คูลทอม ทอมคำไทย ภาษาไทย วัยรุ่น

Exclusive Interview คูลทอมคำไทย กับครูสอนภาษาไทยหัวใจเดรดล็อก

Home / men around, RUSH Variety / Exclusive Interview คูลทอมคำไทย กับครูสอนภาษาไทยหัวใจเดรดล็อก

นับตั้งแต่ปี 2012 หลังเค้าครองตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่มาได้ ชีวิตของชายคนนี้ก็เปลี่ยนไป จากครูภาษาไทยธรรมดา สู่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาที่ก้าวเข้ามาสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว เอาละ… อย่ามัวเสียเวลา ไปรู้จักกับครูภาษาไทยใจเดรดล็อกที่ฮอตที่สุดในขณะนี้กันกับ Exclusive Interview คูลทอมคำไทย กับครูสอนภาษาไทยหัวใจเดรดล็อก

แนะนำตัวหน่อยครับ

: ครูทอมนะครับ จักรกฤต โยมพยอม ตอนนี้ทำหลายอย่างนะครับ เป็นครูสอนภาษาไทยด้วย เป็นพิธีกร เป็นนักแสดง และเป็นนักเขียนครับ

ปีนี้ถือเป็นปีทองของครูทอมได้ไหมครับ เพราะรู้สึกว่าเราเห็นครูตามหน้าสื่อบ่อยมากเลย

: ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ อาจจะเป็นจังหวะชีวิตของเรามั้ง(หัวเราะ) ก่อนหน้านี้ถ้าพูดถึงงานวงการบันเทิง ตั้งแต่เราได้แฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่มาเมื่อปี 2012 แล้วปลายปีนั้นก็มีโอกาสได้มาทำเกมเด็ด 7 กระดาษ ซึ่งเป็นรายการแรกที่เป็นพิธีกร ทางช่อง 7 เกี่ยวกับการตอบคำถามภาษาไทย ก็ทำได้อยู่ประมาณปีกว่า รายการก็เลิกไป แต่ว่าในช่วงใกล้ ๆ กันนั้นก็มีรายการอื่นด้วย เช่นรายการแบไต๋ไอทีทางช่อง 9 จนมาถึงช่วงที่ดิจิตัลทีวีเริ่มบูม เราก็มีโอกาสได้ทำอยู่ถึงประมาณ 2-3 รายการเหมือนกันครับ บางวันรายการที่เป็นพิธีกรออกอากาศพร้อมกัน 3 ช่องเลยก็มี แต่พอเอาเข้าจริงแล้วดิจิตัลทีวีมันก็ไม่ได้จะทำให้ใครหลายคนประสบความสำเร็จขนาดนั้น ทำให้บางรายการก็เลยต้องเลิกไป แต่เหมือนปีนี้รายการดูจะกลับมาเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่งถ้าถามว่าเพราะอะไร ทำไมปีนี้ถึงเห็นเรามากขึ้น ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันนะครับ(หัวเราะ) อาจเพราะผู้ใหญ่เล็งเห็นว่าเราน่าจะทำได้ก็เลยให้โอกาสครับ

มีรายการไหนที่เราประทับใจเป็นพิเศษไหมครับ

: แน่นอนครับต้องเป็น Band Lab เพราะเป็นรายการที่เรารักมาก มาก มาก มาก มาก มาก แบบ มากจริง ๆ! เพราะก่อนหน้านี้รายการที่ทำแทบทั้งหมดเลยจะเกี่ยวกับภาษาไทย วรรณคดีไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราอยากทำคือเราอยากทำอย่างอื่นบ้าง เช่นอะไรที่มันไม่ต้องเกี่ยวกับภาษาไทย แต่แทบไม่มีโอกาสได้ทำเลย(หัวเราะ) เพราะภาพมันชัดตั้งแต่ต้นว่าเราเข้ามาในวงการนี้ด้วยบทบาทครูภาษาไทย อย่างมีครั้งหนึ่งเคยไปเป็นพระเอกก่อนบ่ายคลายเครียด… ผมเคยเป็นพระเอกช่อง 3 นะครับเห็นแบบนี้(หัวเราะ) คือตอนนั้นไปเล่นเป็นพระเอกก็จริงยังเป็นครูสอนภาษาไทยเลย ฮ่า คือมันไม่ใช่ว่าเราอยู่ในบทบาทครูภาษาไทยแล้วเราเบื่อนะครับ ยืนยันว่าไม่ได้เบื่อ แต่มันก็มีอีกอย่างที่เราอยากทำ อยากเปิดโอกาสให้ตัวเอง อยากเพิ่มสิ่งที่ทำได้ทำ และทำได้ให้มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ครับ ย้ำอีกครั้งครับไม่จำเป็นต้องภาษาไทยก็ได้ ขอเป็นวาไรตี้ บันเทิง จ้างเถอะครับ รับทุกงาน(หัวเราะ)

ตอนนี้หลายคนคงเริ่มรู้จักครูทอมแล้ว เราอยากรู้ว่าทำไมครูทอมถึงเลือกภาษาไทย

: ย้อนไปตอนยังเด็ก เราชอบดูละครจักร ๆ วงศ์ ๆ มาก ตอนเช้าทางช่อง 7 ดูประจำไม่ขาด สนุกมาก แต่เอาจริงก็ดูควบคู่กันไปกับโมเดิร์นไนน์ การ์ตูนทางช่อง 9 แหละครับ(หัวเราะ) พร้อมกันกับที่ตอนนั้นเราก็ชอบไปวิ่งเล่นกับเพื่อนแถวบ้าน เตะบอล วิ่งไล่จับอะไรทำนองนั้นที่วัดแห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญที่วัดนั้นมีห้องสมุด และห้องสมุดติดแอร์! ก็นั่นแหละครับ เหนื่อย ๆ เข้าห้องสมุดไปตากแอร์(หัวเราะ) ต่อมาคุณน้าบรรณารักษ์พอเห็นเรามาบ่อยเข้าก็เริ่มแนะนำหนังสือให้อ่าน เราก็เลยเริ่มเลือกอ่านมาเรื่อย ๆ แถมเค้าก็ใจดีให้เราอ่านได้ฟรีทั้งหมด… สิ่งที่เราหยิบมาอ่านก็จะเป็นพวกนิทานภาพสังข์ทอง สุนทรภู่ ฯลฯ แต่ก็ไม่มีแค่นั้นนะ พวกขายหัวเราะ มหาสนุก เราก็อ่าน การ์ตูนญี่ปุ่นเราก็อ่าน และพอเราอ่านการ์ตูน, นิทานภาพมากขึ้นจนเริ่มเข้าใจ ก็เลยเริ่มอ่านเป็นตัวอักษร เริ่มหาฉบับเต็มที่จะมีประเด็นมากขึ้นมาอ่าน ผลคือก็ขยายต่อไปเรื่อย ๆ จากแค่นิทานภาพกลายเป็นตัวบทของจริง แล้วก็ลามไปสู่ตำนานนิทานประจำถิ่น คือมันก็ลึกมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มรู้สึกว่าภาษาไทยมันก็สนุกนะ เพราะนอกจากอ่านเราก็ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งแต่งกลอน เขียนคำขวัญ นั่น นู่น นี่ ทุกอย่างที่เกี่ยวกับภาษาไทย ก็เลยตัดสินใจเข้าเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกภาษาไทยครับ

คือเราเริ่มอยากเป็นครูเหรอครับ

: เปล่าครับ ตอนนั้นเราไม่ได้รู้สึกอยากจะเป็นครูเลย ไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าจบไปจะไปทำอะไรกิน(หัวเราะ) รู้แต่ว่าอันนี้เราอยากเรียน เรียนแล้วชอบ เรียนแล้วมันสนุกแค่นั้นเองครับ แต่พอเข้ามาเรียนแล้วด้วยความที่เราชอบทำกิจกรรมมาแต่ไหนแต่ไร ก็เลยมีโอกาสได้ไปทำค่ายสอนหนังสือ แนะแนวการศึกษา คือตอนนั้นเราอยู่ประมาณปี 1 ปี 2 แล้วเด็กที่มาเรียนกับเราก็เป็นเด็ก ม.ปลาย วัยมันใกล้กันมาก ทำให้เรารู้ว่าเวลาเราจะสอนเรื่องนี้ เค้าจะเข้าใจอะไรและไม่เข้าใจอะไร… วัยนี้บางทีเค้าก็ไม่กล้าถามครูไง แต่เราก็จะสามารถตอบสิ่งที่เค้าสงสัยได้ พูดง่าย ๆ คือตอบให้โดยที่ไม่ต้องถามครับ แถมด้วยความที่วัยไม่ต่างกัน เราก็เลยจะสนใจอะไรใกล้ ๆ กัน ทั้งข่าวสารบ้านเมือง กระแสสังคมต่าง ๆ บันเทิง เกม นั่น นู่น นี่ เราหยิบมาเป็นสื่อการสอนด้วย เป็นการพยายามลดช่องว่างระหว่างคนเรียนกับคนสอน เด็กก็เลยรู้สึกสนุกที่จะได้เรียนกับเรา ทำให้เค้ากล้าพูด กล้าคุย กล้าถาม กล้าตอบ กับเรามากขึ้นครับ ทำให้ความรู้สึกอยากเป็นครูมันเริ่มก่อตัวขึ้นมาครับ

แล้วการเป็นพิธีกรละครับ

: ก็ต่อเนื่องจากการที่เราทำกิจกรรมมากมายมาตั้งสมัยมัธยม ทำให้รุ่นพี่มัธยมที่ได้มาเรียนมหาลัยเดียวกันก็เลยชักชวนเราเข้ามาทำกิจกรรมต่อไม่ว่าจะเป็นพิธีกร หรือกิจกรรมทางภาษาต่าง ๆ คือมันควบคู่กันมาตลอดครับทั้งงานด้านวิชาการและงานด้านบันเทิง จนมาช่วงปี 3 ครับเราเริ่มคิดได้และภาพมันเริ่มชัดว่า ไอ้สิ่งที่เราอยากทำมาก ๆ ก็คือการเป็นพิธีกรรายการเกี่ยวกับการสอนภาษาไทย นี่ถือว่าเป็นความฝันสูงสุดสำหรับเด็กต่างจังหวัดวัยนั้นที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ จนเรียนจบเราก็สอนหนังสือมาเรื่อย ๆ ตามโรงเรียนต่าง ๆ จนมาปี พ.ศ. 2555 หรือ 2012 ที่ได้มาแข่งแฟนพันธุ์แท้สุนทรภู่ และเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างครับ

ภาพลักษณ์ของเราเป็นอุปสรรคต่อความน่าเชื่อถือมั้ยครับ

: ถ้าเป็นช่วงก่อนที่จะได้ตำแหน่งแฟนพันธุ์แท้ก็ถือว่าค่อนข้างมีผลกระทบ แต่มันก็อาจจะไม่ได้หนักหนาร้ายแรงขนาดนั้นครับ เพราะเราไว้เดรดล็อกมาตลอด คือช่วงก่อนได้ตำแหน่งเวลาเราไปสอนหนังสือ หรือเป็นอาจารย์พิเศษตามโรงเรียนไหนก็ตาม เราจะสังเกตได้ว่าจะมีคุณครูในโรงเรียนนั้นตั้งข้อกังขากับเราแหละว่า ไอ้หนุ่มคนนี้ ทรงผมแบบนี้เนี่ยนะที่จะมาสอนภาษาไทย มันจะมีความรู้มากน้อยสักแค่ไหน แต่ว่าพอเราไปสอน เค้าก็เห็นว่าเนื้อหาที่เราสอนเนี่ย ถูกต้อง และนักเรียนก็มีความสุข สนุกกับการสอนของเรา ก็เลยไม่ได้มีปัญหาอะไร… คือสำหรับผมเวลามีใครใครมาดูถูก หรือกังขาว่าเราไม่น่าจะมีความสามารถมากพอหรอก เราก็จะช่างเขา เพราะว่าหน้าที่ของเราคือเราเข้าไปสอน ถ้าเราสอนแล้วเด็ก ๆ ได้ความรู้ มีความสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ

พูดถึงการศึกษาไทยในปัจจุบันหน่อยครับ

: ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ครับกับการที่เราจะเรียนเพื่อเอาไปใช้สอบอย่างเดียว เวลาผมสอน ผมเลยจะพยายามสอดแทรกวิธีคิด วิธีใช้ ที่ให้นักเรียนสามารถนำความรู้ของเราไปใช้งานได้จริงในชีวิตของเค้าลงไปด้วย คือการเป็นอาจารย์พิเศษของเราแน่นอนว่าให้เราเข้าไปติวก็เพื่อคะแนนสอบ เด็กก็จะมานั่งเรียนเพื่อเอาไปสอบ ซึ่งเราก็เข้าใจระบบนะ แต่เราก็ต้องให้เค้านำความรู้ที่ได้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วยครับ อีกอย่างเรามีเวลาอยู่กับเด็กแค่ไม่มาก นอกจากความรู้ที่เราจะเตรียมไปให้แล้ว เราต้องปรับทัศนคติเด็กด้วย คือต้องยอมรับครับว่าเด็กหลายคนจะมีอคติต่อวิชาภาษาไทย จะคิดว่าวิชานี้เนี่ยน่าเบื่อ เรียนไปไม่สนุก เรียนไปทำไม เราเป็นคนไทยอยู่แล้ว ซึ่งเราก็ต้องปรับทัศนคติเค้าด้วยเพื่อให้เค้าเห็นประโยชน์และคุณค่าของภาษาไทย เพราะหากเค้าสนุกและสนใจ มันก็จะก่อให้เกิดการต่อยอดและศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง เพราะระยะเวลาแค่นี้เป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะทำให้เค้ารู้ได้ทั้งหมด เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งให้เค้าเริ่มต้นครับ

คิดยังไงกับวัยรุ่นที่ใช้ภาษาวิบัติ

: ผมก็ใช้นะ(หัวเราะ) และรู้สึกว่าไม่ผิดนะ แบบไม่ผิดเลย เพราะทุกภาษาบนโลกนี้ธรรมชาติของมัน จุดร่วมของมันคือมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงทางภาษาก็มีหลายแบบ เช่น เราลองเปรียบเทียบระหว่างอดีตถึงปัจจุบัน คำบางคำเปลี่ยนการสะกด คำบางคำเปลี่ยนการออกเสียง คำบางคำเปลี่ยนความหมาย หรือแม้กระทั่งบางยุคเรามีคำแปลกใหม่ขึ้นมา และมีคำบางคำหายไป ยกตัวอย่างคำว่า บ๊องแบ้ว ที่แปลว่าพิลึก คำนี้นี่มีมานานมาก ก่อนที่ปัจจุบันเราจะมาใช้กับคนที่มีลักษณะน่ารัก หรือย่างคำว่า บ่องตง จุงเบย หรือนะครับเป็นนะครัช เมื่อก่อนไม่มีนะ แต่ตอนนี้ก็เริ่มที่จะเข้ามา… คือถ้าคนส่วนใหญ่ชอบ และนิยมใช้ เค้าก็ใช้กันต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าเค้าไม่ชอบ ไม่อยากจะใช้แล้วเค้าก็เลิกใช้แค่นั้น เป็นธรรมดาของภาษา ดังนั้นภาษาวิบัติ ส่วนตัว เน้น! ส่วนตัวนะครับ ผมมองว่าไม่มีอยู่จริงหรอก พวกคำแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคือวิวัฒนาการทางภาษา ตามธรรมชาติของมันเฉย ๆ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องซีเรียสกับคำอะไรเหล่านี้เลย เพียงแต่ว่าเวลาใช้เราก็ต้องใช้มันให้ถูกกาลเทศะก็พอ…

ครูทอมเว้นจิบน้ำนิดหน่อย

: โดยเฉพาะภาษาสก๊อย มันก็คือการสื่อสารเฉพาะกลุ่มของเค้า ธรรมชาติอีกอย่างของภาษาคือมันขึ้นอยู่กับการตกลงกันเฉพาะกลุ่ม เช่นเราคนไทยใช้ภาษาไทย คนแบบนี้ใช้ภาษาแบบนั้น หรือถ้าเจาะลงไปในระดับภูมิภาค การพูดคุยกันก็จะมีภาษาเฉพาะอีก เช่นภาษาถิ่น มันขึ้นอยู่กับการตกลงกันของคนแต่ละกลุ่ม ในเมื่อคนกลุ่มนี้ เค้าคุยแบบนี้ แล้วเค้าคุยรู้เรื่อง แต่คุณซึ่งเป็นคนนอกกลุ่มดันฟังเค้าไม่รู้เรื่อง อันนี้มันเป็นปัญหาของคุณ เช่น ถ้าคุณแก่แล้วคุณอยากเข้าใจภาษาวัยรุ่น คุณก็ต้องเปิดใจเข้าหาเพื่อเรียนรู้สิ ไม่ใช่ให้เค้าเลิกใช้ แต่ทั้งหมดนี้ผมเน้นย้ำนะครับว่าต้องขึ้นอยู่กับกาลเทศะ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้ภาษาแบบไหนครับ

ฝากผลงานหน่อยครับ

: ผมครูทอมนะครับ รับทำทุกอย่างทั้งงานแสดง งานสอน งานพิธีกร งานวาไรตี้ งานคอมเมดี้ งานให้ความรู้ ได้หมดเลยครับ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับภาษาไทยหรือวรรณคดีก็ได้นะ มาคุยกันได้เลย จ้างเถอะครับ รับทุกงาน ขอบคุณมากครัช

ติดตามผลงาน Jakkriz Yompayorm

ชมภาพสุดเซ็กซี่จาก มอส มิสแกรนด์ปีล่าสุด คลิก