุโรปบางประเทศนั้นมีหนี้สาธารณะมากกว่า GDP เกือบๆ 2 เท่าแล้ว

ตรงนั้นคงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดเป็นภาระ ซึ่งถือว่าเป็นภาระที่ลำบาก ที่จะทำอย่างไรให้สามารถที่จะกลับมาเข้มแข็งและสุขภาพดีเช่นดังเดิม อันนี้ก็เป็นประเด็นข้อแรก

ส่วนอีกประเทศนึงซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กันก็คือ ‘ญี่ปุ่น’ ซึ่งตอนนี้มีหนี้สาธารณะเป็น 2 เท่าของ GDP เลยทีเดียว

สิ่งที่ญี่ปุ่นอาจจะแตกต่างจากที่อื่นก็คือว่า ตอนนี้ญี่ปุ่นได้กระจายไข่ไปไว้ในตะกร้าที่อื่นทั่วโลกเลย ฉะนั้นที่อื่นผลประกอบการดี แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเองผลประกอบการกลับแย่ แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นตอนนี้ก็ยังขาดทุนเลย เพราะคนย้ายออกไปนอกประเทศ ไม่ไปลงทุนก็ย้ายครอบครัวไปเลย

อันนี้ก็เป็นภาพที่แสดงให้เห็นว่า ภายในของญี่ปุ่นนั้นไม่เข้มแข็งแล้ว แต่การที่ภายนอกเติบโตมาได้อย่างนั้นก็เท่ากับไปเอื้อไปเกื้อกูลให้ประเทศญี่ปุ่นยังมั่นคง ถึงแม้ว่าจะเป็นหนี้เยอะก็ตาม

ฉะนั้นต่อไปญี่ปุ่นจะไม่เหมาะกับการผลิตแล้ว แต่จะเหมาะกับเรื่องของการทำการตลาด การค้นคว้าและวิจัย สายการผลิตของญี่ปุ่นจะไม่อยู่ในประเทศ

นั่นก็เป็นภาพรวมว่า 3 กลุ่มนี้เขากินสัดส่วนของ GDP โลกไปประมาณสัก 65% แปลว่า 65% ของโลกป่วย

เอเชียของเราก็ต้องอาศัย 3 กลุ่มนี้เป็นผู้ซื้อ เพราะว่าเอเชียต้องอาศัยการส่งออก ฉะนั้นเอเชียของเราจะมีการเติบโตทางด้าน GDP ลดลงอย่างทั่วหน้า

ตรงนั้นก็จะเป็นภาพให้เห็นว่าตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป การเติบโตของเราทางด้านการส่งออกไปประเทศเหล่านั้นจะน้อยลง และจะมีประเทศที่ยังมีเงินมาก และยังมีการเติบโตภายในสูงก็คือ ‘จีน’ กับ ‘รัสเซีย’

จีนนั้นด้วยความที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจากการค้าขายกันมาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ถึง 3.3 ล้านล้านเหรียญฯ บวกกับรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีหนี้เลย แต่มีทรัพยากรมากที่สุดในโลก พอรัสเซียบวกกับจีนก็กลายเป็นตัวที่มาโป๊วให้ประเทศไทยสามารถที่จะส่งของออกไปได้

นั่นก็คือเรื่องที่กำลังจะต้องเกิดขึ้น และจะต้องเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้เท่ากับว่าบริษัทส่งออกของไทย และของอาเซียนนั้น ตอนนี้ต้องระวังตัวถ้าจะไปอาศัยกลุ่มประเทศเดิมๆ นั้นก็คงไม่ได้ จะต้องไปหาตลาดในจีนกับรัสเซียมากขึ้น

ส่วนอาเซียนเองนั้น เนื่องจากมีจุดเด่นอยู่ 2-3 ประเด็นที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

หนึ่ง…อาเซียนกำลังจะรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ฉะนั้นจึงกลายเป็น ‘จุดขาย’ เมื่อเป็นจุดขายก็ทำให้คนที่มีเงินในประเทศ3 กลุ่มข้างต้นกำลังมองมาที่ประเทศในอาเซียนว่าต่อไปในอาเซียนนั้นทั้งต้นทุนถูก เพราะไม่มีเรื่องของชายแดนแล้ว ประเทศเหล่านั้นก็จะมาดู พอดูไปดูมาในช่วงปีกว่าๆ สองปีนี้ก็มองเห็นว่า ‘ไม่เลว’ ดูผลประกอบการจากดัชนีที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยหรือในอาเซียนมีผลประกอบการดี เมื่อผลประกอบการดีก็เอาเงินมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อเป็นไปในรูปแบบนี้ หลายๆ คนก็มุ่งมาที่อาเซียนเพื่อที่จะเอาเงินเร็วๆ แทนที่จะเก็บเงินของตัวเองอยู่แต่ในประเทศที่เศรษฐกิจแย่ๆ ก็เอาเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นของอาเซียน และนั่นทำให้ตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นไปถึง 1,400 จุด ซึ่งไม่เคยมีเพราะว่ามีเงินสดของคนรวยไหลออกจากประเทศเหล่านี้ อันนี้คือข้อที่หนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ตลาดหุ้นบ้านเราขึ้นเอาๆ

ข้อที่สอง เมื่อมันเติบโตขึ้นมามากขึ้นๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดดีมานด์ในเอเชียมากขึ้น พวกประเทศที่มีสายการผลิตดีๆ เขาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในเอเชีย เพราะว่าตลาดเอเชียเติบโต ฉะนั้นสายการผลิตก็มาลงทุนในเอเชียกันมากขึ้นโดยเฉพาะในประเทศไทย ดูได้จาก BOI ตอนนี้ทะลุ 1 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน

ก็เป็นเพราะสองเรื่องนี้ ฉะนั้นสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้ก็คือ ‘เงินทุนที่จะมาลงทุน’ เงินทุนในตลาดหลักทรัพย์, การเงิน-การธนาคาร พวกนี้จะเข้ามา พอเข้ามาปั๊บก็จะกลายเป็นตัวสร้างสมดุล ทำให้มาชดเชยการส่งออกของเราได้

เมื่อเราไปดูแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ธุรกิจการค้าชายแดนตอนนี้กลายเป็น 1 ล้านล้านบาท ตรงนี้ก็เป็นภาพที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะตรงนี้ในช่วงนี้ ที่ผมก็มองว่าในปีหน้าของทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เลวร้ายเช่นกับที่เรากังวลกันว่าการส่งออกของเรามีปัญหาแล้วจะไปลดการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งก็ถูก แต่เผอิญเราได้ตัวนี้มาชดเชย