ดนตรี ยุติธรรม เสือดำ แน็ป Retrospect

จากเสือดำสู่กระบวนการยุติธรรมไทย ใส่เต็มไปกับ แน็ป Retrospect

Home / men around, RUSH Variety / จากเสือดำสู่กระบวนการยุติธรรมไทย ใส่เต็มไปกับ แน็ป Retrospect

Interview : Nap Chanattha Saisila แน็ป ชนัทธา สายศิลา

คนจนเล่นหวย คนรวยล่าสัตว์, ร็อกไม่มีวันตาย แต่เสือดำตายใครจะรับผิดชอบ… ประโยคข้างต้นนี้ แน็ป Retrospect ลั่นไว้ในคอนเสิร์ตใหญ่ระดับประเทศอย่าง G19 หลังจากช่วงเวลานั้นมีข่าวว่าเจ้าสัวใหญ่ถูกจับเนื่องจากตั้งเต้นท์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรพร้อมค้นเจอซากสัตว์คุ้มครองหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ เสือดำ ดังนั้นวันนี้เราจะมาคุยกับแน็ปว่าอะไรคือจุดเริ่มต้นของประโยคด้านบน หากพร้อมแล้วไปสั่นอารมณ์กันเลยครับ

แน็ป, Retrospect

 

ขอเข้าคำถามแรกแบบสบายๆนะครับ แน็ปคิดยังไงกับกระบวนยุติธรรมประเทศไทยครับ?

โอ้โห… เชี่ย(หัวเราะหนักมาก) จะให้เริ่มยังไงดีเนี่ย ถ้าเริ่มทางนี้แม่งหนักมาก คุย 3 วันจะหมดมั้ย ฮ่า

สบายใจได้ครับ คำถามเบาๆวันนี้มีแน่นอน แต่ผมแค่อยากรู้ว่าตอนนี้แน็ปคิดอะไรอยู่?

ฮ่า… โอเค คือจริงๆแล้วมันก็เป็นแบบนี้มานานแล้วอ่ะครับ เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ การที่มันยังไม่มีความทัดเทียม รวมทั้งรูปแบบความไม่ยุติธรรมในสังคมอีกมาก จนเรารู้สึกเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว มันเริ่มชินชา จนกลายเป็นความรู้สึกว่า เออ! มันก็แบบนี้แหละ ปล่อยมันไป มันทำอะไรไม่ได้ เพราะพอไปถึงจุดหนึ่ง มันก็จะมีวิธีการซิกแซ็กปรับจากผิดเป็นถูก จากถูกเป็นผิดได้ตลอดเวลา เออ! แล้วเราต้องทำไงต่ออ่ะ เราต้องวอร์(สงคราม)ครั้งใหญ่หรือว่ายังไง(หัวเราะ) ล้อเล่นนะครับ

งั้นนี่เป็นเหตุผลหรือเปล่าที่ทำให้เราพูดอะไรแบบนั้นในคอนเสิร์ต G19

คือปกติผมจะต้องฝากคำพูดอะไรไว้ในโชว์ก่อนจบทุกครั้ง ประกอบกับเรื่องเสือดำมันเกิดขึ้นได้สักพักแล้ว แต่เราไม่ได้พูดอะไรในเรื่องนี้เลย ทั้งที่ความจริงเราไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงที่สุด ไม่เห็นด้วยมากๆ โดยเฉพาะยิ่งกับสัตว์ เพราะส่วนตัวเราเป็นคนรักสัตว์ แต่หลังจากพูดไปถ้าถามว่ามันเสี่ยงมากไหม ก็เสี่ยงมากสำหรับชีวิตผม เพราะว่ามันไม่ใช่แค่ตัวผมเอง มันรวมไปถึงคนดู และก็งานในวันนั้น อีกทั้งสปอนเซอร์ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในงานนั้น

ชีวิตเปลี่ยนมั้ยครับหลังจากพูดไป?

ก็พอสมควรนะครับ… กลายเป็นว่าคนให้ความเคารพเรามากขึ้น เพราะเค้ารู้สึกว่าเรากล้าพูดในสิ่งที่ถูกต้อง พอหลังจากตรงนั้นก็กังวลพอสมควรว่าวงของเรา ค่ายเพลง หรืองานคอนเสิร์ตจะโดนโจมตีมั้ย แต่จู่ๆมันพลิกเลยครับ กลายเป็นกระแสสังคมให้การตอบรับ สนับสนุน แล้วก็พร้อมที่จะเดินหน้าไปกับสิ่งที่เราคิด ส่วนเรื่องความปลอดภัยผมก็ใช้ชีวิตปกตินะครับ ยังไม่ต้องมีการเพิ่มการรักษาความปลอดภัย คือมีคนไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เยอะนะครับ ถ้าจะโดนก็คงโดนกันหมด(หัวเราะ)

แน็ป, Retrospect

ถ้าย้อนกลับไปในโชว์นั้นจะพูดแบบนี้อีกมั้ยครับ?

(แน็ปนิ่งคิดสักพัก)… เราคิดว่าเราก็ยังพูด ถึงมันจะเกิดผลกระทบอะไรก็ตาม เราคิดว่าเราจะพูดนะ ก็เรารู้สึกว่า กูไม่ได้ผิดอะไรนี่หว่า แค่พูดในสิ่งที่มันถูกต้อง และจะต้องย้ำเตือนว่ามันไม่ได้แล้วนะ

เปรียบเหมือนเค้ามีปืนเรามีไมค์มั้ย?

ก็จริงนะ ถ้าพูดถึงเรื่องความกลัวตาย เราแม่งเป็นคนพร้อมตายตลอดเวลา เราฝึกมรณานุสติทุกวัน เรากรรมฐานทุกคืน ความตายแม่งเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่แม่งจะจารึกไว้หลังจากความตาย คุณได้ทำอะไรให้กับโลกนี้ไว้บ้าง คุณได้สร้างบรรทัดฐานหรือสิ่งที่มันจะย้ำเตือนสติคนให้เกิดสิ่งดีดีในสังคมได้มากแค่ไหน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นที่ผ่านมา เรื่องราวประสบความสำเร็จทั้งหลายในการหายใจ เราถือว่าเราใช้ชีวิตคุ้มแล้ว เราเคยวางแผนชีวิตไว้ว่า 30 เราจะต้องแต่งงาน ต้องมีครบมีทุกอย่าง มีบ้าน มีรถ ซึ่งมันลุล่วงตรงนั้นไปแล้ว หลังจากนี้เหมือนกำไร และเราตั้งใจว่าเราจะอยู่เพื่อสร้างความสุข สร้างรอยยิ้ม สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่เค้ากำลังแย่ๆ เพราะตอนนี้เรื่องเงินเรื่องทองไม่ใช่เป้าหมายหลักแล้ว เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่มันช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมได้บ้าง ไม่มากก็น้อย สักนิดหนึ่งก็ยังดี

งั้นไปเรื่องรักสัตว์หน่อย ได้ยินมาว่าเลี้ยงสัตว์ เริ่มเลี้ยงเมื่อไหร่ เยอะแค่ไหนครับ?

ถ้าจำไม่ผิด เราเริ่มเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่จำความได้เลย คือคุณพ่อเค้าจะเป็นคนที่มีสัตว์เลี้ยงเยอะมาก เค้าจะชอบนก ชอบหมา ชอบแมว แล้วทุกเสาร์-อาทิตย์ ผมจะต้องได้ไปสวนจตุจักร เพื่อไปดูสัตว์เลี้ยงกับคุณพ่อ ไปกันสองคน นั่งรถเมล์ไปดูอย่างเดียว ดูเฉยๆ ไม่ซื้อ ซึ่งเรามีความสุขกับการได้ไปเจอพวกเค้า และดูบ่อยเป็นปกติจนเราโตมาถึงมัธยมเลยครับ

แน็ป, Retrospect

แน็ปจำสัตว์เลี้ยงตัวแรกได้มั้ยครับว่าเค้าเป็นใคร?

ก่อนหน้าจะเป็นสุนัข หรือแมว มันจะมีสัตว์เล็กๆพวกปลากัดอะไรทำนองนั้น ซึ่งมันจำไม่ได้เพราะเรามีเยอะมาก แต่ถ้าสัตว์ที่โตขึ้นมาหน่อย จับต้องได้เป็นตัว ใช้ชีวิตคลุกคลีกัน เช่นสุนัขก็น่าจะเป็นประมาณ ป.2 – ป.3 ครับ คือเรารู้สึกว่าสัตว์เลี้ยงพวกนี้มันตอบโจทย์ชีวิตเราได้ เราสามารถสื่อสารบางอย่างที่คนไม่เข้าใจแต่พวกเค้ารับรู้ได้ และเค้าไม่เคยปฏิเสธเรา ไม่หักหลังเรา ไม่เคยจะไม่รักเรา เพราะว่าเค้าจะมีเจ้านายอยู่แค่คนเดียวเท่านั้นที่เค้าจะรักที่สุด

ย้อนกลับไปเหมือนแน็ปจะเคยเก็บสัตว์เลี้ยงได้ตัวนึงแล้วพาเค้าไปรักษาใช่มั้ยครับ?

ครับ… ตอนนั้นผมแย่มาก ย้อนกลับไปน่าจะ 2 ปีก่อน อันนั้นเป็นอะไรที่ใจจะขาดที่สุดแล้ว คือเป็นหมาที่แบบว่า เห็นแล้วรู้เลยตั้งแต่เห็นว่าเค้าจะแย่แล้วนะ เค้าจะรอดหรือเปล่า

ไปเจอเค้าที่ไหนครับ?

ข้างทางเลยครับ สภาพแบบว่ามาถึงเค้าเละไปทั้งหลัง เราเห็นแล้วก็แบบ ไม่ได้วะ! จะปล่อยไม่ได้ ก็เลยเอามาดูแลหมดไปหลายหมื่นเลย… หมามันยังเพิ่งแบบ 2 เดือน เราก็ดูแลประคบประหงม แล้วช่วงนั้นภรรยาผมไม่อยู่ไปทำงานต่างประเทศ แล้ววันนั้นผมบังเอิญอยู่คนเดียว ไม่มีใครช่วยจัดการได้ ต้องเจอกับความรู้สึกนั้นคนเดียว เราต้องค่อยๆเห็นเค้าหายใจช้าลง จนวินาทีสุดท้าย… ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็นวินาทีสุดท้ายของชีวิตมาก่อน มันแบบ… ใจจะขาด แย่สุดๆเลยตอนนั้น เราไม่เคยเสียใจอะไรขนาดนั้นมาก่อน เพราะเราคิดว่าเค้าจะหายอ่ะ เค้าจะต้องดีขึ้น แม้คุณหมอจะบอกว่าถ้าเค้ารอด เค้าอาจไม่ปกติ อาจเป็นหมาที่ติดไวรัสแล้วชอบเต้นอะไรแบบนั้น แต่เราไม่สนใจ เราบอกหมอแค่ว่า ขอแค่ให้เค้ารอด เค้าเป็นยังไงผมรับได้หมด ทำไงก็ได้เอาให้หาย จะฉีดอะไร จ่ายเท่าไหร่ก็ได้ เอาให้หายก็พอ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ แม้เค้าอาจจะไม่รอดแต่ก็ถือว่าเราได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้วครับ

ปัจจุบันพี่แน็ปเลี้ยงสัตว์อยู่กี่ตัวครับ?

ขอนับสักครู่นะครับ… โอเค  9 ตัวครับ เป็นหมาทั้งหมด 6 ตัว แมว 3 ตัวครับ อันนี้คือหมายถึงบ้านใหญ่ของเราเลยนะ แต่ถ้าบ้านปัจจุบันที่อยู่เฉพาะเรามี 5 ตัว แมว 3 หมา 2 ส่วนที่เหลือพวกพันธุ์ใหญ่ๆ เซนต์ เบอร์นาร์ด, บูลด็อก จะอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ครับ แต่ก็มีปวดหัวบ้าง สนุกสนานบ้างเพราะหมากับแมวอยู่ด้วยกันไม่ได้ครับ(หัวเราะ)

แล้วใครเป็นคนดูแลครับ เพราะว่าพี่แน็ปและภรรยาก็มีงานตลอด?

มีคนดูแลครับ จ้างไว้โดยเฉพาะ แต่ถ้าเราได้อยู่บ้านก็จะอาบน้ำเอง ทำทุกอย่างเอง แต่ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยออกไปไหนนอกบ้าน คือเรามีความสุขกับการอยู่บ้าน เพราะเราซื้อบ้านมาเราก็อยากอยู่ อยากใช้มันทุกวินาทีกับเงินที่เราเสียไป เราเลยเป็นคนไม่ค่อยเที่ยวเท่าไหร่นอกจากไปทัวร์คอนเสิร์ต

ทั้งหมดทั้งมวลนี่เป็นเหตุผลของคอนเสิร์ต Heart Of The Panther หรือเปล่าครับ?

มันก็ต่อเนื่องมาจาก G19 แหละครับ อย่างที่หลายคนเห็นสาส์นท้ารบในเฟซบุ๊กจากวงถึงค่าย(หัวเราะ) คือมันเป็นสไตล์ของวงเราแหละครับที่ชอบกวนตีนบอสตัวเอง แล้วก็เลยโพสต์ส่งกันไปส่งกันมา แถมพี่นิค(หัวหน้าค่าย genie records) ก็เป็นคนสไตล์นี้อยู่แล้ว จนความมันส์เริ่มเลยเถิดเกิดเป็นกลุ่ม 4 หมื่นคนเพื่อคอนเสิร์ตเสือดำ ที่แฟนเพลงเราตั้งกันเล่นๆ แล้วเวลาผ่านไปแค่ 22 ชั่วโมงคนเข้ามาร่วมในกลุ่มได้จนเต็มจำนวน 4 หมื่นคนที่ตั้งไว้ พอจบ 24 ชั่วโมงยอดอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นกว่าคน ก็เลยมีความจำเป็นจะต้องเรียกทุกคนประชุมด่วนกันในวันรุ่งขึ้น

สุดยอด…

ใช่ครับ คือการทำงานไม่มีใครเค้าทำกันแบบนี้ เค้าประชุมกันทั้งปี บางทีข้ามปี ยกตัวอย่างง่ายๆ คือประชุมปีนี้จัดคอนเสิร์ตปีหน้าครับ ไม่มีหรอกมาทำแบบ คึกวันนี้ ประชุมพรุ่งนี้ จัดเดือนนู้น แล้วไอ้ข้างในยิบย่อยนี่แบบมันยากครับ ยากมาก แต่ก็จะบอกกับพี่นิคว่าเราทำช้ากว่านี้ไม่ได้แล้วนะพี่ เราต้องทำเพื่อที่อย่างน้อยจะได้มีเสียงส่งให้กับสังคมว่าเราจะเพิกเฉยต่อเรื่องแบบนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว อย่างน้อยอีก ประมาณ 2 เดือนตั้งแต่วันที่เริ่มประชุมจนจัดคอนเสิร์ต ผมจะสามารถบอกเล่าเรื่องนี้ได้เรื่อยๆ และคนจะไม่ลืม ถ้าช้ากว่านี้อาจจะไม่มีแรงกระเพื่อมต่อสังคม… ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน ความรู้สึกคนก็เช่นกันครับ

แล้วแบบนี้ถ้ามองทะลุผ่านเรื่องดนตรีไปคอนเสิร์ตครั้งนี้เปรียบเป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ได้ไหมครับ?

จริงๆแล้วผมอยากให้เน้นย้ำเรื่องสิ่งที่ยังอยู่มากกว่า เราไม่ได้อยากไปทวงสิทธิ์อะไรให้กับสิ่งที่ตายไปแล้ว เพราะเราเอากลับมาแก้ไขไม่ได้ แต่หลังจากนี้ กับพวกเค้าที่ยังอยู่ผมอยากให้พวกเราใส่ใจ ไม่ทำลายทรัพยากรสัตว์ป่าไปมากกว่านี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ไม่ว่าจะเป็นความสนุก หรือความพึงพอใจ ให้สัตว์เค้าตายลงตามระบบนิเวศน์ของเค้าตามกลไกทางธรรมชาติดีกว่า อย่าไปลัดขั้นตอนเค้า เพราะตอนนี้มันเหลือให้ดูไม่มากแล้ว เราไม่อยากเห็นเด็กๆรุ่นหลังจะมีโอกาสได้ดูสัตว์ป่าแค่ในรูป โปสเตอร์ หรือตามยูทูป มันเป็นสิ่งที่รู้สึกแย่… เราเป็นคนหนึ่งที่เคยผ่านอะไรแบบนั้นมา เราไม่อยากให้ลูกหลานเราจะต้องเจออะไรแบบนั้นครับ

สุดท้ายฝากถึงคอนเสิร์ตใหญ่วันที่ 21 เมษายนนี้หน่อยครับ

ตอนนี้บัตรยังพอมีนะครับ แต่ได้ยินมาว่าใกล้หมดแล้ว โค้งสุดท้ายเอามากๆ พวกเราจัดเต็มกันแน่นอน ทำการบ้านเพลงเก่าๆ เพลงลึกๆของ Retrospect มาให้ดี ส่วนจะมีเซอร์ไพรส์อะไร แขกรับเชิญคนไหนเราคงบอกไม่ได้ แต่วันนั้น BNK48 มีงานจับมือนะครับ(หัวเราะ) สุดท้ายก็อยากให้คิดว่านอกจากเรามามันส์กันแล้ว เรายังมาช่วยทำบุญกันด้วย เพราะครั้งสุดท้ายที่ชาวร็อกสายเรารวมตัวกันทำบุญนี่ก็นานมากๆแล้วเหมือนกัน อีกมุมก็ถือว่าเราเดินตามพี่สืบ นาคะเสถียร ที่เค้าได้แลกจิตวิญญาณตัวเองเพื่อให้อีกหลายล้านคนตื่น อยากให้ทุกคนได้ดูว่าที่ผ่านมามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อยากให้ได้ศึกษาว่าอะไร ทำไมพี่สืบถึงทำแบบนั้น และช่วยกันปกป้องธรรมชาติสืบต่อไปครับ

 

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของนิตยสาร RUSH ได้ที่
Facebook : facebook.com/RUSHmag
IG : instagram.com/rush_magazine_official/
RUSH VDO 
seeme.mthai.com/ch/rush

ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อได้ที่

RUSH#103 April