ศศิน เฉลิมลาภ เจ้าของคลิปวิเคราะห์น้ำท่วม ใน a day bulletin

Home / In focus / ศศิน เฉลิมลาภ เจ้าของคลิปวิเคราะห์น้ำท่วม ใน a day bulletin

ศศิน เฉลิมลาภ “Go With The Flow”
บทสัมภาษณ์ใน a day bulletin

 

ศศิน เฉลิมลาภ เจ้าของคลิปวิเคราะห์น้ำท่วม ใน a day bulletin รูปที่ 1

 

เพราะน้ำท่วมบ้านแม่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแท้ๆ ทำให้อาจารย์หนุ่มมาดเซอร์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา และอดีตอาจารย์คณะวิศวะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ถึงกับต้องออกมาทำคลิปอธิบายสถานการณ์น้ำท่วมเผยแพร่ลงในโซเชี่ยลมีเดียอย่าง YouTube เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ ท่ามกลางกระแสแห่งความไม่เข้าใจในสถานการณ์และข่าวสารที่ถาโถมล้อมรอบทุกๆ คน แข่งกับกระแสน้ำที่หลากท่วมเมืองในขณะนี้

หลังจากที่คลิปใน YouTube เผยแพร่ออกไป (แน่นอนว่าในยุคนี้ย่อมใช้เวลาไม่นาน) เขาก็ได้รับเชิญจากสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ให้ไปวิเคราะห์สถานการณ์ น้ำร่วมกับทีมนักวิชาการอีกมากมายหลายท่านด้วยทีท่าที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น พูดจาตรงๆ แรงเป็นแรง เบื่อก็บอกว่าเบื่อ แถมบางทีก็กอดอก เอาข้อศอกเท้าโต๊ะ ฟุบหน้าลงไปเสียอย่างนั้น คุณไม่มีทางได้เห็นทีท่าเช่นนี้จากนักวิชาการท่านใดอีกแล้ว เพราะน้อยคนที่จะตรงไปตรงมาและเป็นธรรมชาติอย่างเขา ซึ่งเราเดาเอาเองว่า อาจเพราะเจ้าตัวทำงานเกี่ยวกับธรรมชาติมาตลอดชีวิต จึงคุ้นชินกับการที่ไม่ปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น และตรงนั้นเองที่มันไปโดนใจประชาชนคนติดตามข่าวสารที่ต้องการข่าวสารที่ตรงไปตรงมา ไม่หมกเม็ด โดยเฉพาะในสภาวะที่เราเรียกมันว่า ภัยพิบัติในขณะนี้ เพราะใครๆ ก็อยากได้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อไปเตรียมรับสถานการณ์มากกว่าข้อมูลที่อ้างอิงให้ฝันค้างไปวันๆ ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

 

 

สื่อหลายสำนักเรียกเหตุการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2554 นี้ว่า มหาอุทกภัย ฟังดูชวนตื่นตระหนกไม่น้อย แต่สำหรับศศิน เขาบอกว่ามันเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ประเทศเรา เผชิญมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่นับวันคนเราก็จะยิ่งปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติให้น้อยลงและยิ่งน้อยลงอย่างน่าใจหายเมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับคนในเมืองหลวงของประเทศไทยอย่างกรุงเทพมหานคร แต่สำหรับเขา

“ผมเป็นลูกแม่น้ำเจ้าพระยา ผมไม่กลัวน้ำ”

 

ศศิน เฉลิมลาภ เจ้าของคลิปวิเคราะห์น้ำท่วม ใน a day bulletin รูปที่ 2


เวลานี้สิ่งที่นักวิชาการอย่างคุณเป็นห่วงมากที่สุด และคิดว่าคนเข้าใจน้อยที่สุดคือเรื่องอะไร

คือน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายครับ อย่างปี พ.ศ. 2526 น้ำก็ท่วมทั้งรุงเทพฯ นี่ก็ผ่านมาเกือบ 30 ปี ดังนั้น คนรุ่นใหม่ก็อาจไม่คิดว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ได้ ซึ่งก่อนปี พ.ศ. 2526 อย่างปี พ.ศ. 2519 หรือ พ.ศ. 2512 ช่วงนั้นถือว่าน้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ แต่พอมาถึงตอนนี้เมื่อผประสิทธิภาพของการป้องกันน้ำท่วมดีขึ้น เราก็คิดว่าเหตุการณ์น้ำท่วมจะหายไปจากชีวิต อย่างนอายุ 30 ลงไป เกิดมาไม่เคยเจอน้ำท่วม ไม่เฉพาะคนกรุงเทพฯ คนอยุธยาหรือใกล้เคียงก็เป็น ดังนั้น คนกลุ่มนี้ก็จะไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วน้ำท่วมได้ และคนก็เสพข่าวมาก ซึ่งเขาก็ประโคมข่าวเรื่องภัยพิบัติกันมาก ก็จะแยกไม่ออกว่าเป็นน้ำแบบไหน เช่น น้ำหลากทุ่ง หรือน้ำล้น จากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรณีน้ำล้นก็ทำความเสียหายได้ แต่ไม่ได้มีความรุนแรงเทียบเท่าน้ำหลาก แต่พอสื่อนำเสนอแบบนี้ เราก็ถูกสอนให้กลัวมัน โดยเฉพาะคนที่ห่างไกลธรรมชาติห่างไกลจากน้ำ ก็จะกลัวมาก และเด็กสมัยนี้ว่ายน้ำไม่ค่อยเป็นเพราะไม่ค่อยมีที่ให้ว่ายอย่างรุ่นผม ตอนเป็นเด็ก ถ้าน้ำมา ก็ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องบ้าน  ก็อยากจะให้น้ำท่วม เพราะจะได้เล่นน้ำ ดังนั้น พวกเราจะไม่กลัวน้ำท่วม หรือถ้าเป็นคนชนบท เขาก็จะออกไปหาปลา หรือพอน้ำขึ้นหนูก็จะออกมา ก็จะเกิดมหกรรมจับหนูนามากิน คือไม่ปฏิเสธว่าน้ำท่วมทำให้เกิดความเสียหาย แต่ถ้าพูดถึงคนก็จะมี 2 ส่วน คือส่วนที่กลัวน้ำ กับไม่กลัวน้ำ เช่น คนที่คิดว่าอะไรเปียกไม่ได้เลยก็จะกังวล เลยกลายเป็นความกลัวที่เกินกว่าเหตุการณ์จริง นั่นคือธรรมชาติของคนเมือง ผมต้องการจะบอกว่า อย่าไปตื่นตูมขนาดนั้น แต่อะไรที่ไม่ควรเสียก็อย่าไปเสีย เราก็ทำได้แค่เก็บของ ถ้าเราเก็บแล้วก็ไม่ต้องไปกังวลอะไร เพราะอย่างมากมันก็แค่เปียกเท่านั้นเอง

กลับมาที่ปัจจุบันนี้ การรับข่าวมีหลายช่องทาง ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้เรารับรู้ข่าวได้เยอมาก แล้วเราจะสามารถกรองข่าวสารพวกนี้อย่างไร เพื่อให้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ

เราควรจะตื่นตัว ควรจะรับรู้ข่าว และเอามาวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าจริงหรือเปล่า มันมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ และนำมาประเมินว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา ประเทศของเรา มันคืออะไร แต่บางคนพอหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ไม่คิดถึงสถานการณ์รอบข้าง ก็คิดแต่จะหาที่พึ่ง เพราะเขาเชื่อว่ามันจะไม่เกิดขึ้น จึงใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่มีการเตรียมตัวจนกว่าภัยจะมาถึงตัว แต่ลึกๆ ก็มีความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น อย่างที่บอก คือเขาจะหาที่พึ่งอย่างเดียว อย่างผู้ว่าฯ บอกให้เชื่อว่ารับมือได้ พอได้ยินแบบนี้เขาก็เชื่อไว้ก่อน ถ้าผมจำไม่ผิด ดอกเตอร์ เสรี ศุภราทิตย์ ก็เตือนไว้แล้วในตอนแรก ว่าปีนี้ประเทศของเราจะเกิดน้ำท่วม แต่ก็ไม่มีใครฟังเขา ซึ่งดอกเตอร์เสรีเป็นนักวิชาการด้านนี้โดยตรง ไม่ใช่ผม ผมไม่เกี่ยว ผมยุ่งแต่เรื่องป่าด้วยซ้ำ

 

ศศิน เฉลิมลาภ เจ้าของคลิปวิเคราะห์น้ำท่วม ใน a day bulletin รูปที่ 3

ที่ผ่านมาที่อาจารย์อธิบายเหตุการณ์ใน YouTube ดูเหมือนว่าอาจารย์ได้ประสานความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐ

ที่แน่ๆ ผมไม่ได้พูดอะไรต่างจากผู้ว่าฯ เพียงแต่บอกว่าสิ่งที่ท่านไม่ได้พูดมีอะไรบ้าง

 

อาจารย์คิดว่าตอนนี้ความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจระหว่างคนกับรัฐคืออะไร

ผมไม่รู้ ผมคิดว่าคนขาดความเชื่อถือ เพราะรัฐบอกว่าโรจนะจะไม่พัง นวนครจะไม่พัง แต่หลักฐานที่สื่อแสดงออกมามันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เช่น กรณี ศปภ. คุณปลอดประสพบอกว่าจะเอาโรจนะไว้ให้อยู่โดยยอมเสียสละถนนสายเอเชีย หมายความว่าเสียสละบ้านผมซึ่งอยู่อีกฝั่งของนิคมโรจนะ เสียสละให้ท่วมไปถึงคอ แต่กะว่าจะเอานิคมโรจนะไว้ เพราะคำว่าสายเอเชียไม่ใช่แค่ถนน มันเป็นพื้นที่บ้านคนรวมอยู่ด้วย คือเขาหมายถึงสร้างกำแพงล้อมโรจนะไง แต่ไม่ได้สร้างกำแพงล้อมอีกฝั่งหรือล้อมเมืองอยุธยาไว้ 

 

 

 

 

 

ทุกวันนี้เหนื่อยไหมที่ต้องออกมาอธิบายหรือเตือนภัยคน

เมื่อ 2 วันที่แล้ว แม่ผมโทร.มาบอกว่าหยุดออกทีวีได้ไหมลูก แม่เบื่อแล้ว ซึ่งเชื่อไหมว่าตรงกับความรู้สึกของผมตั้งแต่ก่อนวันที่แม่บอกวันหนึ่งแล้ว เมื่อวันแรกผมพูดเพื่อเตือนภัยคน แต่ตอนหลังเมื่อคุณอภิชาติเข้ามาก็พูดเรื่องการป้องกันกรุงเทพฯ ผมก็คิดว่าถ้าเราผิดล่ะ ถ้าเขาไม่เชื่อเราล่ะ หรือถ้าเขาหมั่นไส้เราล่ะ ผลเสียมันมากับเราแล้ว แต่เราก็ต้องเสียสละนิดหนึ่งว่าเราก็ยอมเสี่ยง เพราะเราอาจช่วยกรุงเทพฯ ได้ แต่ถ้าพูดไป 3 วัน ยังมีอะไรตอบสนอง เราก็หยุดของเราเอง แล้วถ้าเกิดเราพูดต่อแล้วเขาไม่ฟังมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เราก็หยุดมานั่งนิ่งๆ เพราะเราสื่อสารไปแล้ว การเตือนภัยผู้คนก็คือว่าสำเร็จไปแล้ว และผมก็ยังมีช่องทางอื่นอีก งั้นผมก็มานั่งตอบ Facebook ในที่แห้งดีไหม (หัวเราะ) มานั่งกินกาแฟในที่แห้งแล้วทำงานในส่วนของผมไป ดีกว่าวิ่งออกทีวีแล้วพูดไปก็ไม่มีใครฟัง เราก็เตือนภัยในสื่อทางเลือกที่เขาเลือกจะเชื่อเราไม่ดีกว่าเหรอ คุณจะพูดให้ กทม. กับ ศปภ. แล้วเขาไม่เชื่อ สู้นำเสนอทาง Facebook แล้วคนเชื่อเป็นหมื่นคน ประสิทธิภาพแบบนี้มันมากกว่า

 

 

ถ้าให้อาจารย์ตั้งคำถามกับใครสักคนเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ อาจารย์จะถามว่าอะไร

ผมว่าผมเข้าใจ คราวนี้ผมไม่ตั้งคำถามเลย เพราะเหตุการณ์นี้ผมเป็นคนตอบคำถามนะ ผมมองจากข้างนอกแล้วผมเข้าใจมันหมด และผมไม่ใช่คนที่ไม่ตามการเมือง ผมก็รู้ศักยภาพ รู้มือของผู้บริหาร คือผมอยู่มูลนิธิสืบฯ มา 7-8 ปี ก่อนหน้านี้เป็นอนุกรรมการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแง่ของทรัพยากรน้ำชายฝั่ง แร่ และสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่ร้องเรียนเรามา 300 กว่ากรณี ผมเป็นคนเขียนรายงานตรวจสอบกรณีต่างๆ มา 8 ปี ผมสัมผัสกับหน่วยราชการและผู้บริหารในด้านการจัดการทรัพยากรมาเยอะมาก ผมก็ต้องรู้สิว่าอะไรที่เข้าใจได้ อะไรที่เข้าใจไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้เรื่อง ผมอยู่ในวงการมา 20 ปี

สัมภาษณ์ : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, วสิตา กิจปรีชา
ถ่ายภาพ : กิตติศักดิ์ ทวีกิจภิญโญ
คัดลอกมาจากบางส่วนของนิตยสาร a day bullettin ฉบับที่ 172 (4-10 พฤศจิกายน 2554)