ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิต นักเขียนการ์ตูน He She it

Home / men around / ตั้ม วิศุทธิ์ พรนิมิต นักเขียนการ์ตูน He She it

วิศุทธิ์ พรนิมิต CARTOON FOR THOUGHT  รูปที่ 1

ยอมรับกันตรงๆ ในฐานะเป็นผู้หนึ่งที่หลงใหลการอ่านการ์ตูน ในครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสอ่านการ์ตูนลายเส้นหยาบๆ บนกระดาษถนอมสายตาเนื้อนวลที่ชื่อ ‘hesheit’ จากนิตยสารฉบับหนึ่ง ก็รู้สึกได้ว่านี่คือการ์ตูนที่มีลายเส้นแย่ที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา ทั้งยังมีเนื้อหาที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ  เหตุใดนิตยสารฉบับที่ว่าถึงคัดเลือกผลงานของนักเขียนการ์ตูนที่ชื่อ ตั้ม ‘วิศุทธิ์ พรนิมิตรมานำเสนอ

ผมตัดสินใจวางลงทันทีจนลืมการ์ตูนเรื่องนั้นไปจากความทรงจำ จนเวลาผ่านไปนานทีเดียว ผมจึงได้มีโอกาสได้กลับมาดูการ์ตูนเรื่องนั้นโดยบังเอิญ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าลายเส้นแสนหวัดแบบฟรีแฮนด์ ภาพที่บางเบาแทบจะปลิวหายไปกับสายลม รวมเข้ากับเนื้อเรื่องเชิงปรัชญาบนถ้อยความการเล่าเรื่องที่เงียบสงบ กลับตรึงความสนใจให้ผมอ่านได้ตั้งแต่ต้นจนจบด้วยความตื้นตัน บวกกับความสุขสงบที่เกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างประหลาด

หลังจากนั้นผมก็กลายเป็นแฟนตัวยงของวิศุทธิ์ไปโดยปริยาย ทั้งยังติดตามเรื่องราวของเขา จนพบว่าชายหนุ่มพูดน้อยคนนี้เป็นการ์ตูนนิสต์ที่มีชื่อเสียง ทั้งยังสร้างผลงาน ‘วรรณกรรมภาพวาด’ ออกมามากมายนอกเหนือ hesheit อาทิ ควันใต้หมวก, โรมานซ์, นิตยสารส่วนตัวที่ชื่อ ‘Mud’, everybodyeverything ซึ่งเป็นผลงานที่ถูกจัดพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการเป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกที่ได้เขียนงานให้กับ IKKI นิตยสารการ์ตูนรายเดือนชื่อดังของญี่ปุ่น

นั่นคือความน่าสนใจที่นำให้ 24/7 บุกมาถึงโฮมออฟฟิศสีขาวโพลน ตกแต่งอย่างสวยงามตามแบบ Minimalist ของวิศุทธิ์ เพื่อปลอกเปลือกความคิดหลังกรอบการ์ตูนของชายหนุ่มวัย 36 ปีผู้นี้ ทั้งเรื่องเบื้องหลังอันน่าสนใจที่ทำให้เขาเขียนชีวิตในช่วงเปลี่ยนผ่านจากไอ้ห่วยประจำคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กลายเป็นการ์ตูนนิสต์ผู้โด่งดัง รวมถึงชีวิตอันรุ่งเรืองของเขาที่ญี่ปุ่น เมกกะแห่งมังงะโลก

การ์ตูนเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคุณตั้งแต่เมื่อไหร่

วิศุทธิ์ :ที่บ้านมีการ์ตูนเล่มไหนวางอยู่ก็อ่านหมด ก็ดูก็อ่านไปตามเรื่องราวเท่าที่สนใจ ซึ่งส่วนใหญ่พี่สาวกับพี่ชายเป็นคนซื้อมาอ่าน แน่นอนถ้าเป็นของพี่สาวก็เป็นการ์ตูนผู้หญิง ส่วนพี่ชายก็เป็นการ์ตูนผู้ชายต่อสู้กัน รวมกับญาติที่ย้ายมาอยู่ด้วยจากต่างจังหวัด เขาก็อ่านการ์ตูนไทยเล่มละบาท หรือขายหัวเราะ รวมถึงเช่าวิดีโอการ์ตูนฟรีจากร้านเพื่อนของแม่ สรุปแล้วการ์ตูนก็เข้ามาในชีวิตหลายทางมาก

การ์ตูนเรื่องไหนที่กระตุ้นให้คุณอยากจับดินสอขึ้นมาวาดการ์ตูน

วิศุทธิ์ :น่าจะเป็นเรื่องกัปตันซึบาสะครับ เพราะเรื่องนี้เป็นการ์ตูนกีฬาฟุตบอลที่มีการวิ่ง มีการขยับ มีท่าไม้ตาย ก็ลอกแบบมาเขียนตั้งแต่เด็ก รู้สึกจะเริ่มตอน ป.3 วาดออกมาเป็นปึกๆ วาดเสร็จก็เอาให้เพื่อนดู แล้วก็พัฒนาไปสู่การวาดการ์ตูนกีฬาหลายแบบ เริ่มคิดหน้าตัวละครเอง ด้วยการเอาหัวตัวนั้นมาใส่ในตัวละครของเรา เริ่มวาดการ์ตูนกล้ามมาปนบ้าง ลอกแอคชั่นออกมา แล้วด้วยความที่เนื้อเรื่องเป็นกีฬา สาระสำคัญอยู่แค่ชนะแพ้แล้วก็จบ เลยแต่งง่าย ผมก็เขียนการ์ตูนแนวนี้มาตั้งแต่เด็ก

ตอนนั้นคุณเขียนการ์ตูนเพื่ออะไร เพื่อความสนุก หรือเพื่อต้องการได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนๆ

วิศุทธิ์ : ก็ทั้งสองอย่างนะ ทั้งวาดเอาสนุก แล้วก็อยากได้คำชื่นชม แต่ก็เป็นการชื่นชมแบบสร้างความสนุกน่ะครับ ไม่ได้คิดอะไรมากขนาดที่จะให้ใครมองว่าเราเจ๋ง! พอเขียนเสร็จก็ให้เพื่อนเอาไปอ่าน ไม่เก็บไว้ดูสักแผ่น แต่ให้ดูแค่สามคนที่สนิทเท่านั้น

พอวาดบ่อยครั้งเข้า ทำให้คุณรู้ว่าคุณชอบวาดการ์ตูนใช่ไหม

วิศุทธิ์ : ใช่ครับ (ยิ้ม) ผมเลยวาดการ์ตูนทุกวันเลย สนุกมาก

วิศุทธิ์ พรนิมิต CARTOON FOR THOUGHT  รูปที่ 2

พัฒนาการวาดของคุณเป็นอย่างไรต่อจากนั้น

วิศุทธิ์ : พอวาดไปเรื่อยๆ ทักษะการลอกก็เริ่มเก่งขึ้น เริ่มนำตัวการ์ตูนตัวนั้นตัวนี้มาผสมกันออกมาเป็นการ์ตูนกีฬาเตะบอล ตัวละครแต่ละตัวก็มีท่าไม้ตายฟาดฟันกัน เอามาให้เพื่อนไม่กี่คนอ่าน เขาก็บอกว่าสนุก เอาอีกๆ นั่นเป็นการกระตุ้นให้ผมวาดต่อ พัฒนาการก็รุดหน้าไปถึงขั้นลอกดราก้อนบอลออกมาเลย เพราะเมื่อก่อนหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้จะพิมพ์ออกมาอาทิตย์ละ 15 หน้า อ่านได้แป๊บเดียวก็จบ ต้องรออ่านตอนต่อไป แต่ด้วยความที่ไม่อยากรอก็วาดเองซะเลย ทำนายว่าตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร เนื่อเรื่องก็ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้ให้อ่านแค่สามคนแล้วนะ ให้อ่านทั้งห้องเลย สนุกดี!

ตอนนั้นถึงขั้นเป็นพันธสัญญาเลยไหม ว่าคุณต้องวาดประจำเพื่อเพื่อนๆ ที่รออ่าน

วิศุทธิ์ :เป็นช่วงๆ นะครับ ไม่ได้วาดบ่อย 2-3 เดือนครั้ง วาดออกมาครั้งละ 3-4 ตอน

ทำไมถึงวาดน้อย ในเมื่อคุณยอมรับว่าคุณชอบเขียนการ์ตูนขนาดนั้น

วิศุทธิ์ : มันเบื่อนะครับ เริ่มอยากไปวาดเรื่องใหม่ หรืออยากลองวาดภาพที่เราไม่เคยวาดบ้าง เริ่มอยากลองวาดการ์ตูนผู้หญิงเพราะเป็นช่วงวัยที่เริ่มสนใจผู้หญิง เลยอยากลองวาดการ์ตูนที่มีผู้หญิงสวยๆ เป็นตัวละคร หรือเริ่มอยากดีไซน์ตัวการ์ตูนขึ้นมาเอง เพราะในตอนนั้นหนังสือ Thai Comic จัดประกวดการ์ตูน ผมเองก็อยากสมัคร เพราะการได้วาดการ์ตูนลงหนังสือนี่มันดูยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของเด็ก ก็พยายามอยู่เป็นปี เริ่มจริงจัง มีการใช้สกรีนโทนเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการวาด แล้วก็อยากชนะการประกวด

แล้วผลเป็นอย่างไรในการประกวดครั้งนั้น

วิศุทธิ์ : ผมจริงจังมากจนเครียด เขียนเท่าไหร่ก็ไม่จบ คือไม่รู้ว่าเป็นธรรมชาติของผมหรือเปล่านะ ที่เมื่อไหร่ตั้งใจเกินไปแล้วจะไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้

คุณจะบอกว่าสไตล์คุณต้องปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปใช่ไหม

วิศุทธิ์ : อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ เหมือนกับพอเรากำหนดว่าต้องเป็นการ์ตูนแบบไหน มีกี่หน้า ตั้งไว้ชัดเจน สุดท้ายทำให้เขียนไม่เสร็จพอเขียนไม่เสร็จก็เบื่อ เขียนอยู่หนึ่งปีได้ปึกหนึ่ง พอกลับมาดูหน้าหนึ่งแล้วไม่สวย ก็แก้ใหม่ แก้อยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ สรุปแล้วมึนไปหมด เพราะไม่รู้ว่าจะวาดอะไร แล้วไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ พอเวลาผ่านไปนานก็รู้สึกผิดกับตัวเอง พอความรู้สึกเหล่านี้มีมากขึ้นก็อายตัวเอง

แสดงว่าตอนนั้นสำหรับคุณแล้ว การวาดการ์ตูนนี่มันไม่ใช่เรื่องน่าสนุกเลย

วิศุทธิ์ : ใช่ครับ ถ้าวาดเอาแค่ล้อเลียนนี่สนุก เพราะว่าเอาความคิดคนอื่นมาล้อเลียนมันง่ายกว่า มันมองเห็นภาพ ทุกคนเห็นภาพ เราก็เห็นภาพ

ว่ากันว่าการลอกเลียนแบบอาจจะเป็นขั้นตอนแรกในการทำงานศิลปะทุกอย่าง ทำไปบ่อยๆ อย่างน้อยมันก็มีอะไรตกตะกอนในตัวเราบ้าง ใช่ไหม

วิศุทธิ์ : อืม อย่างน้อยก็ทำให้เราวาดรูปเป็น แต่ตอนนั้นถึงจะวาดรูปเป็นแต่ก็คิดไม่เป็น การทำงานเลยยาก แต่ก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าการวาดการ์ตูนเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุข

ในเมื่อการวาดการ์ตูนคือความสุข ทำไมคุณถึงมีความคิดในช่วงหนึ่งที่อยากจะเลิกวาด

วิศุทธิ์ :ตอนนั้นเป็นช่วงเข้ามหาวิทยาลัย การบ้านเยอะมาก แถมเรียนไม่เก่งอีกต่างหาก ทำให้ยิ่งต้องตั้งใจเรียน อีกอย่างเพื่อนที่อยู่รอบตัวผมเก่งๆ กันทั้งนั้น ผมจึงต้องพยายามให้มากขึ้น แล้วก็เกิดความคิดอีกว่า โตแล้วจะมานั่งวาดการ์ตูนหรือจะให้มาสร้างโลกเพ้อฝันแบบนี้เหรอ ก็เลยเลิกเขียนการ์ตูน เพื่อไปใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป ที่ดูไม่เพ้อฝัน ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่จับต้องได้

เป็นไปได้ไหมว่าในช่วงวัยที่เปลี่ยนไป ทำให้ความเป็นเด็กที่ซาบซึ้งกับการ์ตูนหายไป

วิศุทธิ์ : ความชอบมันเปลี่ยนไป ผมไปยึดติดกับความบันเทิงรูปแบบอื่นๆ และเวลาส่วนตัวก็หมดไปกับการเฮฮากับเพื่อน จีบหญิง เล่นดนตรี ทำงาน เรียน ทำให้ความสนใจในการ์ตูนลดน้อยลง

แล้วทำไมคุณถึงกลับมาเขียนการ์ตูนอีกครั้ง

วิศุทธิ์ : จุดเปลี่ยนก็คือ เมื่อผมดำรงชีวิตอยู่กับความเป็นจริง ซึ่งชีวิตจริงนี่ผมแย่มาก เพราะด้วยความที่เราวาดรูปไม่เก่ง ผมเลยสอบตกวิชาอินทีเรีย ดีไซน์ ตกแล้วก็ตกอีก 2 ปีจนเพื่อนๆ จบกันไปหมด

คุณกำลังจะบอกว่าสิ่งที่คุณวาดมาทั้งชีวิตตอนเด็กนั้น แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการวาดเพื่อเรียนออกแบบใช่ไหม

วิศุทธิ์ :ไม่เหมือนกันเลย หรือถ้าจะวาดอย่างที่เราเคยทำ เต็มที่ก็ได้ Fหรือจะไปวาดแบบคนเก่งๆ ก็ไม่ได้ จะมาวาดครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่ได้อีก ถ้าวาดแบบนั้นเต็มที่ก็ได้ D หรือถ้าจะพยายามลอกเพื่อนๆ ก็ได้ C

เมื่อรู้ว่าวาดไม่เก่ง คุณเคยคิดจะเปลี่ยนสายเรียนไหม

วิศุทธิ์ :คิดสิครับ พอสอบตกปีแรก ผมบอกแม่เลยว่าจะเลิกเรียนแล้วนะ (เน้นเสียง) เพราะรู้สึกไม่ไหวแล้ว จะไปเรียนเมืองนอกแล้ว

มันพัฒนาไม่ได้เลยหรือ

วิศุทธิ์ : ผมพยายามแล้วนะ แต่มันติดอยู่ที่ความคิดของผมนี่แหละ ที่อยากจะทำอะไรที่ตัวเองชอบอย่างเดียว

แสดงว่าสิ่งที่ทำร้ายพัฒนาการของคุณมากที่สุดคือ อีโก้ส่วนตัว

วิศุทธิ์ : ถูกครับ เพราะผมคิดว่าเราไม่เหมือนคนอื่น

ไม่เหมือนคนอื่น นี่คุณคิดเองเลยใช่ไหม

วิศุทธิ์ :รู้ด้วยตัวเองครับ เพราะสิ่งที่เราวาดก็ไม่เหมือนคนอื่น หรือแบบที่เขาวาดแล้วได้ A ผมก็ไม่ชอบ ก็เลยพยายามทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร ให้มันได้ A ในสไตล์อื่น เมื่อคิดได้แบบนี้ก็พยายามทำ แต่มันก็ไปไม่ถึง เพราะผมไม่เก่ง โง่แล้วอีโก้สูง อยากปฏิวัติ 100% ก็เลยได้ F นอนตายหงายท้องอยู่แถวๆ นั้นไปอีกปี

จนกระทั่งมีอาจารย์มาบอกคุณว่า คุณไม่ใช่คนที่มีความสามารถด้านศิลปะ แม้กระทั่งลายมือของคุณก็ไม่เหมือนคนเรียนศิลปะเลย

วิศุทธิ์ : ก็มีมาบอกอยู่เรื่อยๆ นะ ว่าผมคงไม่ไหวหรอกถ้าจะเอาดีทางด้านนี้

วิศุทธิ์ พรนิมิต CARTOON FOR THOUGHT  รูปที่ 3

ดูเหมือนคุณไม่มีความสุขกับการเรียนมัณฑนศิลป์เลยนะ

วิศุทธิ์ :ใช่ๆ มันกลัวไปหมด ชีวิตช่วงนั้นดาร์กมาก กินขนมปัง ABCก็จะเลี่ยงไม่กินตัว F ทุกอย่างมันเป็นลางไปหมด ว่าปีนี้จะได้ F ทุกวันนี้ยังหลอนเก็บมาฝันว่าต้องทำ Thesis ส่งอยู่เลย

พอไม่มีความสุข ทำให้คุณต้องกลับมาเขียนการ์ตูนเพื่อหาที่พึ่งทางใจใช่ไหม

วิศุทธิ์ : การวาดการ์ตูนอีกครั้งมันเกิดจากความรู้สึกว่าเราวาดการ์ตูนแล้วมีความสุข ก็ตัดสินใจเอาแค่มีความสุขจากการวาดนี่แหละไม่เอาอะไรแล้ว กลับไปสู่ยุคของการวาดแบบไม่มีไม้บรรทัด ประกอบกับชอบเย็บสมุดเอง พอได้ออกมาเป็นเล่มก็อยากเขียน เขียนไปสามสี่หน้าก็เริ่มสนุก เริ่มมีบอลลูนพูด ก็เลยเขียนไปเรื่อยๆ

ตรงนี้เป็นที่มาของ hesheit

วิศุทธิ์ : ใช่ครับ ทั้งหมดมาจากชีวิตจริงล้วนๆ เลย ว่าเราคิดอะไรจากสิ่งที่เราไปเจอ เช่น รู้สึกเบื่อไม้บรรทัด ไม้ฉากเหลือเกิน ก็วาดฟรีแฮนด์หรือเคยล้มเหลวกับการใช่สกรีนโทนก็ไม่ใช้ในการวาด เพราะนี่คือชีวิต หรือว่ามีความคิดต่อต้านอาจารย์ อยากจะบ่นดังๆ ก็เอามาเขียนที่นี่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ไม่เหมือนตอนเด็กที่การ์ตูนมีท่าไม้ตายอะไรเจ๋งๆ เราต้องวาด หรือวาดให้เท่กว่าเขา แต่ตอนนี้วาดสิ่งที่มาจากชีวิตเราทั้งนั้น ซึ่งก็ช่วยลดทอนความทุกข์ในชีวิตได้ hesheit ช่วยชีวิตผมได้เลยครับตอนนั้น มีอะไรก็บ่นได้ บ่นไปให้ตัวเองอ่านไม่ต้องให้ใครอ่านแล้ว

ที่ไม่ให้ใครอ่านเพราะมันคือปมชีวิตที่เผยความอ่อนแอของคุณด้วยส่วนหนึ่งจริงไหม

วิศุทธิ์ :มันก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะงานของผมจะสะท้อนความคิดพิเรนทร์ๆ อยู่ด้วย เช่น คิดว่าคนขี้ทางปากจะเป็นอย่างไรก็คิดคล้ายเด็กประถม ตอนนั้นก็คิดแต่ไม่กล้าวาด แต่ตอนนี้ไม่ต้องแคร์ใครเพราะไม่ต้องให้ใครดู ก็วาดมันเข้าไป หรือมีคนเขาบอกให้ทำอย่างนี้ ไม่ทำจะได้ไหม

สไตล์การเล่าเรื่องของคุณเป็นอย่างไร

วิศุทธิ์ :ก้าวร้าว มีความรุนแรงใส่เข้าไปก็เพื่อความสนุก เพื่อเป็นการบรรยายความร็อกของผู้ชาย แต่สุดท้ายมันก็จบด้วยความไม่ก้าวร้าว แค่แบบว่า ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ไม่เห็นจะผิดอะไรเลย มันมีความคิดแบบนี้อยู่ในใจ เพราะว่าทุกคนจะบอกว่าเราผิด ผมก็แค่อยากจะหาเรื่องอื่นมาเปรียบเทียบให้มองเห็นข้อดีในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ ก็พยายามเขียนเรื่องที่เกิดมุมมองอีกแบบ ดังนั้นความก้าวร้าวก็แค่อารมณ์วัยรุ่นที่ติดมาตามสัญชาตญาณ ส่วนความรู้สึกที่จะพยายามทำให้ดีมันก็มี ไม่ใช่ว่ายอมจำนนกับปัญหา หรือไม่ใช่ว่าบ้าพลังแล้วก็จบปัญหาด้วยความรุนแรง ผมเลยวาดอะไรให้น่าคิด หรือวาดอะไรที่รุนแรง แต่ในทางกลับกัน ถ้าพิจารณาให้ดีก็ไม่เห็นรุนแรงอะไร เพราะว่าทุกอย่างล้วนมีเหตุผลของมัน พอวาดอยู่อย่างนั้นประมาณหนึ่งเดือน พบว่าจิตใจดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ

ทีนี้พอออกมาเจอโลกจริงๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิดในการ์ตูน คุณจัดสรรสมดุลในตัวเองอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้

วิศุทธิ์ :ถ้าไม่เป็นอย่างที่เราคิด ก็ปล่อยมันไปครับ เพราะว่าเรามีความสุขกับความคิดตั้งแต่ที่เราระบายลงไปในการ์ตูนแล้ว ถ้ามีอะไรที่ไม่พอใจก็มาวาดการ์ตูน หรือไปเจอปัญหาอะไรที่เป็นมุมมองมุมเดียว ไม่ว่าจะเป็นของคนอื่นหรือของเรา เราก็จะมาตั้งคำถามเหล่านี้ในการ์ตูนว่าเราสามารถมองอะไรได้อีก ไม่ใช่ว่าด่าอย่างเดียว ต้องรู้ด้วยว่าเพราะเราทำแบบนี้มันจึงเป็นแบบนี้ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง hesheit เพราะผู้ชายกับผู้หญิงในการ์ตูนของเรามีความคิดไม่เหมือนกัน ผู้หญิงอาจจะคิดแบบนี้ แต่พอมาเจอผู้ชายเขาก็ได้ความคิดอีกแบบเพื่อคิดใหม่ หรือผู้ชายคิดแบบนี้ พอมาเจอผู้หญิงก็ได้ความคิดอีกแบบ มันก็จะเป็นการหลุดออกจากสเต็ปของปัญหาส่วนตัว ทำให้การวาดการ์ตูนช่วยสร้างสมดุลให้ชีวิตเราได้

หลังจากที่ได้ระบายผ่านการ์ตูนแล้ว เกิดอะไรขึ้นในชีวิตคุณบ้าง

วิศุทธิ์ : เรื่องการเรียนก็สบายๆ ไม่เห็นต้องอีโก้เลย ไม่ต้องทำอย่างที่เราคิดก็ได้ แต่กลับมามองดูซิว่า คนอื่นเขาทำอะไรกัน งานที่ได้ A ดีอย่างไร ก็เริ่มเปิดใจกว้างมากขึ้น

การเดินทางของ hesheit เป็นอย่างไรต่อจากนั้น

วิศุทธิ์ : ก็เอาไปให้เพื่อนอ่านก่อน ให้อ่านหมด ไม่ว่ามันจะทุเรศทุรังแค่ไหน แล้วมั่นใจมากกว่านั้นคือ เอาทั้งหมดนี้รวมเป็นเล่มส่งไปนิตยสาร Katch ให้พี่บอย-โกสิยพงศ์อ่าน เพราะผมชอบเขาและเขาทำการ์ตูน ก็เลยส่งไปให้เขาอ่าน อยากให้คนที่เราชอบอ่านในสิ่งที่เราชอบ ไม่ต้องพิจารณาลงก็ได้ แต่แค่อยากให้รู้ว่าเรามีความสุขกับมันเท่านั้น แล้วถ้าเขารับรู้ความรู้สึกของเราได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เหมือนการทำอาหาร ถ้าผมทำเมนูนี้อร่อย ผมก็อยากให้คนที่ผมชอบได้ทาน ซึ่งผมเชื่อว่าเมนูแบบนี้พี่บอยไม่เคยลองมาก่อนแน่ๆ พอได้ตีพิมพ์ผมก็ดีใจมาก เพราะไม่คิดว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้

แต่จุดที่ทำให้คุณมีชื่อเสียงในฐานะการ์ตูนนิสต์ คือการวาดที่ a day ใช่ไหม

วิศุทธิ์ :จริงๆ แล้วที่ Katch ผมก็เริ่มมีชื่อเสียงนะ แต่ก็อยู่ในกลุ่มเด็กๆส่วนของ a day นั้นเป็นก้าวต่อไป ก็มีพี่บอยนี่แหละที่เห็นจากหนังสือ a day แล้วเขาเห็นว่าการ์ตูนของเราเหมาะกับหนังสือเล่มนี้ เขาฉลาดและรู้ว่าจะเอาอะไรไปวางไว้ตรงไหน แล้วเขาเห็นการ์ตูนเรื่องนี้มีเนื้อหาที่จริงจัง ก็น่าจะเหมาะกับหนังสือที่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตที่โตขึ้น

เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่งานของคุณได้รับความนิยมขึ้นมาเพราะกระแสคนอ่านเริ่มหันมาเสพอะไรแนวนี้มากขึ้น

วิศุทธิ์ : จริงเหรอ ที่งานอย่างผมเป็นที่นิยม เอาเป็นว่าใครจะชอบหรือไม่ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ผมเป็นคนที่เกิดในยุคนี้ อยู่ในยุคนี้ เรียนรู้มาพร้อมๆ กับทุกคนในยุคนี้ จึงรู้ว่าคนยุคนี้ต้องการอะไร ก็วัดจากตัวเองนี่แหละ ก็เลยตรงกัน งานมันก็เป็นไปตามยุคสมัย ปัญหาการใช้ชีวิต วิธีคิดในการแก้ไขปัญหาก็เป็นอย่างคนยุคนี้คิด ความลำบากในชีวิตก็คล้ายกัน มันเลยเป็นการสื่อสารที่ตรงกันในที่สุด

การมีชื่อเสียงจากการเขียนการ์ตูน ช่วยแก้ปมความทุกข์ของคุณได้ไหม

วิศุทธิ์ : ได้สิครับ พองานเราได้ลงตีพิมพ์ เอามาโชว์เพื่อน แค่นี้ก็ไม่เป็นคนขี้แพ้แล้ว แฮปปี้มาก

วิศุทธิ์ พรนิมิต CARTOON FOR THOUGHT  รูปที่ 4

ตอนไหนที่คุณรู้สึกว่าตัวเองดังแล้ว

วิศุทธิ์ : ไม่มีเลย มันเป็นความดีใจ ปนความรู้ตัวอยู่เสมอว่าทั้งหมดที่เราทำหรือเป็นในวันนี้ได้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากสิ่งที่คนอื่นให้เราด้วย ก็เลยไม่ใช่ความรู้สึกว่าเราเก่ง แต่เป็นความรู้สึกขอบคุณ แล้วก็เตรียมพร้อมในความรู้สึกตลอดว่าในวันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจะไม่มีคนดูผลงานเราก็ได้

สุดท้ายก็เลยหวังน้อยๆ ทำให้สำเร็จไปทีละน้อยๆ ใช่ไหม

วิศุทธิ์ : สมมติคุณทำอะไรไม่หวังให้คนชม แล้วมีคนชมขึ้นมาสักคน นั่นก็เป็นรางวัลให้คุณได้แล้ว ถ้ามีคนชม 3 คน ก็มีความสุข 3 ครั้ง แต่ถ้าไปคิดตั้งแต่แรกว่าจะต้องมีคนชม 10 คน แล้วไม่มี ก็เหนื่อยที่ต้องมานั่งเครียด ดังนั้นเมื่อผมไม่ได้คาดหวัง ทุกอย่างผ่านมาก็ผ่านไปใครชมใครด่าก็ช่าง เขียนไปตามอัตภาพตามหน้าที่ที่ได้รับมา ทำเท่าที่ทำได้ ทำเท่าที่คิดได้

เท่าที่ฟังมา การทำงานของคุณไม่เคยคิดถึงเรื่องชื่อเสียง แล้วการไปญี่ปุ่นจนสามารถไปเขียนการ์ตูนที่นั่นได้ เกิดขึ้นได้อย่างไร

วิศุทธิ์ :เอาจริงๆ ผมก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเฉยๆ เพราะคุณแม่อยากให้ไปเรียนที่ไหนสักที่หนึ่ง คิดยังไงก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเรียนอะไร ที่ไหน คิดไปคิดมาก็รู้ว่าตอนเด็กๆ อยากไปญี่ปุ่น ก็ตัดสินใจไปเพื่อเรียนภาษาอย่างเดียว แล้วอีกอย่างน่าจะทำให้ผมมีเวลาเหลือเผื่อเขียนการ์ตูน ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจมีเวลาไปจัดแสดงผลงานของตัวเองด้วย

ตอนนั้นคุณไปเรียนที่เมืองไหน

วิศุทธิ์ : โกเบ เมืองเล็กๆ น่ารักๆ สามารถขี่จักรยานไปเรียนได้ ทำให้มีเวลาเหลือ เลยเอาผลงานการ์ตูนที่มีอยู่แล้วมาให้เพื่อนญี่ปุ่นแปลแล้วรวมเล่มพิมพ์เองที่โรงพิมพ์ของเพื่อน และขนไปขายที่ร้านหนังสือเล็กๆ ประมาณ 50-60 เล่ม เขาก็ใจดีช่วยขายให้ ซึ่งก็พอขายได้บ้าง แต่ไม่มากเท่าไหร่

แล้วคุณไปต่อยอดการเขียนการ์ตูนที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร

วิศุทธิ์ : ก็เก็บผลงานตัวเองไปเรื่อยๆ แล้วก็พิมพ์ขาย พิมพ์แจกไปเรื่อยเริ่มมีคนชอบ แต่ก็ยังมีจำนวนไม่เยอะ ก็เลยจัดนิทรรศการเพื่อให้คนได้ดูงานของเรา ก็มีคนมาดูประมาณ 50-60 คน ภายในงานก็จะแปะรูปดรอว์อิ้งบนฝาผนัง มีฉายหนังแอนิเมชั่นที่เคยทำ

แสดงว่าจริงๆ แล้วการที่จะประสบความสำเร็จที่ญี่ปุ่น ก็ไม่ใช่ว่าต้องทำงานให้กับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ อย่างเดียวใช่ไหม

วิศุทธิ์ :ใช่ครับ เพราะที่ญี่ปุ่นมีถนนหลายสายให้เลือกเดิน อย่างผมก็ต้องใช้วิธีนี้ ตอนแรกก็ฉายแอนิเมชั่นอย่างเดียว ฉายไปฉายมา เริ่มมีการเล่นดนตรีประกอบแอนิเมชั่น มันเกิดจากความเบื่อ และเป็นคนชอบดนตรี ตอนอยู่เมืองไทยก็เล่นดนตรีอยู่แล้ว ไปอยู่ที่ญี่ปุ่นไม่ได้เล่นดนตรีเลยเหงา ก็เลยพยายามหาอะไรก็ได้ที่ทำให้ได้เล่นดนตรี ก็เลยคิดได้ว่าลองทำแอนิเมชั่นที่ไม่มีเสียง แล้วเราก็เล่นดนตรีประกอบดีไหม จะได้ฉายการ์ตูนและได้เล่นดนตรีด้วย แถมยังได้เจอคนอีกด้วย สรุปแล้วก็เวิร์คดี มีคนมาดูตั้งแต่ 80-200 คน มากที่สุดก็ 400 คน จนประสบความสำเร็จ เริ่มมีคนมาเรียกไปเล่น ออกค่ารถ ค่าโรงแรมให้เริ่มขึ้นมาอยู่บนดินบ้าง คือเราก็ไม่ใช่แนวทดลอง เราเขียนในเมืองไทยมา 5 ปี รู้ว่าอะไรดีไม่ดี ก็เข้าใจแล้วว่าต้องใช้อีโก้ยังไง จากนั้นก็มีสำนักพิมพ์ชวนไปร่วมงานด้วย

คุณคาดหวังอะไรกับคำชวนนั้น

วิศุทธิ์ :ไม่คาดหวังอะไรเลย เพราะเขาเป็นสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่ก็ดีใจที่มีคนชอบผลงานของเรา

สำนักพิมพ์ที่มาชวนคุณไปร่วมงานด้วย มักจะเป็นสำนักพิมพ์ที่พิมพ์เรื่องโป๊ เปลือย ใช่หรือไม่

วิศุทธิ์ :ก็ไม่ถึงขนาดนั้นครับ คือเขาแค่ชอบพิมพ์การ์ตูนแปลกๆ คือถ้าจะโป๊ก็มีบ้าง หรืออาจจะเป็นแนวเพี้ยนแล้วโป๊ ซึ่งก็มาจากความอยากเขียนอะไรที่มันหลุดโลก แต่ไม่ได้มีเจตนาจะสร้างการ์ตูนโป๊ คือเป็นสำนักพิมพ์ที่พยายามจะปฏิวัติมากกว่า

ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง

วิศุทธิ์ : ก็ดีนะครับ ไม่ถึงกับดังระเบิด คนที่ชอบเขาก็ชอบ คือการ์ตูนของเราไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือญี่ปุ่น หรือในยุคไหน ไม่ใช่งานประเภทที่ต้องดังระเบิดอยู่แล้ว ก็พอไปได้ แต่ถึงแม้ตอนนั้นจะมีงานเขียนการ์ตูนเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ผมก็ยังจัดแสดงผลงานเหมือนเดิม

แล้วคุณไปเขียนภาพประกอบปกให้กับ โยชิโมโต บานานา นักเขียนชื่อดังของญี่ปุ่น ได้อย่างไร

วิศุทธิ์ :ระหว่างที่ผมจัดแสดงผลงาน เขาก็มาดู เผอิญเขารู้จักกับเจ้าของแกลเลอรี่ เลยได้ดูงานของผม เขาเห็นผมวาดน้องมะม่วงก็ชอบ และสนใจงานของผม เลยชวนให้เขียนภาพปกนิยายที่เขากำลังเขียนอยู่พอดี และนั่นทำให้คนรู้จักผมมากขึ้น

วิศุทธิ์ พรนิมิต CARTOON FOR THOUGHT  รูปที่ 5

หลังจากนั้นมีสำนักพิมพ์การ์ตูนที่เป็นกระแสหลักติดต่อมาบ้างไหม

วิศุทธิ์ :ก็มีบ้าง อย่างสำนักพิมพ์ Shogakukan ที่พิมพ์โดราเอมอน แต่ว่ามันใหญ่เสียจนผมคิดว่าไม่น่าจะทำได้ แต่ด้วยความที่เขาใหญ่มากก็จะมีหนังสือที่หลากหลายมาก และมีอยู่เล่มหนึ่งชื่อ IKKI ที่สนับสนุนนักเขียนหน้าใหม่ ได้ติดต่อให้ผมเขียนงานส่งแบบรายเดือน เป็นสไตล์การเล่าสั้นๆ แบบ hesheit ซึ่งการ์ตูนเรื่อง Blanco (ชิงช้า) ก็ได้รับการตอบรับที่ดี แต่ตอนนี้เพิ่งจบไป

คุณพบเห็นการทำงานแบบใดบ้างในสังคมการ์ตูนญี่ปุ่น

วิศุทธิ์ : มีหลายระดับมาก พวกเขียนหนังสือทำมือก็มีเยอะ พวกที่พยายามจะส่งสำนักพิมพ์ก็มีเยอะ พวกเขียนแล้วขายได้บ้างขายไม่ได้บ้างก็มีเยอะ เขียนแล้วรวยก็มี ซึ่งพวกนักเขียนกระแสหลักเขารวยมาก เพราะธุรกิจนี้มีขนาดใหญ่ ไม่ใช่ขายกันเล่นๆ เขาทำมาหลายร้อยปีแล้ว แต่นักเขียนเหล่านั้นก็ต้องโดนประเมินความนิยมจากผู้อ่านทุกสัปดาห์ ซึ่งเครียดมาก แต่คนญี่ปุ่นเขาก็จริงจังกันแบบนี้อยู่แล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นอุตสาหกรรมมังงะของเขาคงไม่เติบโต และแข็งแกร่งขนาดนี้

คุณไม่อยากทำอะไรแบบนั้นใช่ไหม

วิศุทธิ์ :ไม่หรอก ถ้าเขาให้ทำก็อยากลอง แต่มันไม่มีนี่สิ เพราะการ์ตูนสไตล์นี้ไม่ใช่แนวที่จะเข้าใจง่ายๆ มันเป็นเรื่องปรัชญาชีวิต ไม่ใช่การ์ตูนขายดี ประเภทแข่งขันกัน ต่อสู้กัน ถ้าจะทำได้คงต้องถูกขัดเกลาพอสมควร เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่คุณใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น คุณรักอะไรในความเป็นญี่ปุ่นบ้าง

วิศุทธิ์ :คนญี่ปุ่นนิสัยดี แม้จะไร้ชีวิตชีวา แต่ข้างในเขามีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจกันมากๆ เลย แต่ด้วยความที่เขาอยู่ในสังคมที่มีความเพียบพร้อมทำให้เขาอาจจะมองไม่เห็นหรือไม่เข้าใจบริบทของสังคมอื่นที่ขาดแคลนหรือยากลำบาก เช่น อาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่นเล่าให้ฟังว่า เขาเล่าเรื่องความยากไร้ของเด็กแอฟริกันให้เด็กญี่ปุ่นฟังว่า พวกเขาอดอาหาร ไม่มีอะไรกิน เด็กญี่ปุ่นกลับถามว่า “ทำไมไม่ไปซื้อที่เซเว่นฯ ล่ะ”

หน้าที่การงานของคุณที่ญี่ปุ่นเหมือนว่ากำลังไปได้สวย แล้วทำไมถึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย

วิศุทธิ์ : ห้องแคบ เมื่อย อ้วน อาหารมันดี มีแต่เนื้อ ขนมในเซเว่นฯ ก็เปลี่ยนทุกเดือน ไอศกรีมก็ออกใหม่ทุกเดือน แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนญี่ปุ่น เริ่มมีการพูดจาในจังหวะคนญี่ปุ่น ส่วนในการเขียนการ์ตูน ก็เริ่มจากเรื่องที่ดีไปหมด ไม่มีอะไรให้ด่าเลย ประเทศนี้เนียนมาก ดีไปหมด ดีเหลือเกิน ดีจนเครียด เคยไหมเหมือนไปใช้ชีวิตอยู่ในสยามพารากอนตลอดเวลา

หรือด้วยความที่คุณเป็นคนไทย ถ้างานเริ่มเป็นญี่ปุ่นก็ไม่ดีต่อคนญี่ปุ่น เพราะเขาก็น่าจะได้อ่านอะไรในแนวคิดแบบคนไทยมองญี่ปุ่น

วิศุทธิ์ : ใช่ครับ ผมว่ามันน่าจะสนุกและมีประโยชน์สำหรับเขา และงานที่เราสร้างขึ้น ก็จะมีคุณค่ากับเขามากกว่าการทำงานชิ้นหนึ่งด้วยอารมณ์แบบญี่ปุ่น

มุมมองของคุณต่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปไหม หลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น

วิศุทธิ์ : ผมชินนะ คิดว่าเหมือนเดิมเลย เช่น ผมจะไปขอเบอร์โทรศัพท์กับผู้ประกอบการรายหนึ่ง ผมต้องรอเขาพักเที่ยงตั้งสองชั่วโมง ไม่ต้องทำอะไรก็จบไปหนึ่งวันแล้ว ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นก็เรียบร้อยไปแล้ว ผมว่าถึงเมืองไทยเรามีดีที่มีความยืดหยุ่น แต่ก็ควรมีระบบระเบียบให้มากขึ้น นี่ยังไม่รวมอะไรอีกหลายอย่างนะ เช่น วินัยบนท้องถนน ที่มักจะมีเรื่องเหนือความคาดหมายหลายอย่างเกิดขึ้นเสมอ รวมถึงความตรงต่อเวลา ซึ่งคนไทยหย่อนยานกันมาก

เคยคิดจะสะท้อนปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ทั้งปัญหาสังคมและการเมืองผ่านการ์ตูนของคุณบ้างไหม

วิศุทธิ์ :ไม่เอาดีกว่าครับ หลังๆ เริ่มไม่สนแล้วทำในสิ่งที่เราควรทำ ถ้ามันแย่เกินไปเดี๋ยวสังคมก็เปลี่ยนเอง ผมเชื่ออย่างนั้น

ถ้าอย่างนั้นการ์ตูนของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร มีแนวทางอย่างไร

วิศุทธิ์ : เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะเยอะ ไม่ใช่ว่าผมจะไปบอกว่าสังคมดีอะไร ขาดอะไร แต่ผมเน้นปรัชญาชีวิตอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ก็มีจุดร่วมเดียวกันคือ ธรรมะ

ตรงนี้ทำให้คุณได้ไปร่วมงานกับหอสมุดพุทธทาส

วิศุทธิ์ : ก็เป็นไปได้ หลังๆ คนเขาก็เริ่มเห็นว่าเราเขียนอะไรที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ คนก็มาเสนองานแนวนี้เยอะเหมือนกัน ตอนนั้นผมไปทำ Live Animation ประกอบเปียโนในงาน ‘Wake Up Early ตื่นแต่เนิ่นๆ’ ที่หอจดหมายเหตุพุทธทาสอินทปัญโญ สวนโมกข์กรุงเทพฯ

คุณยึดถือหลักธรรมอะไรในตอนนี้

วิศุทธิ์ : ไม่เรียกว่าหลักธรรมแล้วกัน เรียกว่าอะไรไม่รู้ ที่เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องคิด เพราะการคิดก็คือการสร้างโลกขึ้นมาเอง มันอยู่ที่ว่าเราคิดอย่างไร และถ้าเอาความคิดออกก็เหลือแต่ความจริง ซึ่งความจริงคือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับชีวิตมนุษย์ เช่น ของชิ้นนี้สวย ซึ่งจริงๆ มันก็แค่สสาร ในช่วงนี้ผมคิดแบบไม่ตีความอะไรเลย จริงๆ เป็นมานานแล้วนะแต่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ใครจะเป็นอะไรเราก็ไม่สนใจ เราจะเป็นอะไรเราก็ไม่สนใจ ก็ปล่อยไป ทำไปตามธรรมชาติ มีหน้าที่อะไรก็ทำ หลังๆ แทบไม่ต้องใช้ชีวิตแล้ว เหมือนมีแรงผลัก ถึงจะเป็นแรงเฉื่อย ทำให้ถึงช้าหน่อย แต่ก็ถึงเหมือนกัน