Review : Triumph Thruxton R ที่สุดของ Cafe Racer แห่งยุค

Home / men around / Review : Triumph Thruxton R ที่สุดของ Cafe Racer แห่งยุค

DSC_6372_OK

ก่อนอื่นต้องขอกล่าวทักทายเพื่อนๆ ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็ปไซต์ Mthai.com กันสักนิด สำหรับการรีวิวเจ้ามอเตอร์ไซค์ Triumph Thruxton R เป็นการรีวิวครั้งแรกอย่างเป็นทางการของผม หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ตั้งแต่ช่วงแรกนี้เลยแล้วกันนะครับ

กระแสนิยมมอเตอร์บิ๊กไบค์ในบ้านเราตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่ฮอตสุดๆ อาจจะเป็นเพราะว่าสภาพการจราจรในเมืองช่วงนี้ไม่ค่อยเป็นใจสำหรับรถยนต์ เพราะฉะนั้นวัยรุ่น รวมทั้งวัยทำงานต่างหันมาสนใจมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์กันมากขึ้นซึ่งสไตล์ที่

ได้รับความนิยมที่สุดก็คงหนีไม่พ้นบิ๊กไบค์ทรง sport และ naked ที่ให้ทั้งความหล่อและสะดวกสบายในการขับขี่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Cafe Racer หรือมอเตอร์ไซค์แนวโมเดิร์นคลาสสิค ที่ผสมผสานความสปอร์ตเข้าไป ก็ได้รับความนิยมจากวัยรุ่น

รวมทั้งคนวัยทำงานไปไม่น้อย ซึ่งถ้าพูดถึงมอเตอร์ไซค์แนวนี้หลายๆ คนก็คงต้องนึกถึงแบรนด์ Triumph เป็นอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน

DSC_6314
โดยเจ้ารถมอเตอร์ไซค์รุ่นที่เราจะมารีวิวให้ได้อ่านกันนั้นก็คือเจ้า Triumph Thruxton R …The Untimate Cafe Racer สุดหล่อคันนี้
ซึ่งต้องขอขอบคุณทาง Triumph Motorcycles Thailand ที่มอบเจ้า Triumph Thruxton R มาให้ผมนำไปซิ่งแบบหล่อๆ ด้วยกันถึง 3 วัน บนเส้นทางจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
DSC_6347
มาเริ่มกันที่ตัวรถภายนอก รูปร่าง และรูปทรง
พูดถึงรูปร่างภายนอกของ Thruxton R ที่เด่นๆ สำหรับผมที่ไม่เคยมีประสบการณ์ขับขี่มอเตอร์ไซค์ Triumph มาเลย
มอเตอร์ไซค์ Triumph Thruxton R เป็นมอเตอร์ไซค์แนวโมเดิร์นคลาสสิค ที่ออกแบบให้มีความคล่องตัวสูง เป็นรถที่มีรูปร่างเพรียวท่าทางการขับขี่มีความสปอร์ตนิดๆ จากการวางตำแหน่งเบาะ การวางเท้าและตำแหน่งจับแฮนด์
สำหรับคนที่ไม่เคยขี่บิ๊กไบค์อาจจะมองว่ามันเป็นรถที่ดูบึกบึนจากตัวเครื่องขนาดใหญ่ ท่อไอเสียแบบแยก 1 ใบต่อ 1 เสื้อสูบ ซึ่งดูทรงก็ให้ความรู้สึกคล้ายๆ แบรนด์ท่อแต่งอย่าง Vance & Hines ที่ให้เสียงเดิมๆ มีความดุดัน รู้สึกถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ให้ไฟหน้าแบบ DRL ทรงกลมมาตรฐานที่มีการเพิ่มไฟสำหรับการขับขี่กลางวัน ให้ไฟท้าย LED แบบใหม่ทรงคลาสสิค วงล้อแบบซี่ลวดมีช่องสำหรับชาร์จ์ไฟ USB ใต้เบาะสำหรับชาร์จอุปกรณ์ที่จำเป็นเช่นโทรศัพท์ มีความสูงเบาะอยู่ที่ 810 มม.
น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 203 กก. (Dry) ความจุถังน้ำมันให้มา 14.5 ลิตร

ความเป็น Thruxton R มีอะไรพิเศษเพิ่มมาบ้างจากตัวธรรมดา
ระบบกันสะเทือนโช็คหน้าจากแบรนด์ Showa แบบหัวกลับ (Up Side Down) ปรับได้ครบถ้วนทั้ง preload / compression / rebound damping มีระยะยุบตัวที่ 120 มม.
ส่วนโช็คหลังเป็นของ Ohlins แบบโช็คคู่ดูเด่นมาพร้อมกระปุก Piggy Back ที่ปรับ Rebound และ Compression ได้เหมือนกัน
ปั๊มเบรคล่างจาก brembo รุ่น m4  มั่นใจทุกครั้งที่หยุดรถ มาพร้อมจานเบรคคู่หน้าจาก Brembo เช่นกัน
Mode การขับขี่ 3 โหมด Sport / Road /Rain ที่ให้ความรู้แตกต่างอยากเห็นได้ชัด
ยางติดรถจาก Pirelli Diablo Rosso Corsa ด้านหน้าขนาด 120/70-17 และยางหลัง 160/60-17 มั่นใจทุกครั้งที่เข้าโค้ง

ท่าทางการขับขี่ตามภาพ (ผู้ขับขี่มีส่วนสูง 178 ซม.)

สามารถนั่งคร่อมรถได้ค่อนข้างเต็มเท้า เข่าไม่งอมาก ด้วยลักษณะแฮนด์จับโช็คแบบรถทรง sport ทำให้มีท่านั่งบังคับแบบก้มหมอบ ซึ่งการขับขี่เดินทางไกลนั้นจะไม่เมื่อยขานัก จากท่าทางการวางเท้า แต่จะไปเมื่อยนิดหน่อยบริเวณหัวไหล่ทั้งสองข้าง ขณะที่ขนาดของถังน้ำมันตอนนั่งให้ความกระชับและมั่นใจเมื่อคุณต้องการขี่ด้วยความเร็ว การใช้งานในกรุงเทพฯ ที่จราจรติดขัดมากอาจจะดูไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เพราะระดับกระจกปลายแฮนด์ทำให้การมุดช่องขณะรถติดนั้นทำได้ลำบาก

 

DSC_6319

การจัดวางตำแหน่งเครื่องยนต์ทำได้อย่างลงตัว

 

DSC_6323

 

DSC_6317

ระบบ ABS ทั้งหน้าและหลัง สามารถปิด-เปิด ได้โดยกดปุ่ม “i” เบรกหน้าจานดิสก์คู่ Semi Floating ขนาด 310 มม. ใช้ปั๊มเบรกล่าง brembo รุ่น m4 แบบ Monoblock

DSC_6320

โช็คหลังเป็นของ Ohlins แบบโช็คคู่ดูเด่นมาพร้อมกระปุก Piggy Back ที่ปรับ Rebound และ Compression ได้เช่นกัน
รายละเอียดของเรือนไมล์

DSC_6325

โดยหน้าปัดเรือนไมล์ของเจ้า Thruxton R นั้นให้มาแบบทรงกลมเหมือนนาฬิกามีมุมมองแบบ 3D พร้อมเมนูดิจิตอลสุดล้ำเข้ากับสไตล์รถเป็นอย่างดี โดยมันจะบอกรายละเอียดและค่าต่างๆ ดังนี้

: วัดระดับความเร็ว แบบอนาล็อก
: วัดรอบการทำงานของเครื่องยนต์ แบบอนาล็อก
: ไฟบอกเกียร์ (N 1 2 3 4 5 6)
: เกจ์วัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างแม่น
: ระยะทางที่วิ่งต่อได้เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่
: ไฟเตือนระยะเข้า Sevice ที่ศูนย์บริการ
: นาฬิกา
: แสดงผล ODO และ Trip 1 / 2
: Mode การขับขี่ 3 mode >> Sport / Road / Rain
: แสดงอัตราสิ้นเปลือง
: สถานะ Traction Control และ ABS on-off
: สัญญาณสลับไฟ Daytime running light (DRL) และสัญญาณไฟต่ำ

ปุ่ม “i” ที่แฮนด์ด้านซ้ายจะใช้ในการควบคุมระบบสั้งการเกือบทุกอย่างของรถ วิธีใช้มี 2 แบบ
1.กดแล้วปล่อย สำหรับเลือกการแสดงผลต่างๆ
2.กดค้าง สำหรับทำการตั้งค่า
สัญญาณไฟเลี้ยว
สัญญาณแตร
ปุ่ม off-run / start การทำงานของเครื่องยนต์ที่แฮนด์ด้านขวา
(การ star เครื่อง >บิดกุญแจไปที่ on >เอาขาตั้งขึ้น>กำคลัทช์เล็กน้อย>กดสวิตซ์)
: ปุ่มสัญญาณไฟฉุกเฉินที่แฮนด์ด้านขวา

DSC_6375

หากขับขี่ด้วยความเร็ว จะรู้สึกถึงความแรงลมที่ปะทะตั้งแต่ช่วงหน้าท้องขึ้นไปถึงศีรษะ

 

DSC_6349

รายละเอียดของเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย และความรู้สึกจากการขับขี่แบบคร่าวๆ

Thruxton R ตัวนี้มากับขุมกำลัง 1200HT ระบายความร้อนด้วยน้ำ 2 สูบเรียง SOHC ความจุ 1,199cc ให้กำลัง 97 PS ที่ 6,750rpm และแรงบิด 112 Nm ที่ 4,950rpm ส่งกำลังผ่านเกียร์ 6 Speed จากทาง Triumph ที่มาประจำการบน Thruxton R คันนี้ ค่อนข้างจะครอบคลุมการเดินทางทุกๆ รูปแบบ” โดยสามารถสร้างแรงบิดได้ 81 ปอนด์/ฟุต (109.8 นิวตัน/เมตร) ที่ 3,500 รอบ/นาที ซึ่งแม้จะอยู่ที่ที่ย่านความเร็ว 100-120 km/hr ก็ยังสามารถเร่งแซงรถเก๋งได้ไม่ยากเย็น
ระบบความปลอดภัยของตัวรถ มาพร้อมปั๊มเบรคบนจาก Brembo OEM และปั๊มล่างจาก Brembo รุ่น M4 แบบ Monobloc ที่บรรจุลงมาใน Thruxton R คันนี้ ทำงานพร้อมกับระบบ ABS ที่ค่อนข้างละเอียดมากๆ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วทำให้ระบบเบรคที่ออกมาจากโรงงานถือว่าน้องๆ นางฟ้า
ช่วงล่างของ Thruxton R ค่อนข้างปรับให้ด้านหน้ามีความกระด้าง รู้สึกแข็ง แต่ด้านหลังมีความนุ่มกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งก็ตอบสนองกับการใช้งานบนถนนกรุงเทพฯ ที่มี สะพาน, หลุมสิบล้อ, ฝาท่อ ฯลฯ ได้ค่อนข้างดีบวกกับความนิ่มและหนึบของยางด้วยแล้ว
กระจกปลายแฮนด์เดิมๆ ที่ติดกับตัวรถมา มุมมองของกระจกค่อนข้างแคบเมื่อเทียบกับกระจกขนาดมาตรฐานทั่วไปของค่ายอื่นๆ ซึ่งมันถูกออกแบบมาเพื่อเน้นให้เข้ากับตัวรถซึ่งแทบจะไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้กระจกแต่ง อาจจะต้องปรับมุมมองเผื่อไว้สักเล็กน้อย แต่ที่ผมรู้สึกหงุดหงิดใจทุกครั้งเมื่อต้องขับขี่ผ่านเส้นทางจราจรที่ติดขัด และเราจะต้องมุดไปให้ได้เหมือนรถมอเตอร์ไซค์เล็กทั่วๆ ไป คืออย่างที่บอกไปในตอนต้น ระดับของกระจกปลายแฮนด์นั้น มีระดับความสูงที่เท่าๆ กันกับรถเก๋ง ทำให้เวลาที่คุณจำเป็นจะต้องมุดในช่องจราจรที่แคบถ้าไม่ระวังหรือกะความกว้างของช่องไม่ดี ก็อาจจะมีการกระทบกระทั้งกันกับกระจกรถเก๋งที่อยู่ด้านข้างได้
เบาะนั่งของ Thruxton R ค่อนข้างจะแข็งไปสักนิด แต่ดีตรงที่มันเป็นเบาะกันลื่น ซึ่งหากต้องเดินทางไม่ไกลมากก็ไม่ค่อยรู้สึกเมื่อยก้นสักเท่าไหร่

Riding Mode 3 โหมด คือ Sport / Road / Rain ให้เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมสภาพแวดล้อมและสภาพพื้นถนน

โดย Mode ทั้ง 3 จะให้ความรู้สึกในการขับขี่ต่างกันดังนี้
Sport บิดเป็นมา ติดมือสุดๆ รู้สึกถึงแรงทอร์คได้ทันทีตั้งแต่รอบต้น-กลาง คนที่ไม่เคยลองแนะนำว่าอย่าเพิ่งปรับมายังโหมดนี้ถ้าคุณไม่อยากหน้าหงาย การขับขี่ในโหมด Sport ค่อนข้างเร้าใจ รู้สึกตัวเองมีพลังเจอใครก็ไม่กลัว
Road คัน เร่งไฟฟ้าจะมีความหน่วงขึ้นมาประมาณ 20% เหมาะสำหรับการขับขี่ทั่วไป เร็วก็ได้ ช้าก็ดี เป็นโหมดมาตรฐานที่เจ้าของรถส่วนใหญ่จะใช้กัน ซึ่งผมเองก็ด้วย
Rain ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Rain สำหรับขี่ตอนฝนตกถนนเปียกๆ ชุ่มน้ำ มีโอกาสที่รถจะเสียการทรงตัวสูง บางทีคุณอาจจะเผลอเปิดคันเร่งแรงเกินไปใน 2 Mode ด้านบน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอาการล้อหลังสไลด์ปัดได้เล็กน้อย แต่กับโหมดนี้ บอกเลยว่าบิดให้ตายยังไงก็ม้ายยปัด ความหน่วงของมันอยู่ที่ประมาณ 40-50% คือตอบสนองช้ามาก และเหมาะกับสภาพอากาศบ้านเราในตอนนี้

 

DSC_6331

หลังจากที่ได้ทดลองขับก็มีจุดเด่นจุดด้อยของตัวรถมาอธิบายโดยสรุปดังนี้
Thruxton R ความรู้สึกในการขับขี่ค่อนข้างนิ่งและมีสมดุลของรถที่ดีมาก ผสานกับการวางน้ำหนักและศูนย์ถ่วงที่ลงตัวทำให้ขับขี่เจ้า Thruxton R ได้ง่าย และมีสมดุลของรถที่ค่อนข้างดีหากต้องใช้ความเร็วในการเดินทาง แฮนด์มีความนิ่งพอสมควรที่ความเร็วสูงๆ และรู้สึกเบาแต่ไม่มากนักในความเร็วต่ำถึงปานกลาง ถึงแม้จะมากับรูปลักษณ์แบบคลาสสิค แต่ก็มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เกี่ยวกับความปลอดภัยที่ล้ำสมัยเข้ามาสนับสนุนอย่าง Traction Control และระบบเบรค ABS ที่เสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่บนการใช้งานทั่วไปได้มาก
ตัวรถใช้งานง่าย คนไม่เคยใช้มาก่อนก็สามารถเรียนรู้ได้ง่าย กดปุ่ม “i” ปุ่มเดียวก็สามารถปรับระบบของตัวรถได้เกือบหมด ชุดคลัทช์แบบ Slip-Assist clutch ที่มีลักษณะเหมือนๆ กันกับ slipper clutch ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเชนเกียร์ลงแบบเร็วๆ ได้ต่อเนื่องโดยที่รถแทบจะไม่เสียการทรงตัว หรือมีอาการล้อล็อคให้เห็น ของติดรถเดิมๆ จากโรงงานที่ให้มา ทั้งช่วงล่างเดิมๆ โช็คหน้าจาก Showa แบบ USD  โช็คหลังจาก Ohlins ปั้มเบรคเดิม brembo รุ่น m4 ที่ให้สมรรถนะ และประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อการขับขี่และใช้งานทั่วไป
ปุ่ม Mode อยู่ทางด้านซ้าย ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ใช้การปรับเปลี่ยน Mode ได้ง่ายมากๆ และที่ Triumph Thruxton R ให้มาแบบเต็มๆ คือความหล่อเหลาแบบ Cafe Racer ที่พอไปจอดติดไฟแดงแยกไหน ก็มักจะมีแต่คนเหลียวมอง

Thruxton R เหมาะสำหรับคนโสด เพราะมัน ไม่มีพักเท้าคนซ้อน แถมเบาะคนซ้อน ก็ไม่สามารถถอดที่ครอบออกได้ ง่ายๆ คือ ไปรับหญิงไม่ได้นั่นเอง ความเร็วที่เหมาะสมกับรถอยู่ในช่วง 100-120 km/hr หากเร็วกว่านั้นคนขี่อาจจะเหนื่อยถ้าต้องขับขี่ระยะทางไกลๆ เพราะตัวคนขี่นั้นต้องรับความแรงของลมแบบเต็มๆ อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งกระจกปลายแฮนด์เดิมๆ ที่ติดมากับตัวรถแม้มันจะดูดี ลงตัวมากๆ แต่ก็ต้องแลกด้วยมุมมองด้านข้างและหลังที่แคบ และอาจจะไม่ค่อยถนัดนักกับผู้ที่ใช้งานรถทั่วไปมาก่อน รวมทั้งระดับความสูงของกระจกที่ค่อนข้างจะเท่ากันกับรถเก๋งเวลาต้องใช้วิชามุดในสภาพจราจรติดขัดแบบในกรุงเทพฯ ทำให้ต้องคอยระวังไม่ให้กระจกข้างนั้นไปกระแทกกับกระจกข้างของรถเก๋ง เรื่องความร้อนของเครื่องยนต์ขนาด 1200 cc. หากขับขี่ด้วยความเร็ว 60 km/hr ขึ้นไปจะไม่ค่อยรู้สึก แต่หากเจอกับการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ที่บางครั้งอาจจะใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 60 km/hr  คุณก็จะเจอกับหม้อล้วกไข่เคลื่อนที่ แม้เจ้า Thruxton R จะมีหม้อน้ำมาให้ แต่มันก็ยังให้ความรู้สึกร้อนทุกครั้งที่รถหยุดอยู่นิ่งๆ ที่ช่วงหัวเข่าลามไปถึงต้นขา ตามตำแหน่งเสื้อสูบ
มาถึงข้อแนะนำสำหรับคนที่คิดจะออกรถ Triumph Thruxton R
: ควรจะศึกษาสมรรถนะของตัวรถ เข้าใจในสไตล์ของรถก่อน
: ควรจะมีพื้นฐานในการขับขี่รถขนาดใหญ่ ที่มีเครื่องยนต์แรงมาพอสมควร
: หากชอบในความสปอร์ต และความชิลไปพร้อมๆ กัน คันนี้เหมาะกับคุณ
: หากชอบความหรูหราแนวย้อนยุคของรถมอเตอร์ไซค์ Cafe Racer อยากหล่อแบบพระเอกหนังฮอลลีวูด อยากให้สาวกรี๊ด คันนี้ก็เหมาะกับคุณ
: ไม่แนะนำสำหรับหนุ่มบ้าพลัง เน้นความแรง เพราะมันไม่ใช่ sport replica หรือ naked แม้จะมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันก็ตาม
: คันนี้ไม่เหมาะการขับขี่ทางไกลๆ หรือต่างจังหวัดจากที่อ่านการรีวิวของเว็ปไซส์อื่นๆ มาคร่าวๆ ก็พบว่า Thruxton R ก็ทำได้ดีในความเป็น Cafe Racer ของมัน ถ้าคุณไม่ไปเทียบกับบิ๊กไบค์แนวทัวร์ริ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว Thruxton R เหมาะกับการขี่เล่น ขี่ชิลๆ รับลมริมทะเลมากกว่าที่จะใช้งานทั่วไปในสภาพการจราจรปกติของกรุงเทพฯ
: มือใหม่ที่ไม่เคยขับขี่มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่มาเลย อาจจะเคยลองมาบ้างของเพื่อน หรือของคนอื่นๆ แต่ยังไม่ชำนาญ ไม่ค่อยอยากแนะนำให้มาเล่น Thruxton R เลยทันที แม้ว่าจะเป็นรถที่ขับขี่ได้ค่อนข้างง่าย แต่ด้วยท่านั่งแบบรถสปอร์ต และพลังกำลังที่ค่อนข้างน่ากลัวสำหรับมือใหม่ ซึ่งหากใครทนไม่ไหวอยากขี่จริงๆ ทาง Triumph ก็มีคอร์สให้ไปเรียนการขับขี่สำหรับมือใหม่ หรือจะไปเรียนกับสถาบันการฝึกขับขี่ของค่ายอื่นๆ ก็ได้ ซึ่งควรเรียนเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับรถ

 

ภาพรวมโดยสรุปของรถ

Triumph Thruxton R รถมอเตอร์ไซค์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “For The Ride” ซึ่งทาง Triumph ได้พัฒนารถในแต่ละรุ่นให้สามารถขับขี่ได้ง่ายและตอบสนองการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวมแล้วเมื่อผมได้เห็น Thruxton R ตัวเป็นๆ ครั้งแรก ก็รู้สึกว่ามันเป็นมอเตอร์ไซค์ที่มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะจอดอยู่นิ่งๆ หรือขึ้นคร่อม ก็ยิ่งเพิ่มความหล่อและดูดีให้กับผู้ขับขี่ในทันที ด้วยรูปลักษณ์ความคลาสสิค และของแต่งที่สะดุดตาทั้งคัน ซึ่งช่วงแรกๆ อาจจะต้องปรับตัวให้เข้ากับรถสักระยะสำหรับมือใหม่ แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ขับขี่บิ๊กไบค์มานานก็แทบจะไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เพราะตัวรถมันออกแบบมาให้ขับขี่ได้ง่ายและคล่องตัวอยู่แล้ว ของติดรถเดิมๆ สำหรับผมต้องบอกว่าเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นโช็คหน้าของ Showa โช้คหลังจาก Ohlins ที่ปรับระดับได้ครบทั้ง Preload / Rebound Damping / Compression ปั๊มเบรคบน-ล่าง จาก Brembo ที่ผสานกับจานเบรคขนาด 320mm จาก Brembo ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้การตอบสนองของรถในสภาพถนนทางเรียบและการใช้งานทั่วไปทำได้ดีมาก เรียกได้ว่ารับรถแล้วก็ไม่ต้องแต่งอะไรเพิ่มเลย หล่อ!
สุดท้ายต้องขอขอบคุณ Triumph Thruxton R จาก Triumph Motorcycles Thailand ที่มอบประสบการณ์ความมันส์ และความหล่อให้กับผม และคราวหน้าผมจะมีโอกาสได้มารีวิวมอเตอร์ไซค์แบรนด์ไหน รุ่นไหน ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน ต้องติดตามกันให้ดีๆสำหรับครั้งนี้ขอขอบคุณที่อ่านมาถึงบรรทัดสุดท้าย หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

Triumph-TriBKBG2