เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง

Home / In focus / เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ กับ น้ำตาแห่งความหลัง

    ม่านบังตาถูกชักรอกแยกออกจากกันอย่างเกียจคร้านเผยให้แดดแสงเข้มแทงทะลุเข้ามาขับไล่ความมัวซัวคล้ายจะเปลี่ยนเช้าเศร้าสร้อยให้กลับแจ่มใสขึ้นโดยพลัน ลมหนาวปลายปีโชยสายตามติดมาปะทะหน้าหนุ่มเจ้าของห้องระลอกแล้วระลอกเล่าเหมือนรอยตบบางเบาของความเจ็บปวดในอดีตที่คอยบั่นทอนความสุขทุกครั้งที่เผลออารมณ์ปล่อยใจ …น้ำหยดหนึ่งโรยตัวลงจากหน่วยตาเนิบช้า…เขาใช้มือปาดเช็ดมันอีกครั้งแบบเดียวกับที่เคยทำมานับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้…ชำเลืองตามองภาพเลอะสีน้ำมันเป็นด่างดวงด้วยเทคนิคการวาดภาพสไตล์ ABSTRACT อีกครั้ง…

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 1

มันเป็นจิตรกรรมจากจิตสำนึกที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยตัวเองเพื่อคำตอบบางอย่างที่เลือนลางเช่นเดียวกับเค้าโครงรูปที่พอมองออกว่าเป็นใบหน้าของสตรีแต่ไม่อาจจำแนกได้ชัดลึกถึงอารมณ์ หรือความสาว-ชรา …ผู้หญิงที่รักที่สุดสองคน กับการพลัดพรากด้วยความจำเป็นใน 4 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะเป็น INSPIRATION สำคัญของภาพดังกล่าว

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 2

    เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกรีดความเงียบนั้นอย่างเสียมารยาท ระเบิดภวังค์ความคิดสูญสลายดึงสามาธิจิดประหวัดถึงกิจธุระในเช้าวันนี้…งานที่ใครหลายคนไฝ่ฝัน…แต่สำหรับเขาเอง มันก็แค่ธุรกิจปั๊มเงินที่ไม่ได้ใช้สมอง…ไร้ความจีรังยั่งยืน…งานถ่ายแบบปกนิตยสาร
4 ชั่วโมงคืบคลานไปอย่างเปล่าประโยชน์กับการแต่งหน้า แต่งตัว และการรอคอยทีมงานเซ็ตดปรดักชั่นก่อนถ่ายจริงแค่ไม่กี่ช็อต และต้องรอตอไปจนอาทิตย์ตกดิน หนึ่งในช่วงเวลาเปล่าดายนั้นคือจังหวะเหมาะที่เราได้นั่งคุยกัน

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 3

    เบนซ์-นิพิธ ฮันเก้ เลือกมุมหนึ่งของห้องแอโรบิค ก่อนทรุดนั่งขัดสมาธิอย่างง่ายๆ ไร้ฟอร์มดารานายแบบ เราทรุดนั่งตรงหน้าเขาด้วยท่าทีคล้ายๆ กัน นั่นทำให้สายตาขอทั้งสี่อยู่ในระดับเดียวกัน…ระยะห่างแม้ไกลจนไม่ได้ยินเสียงหายใจแต่ก็ใกล้เกินพอที่จะรับรู้ด้วย SIX SENSE ว่ามันมีบาดแผลและความเศร้าเหงาอำพรางในบางมุมของชีวิตคู่คุย

    " ชีวิตนี้เธอต้องสู้…คือคำพูดจากครูที่ผมเคารพเมื่อตอนใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมัน ที่ทำให้ผมยอมรับเงื่อนไขความสุขได้ในทุกสถานการณ์และเปลี่ยนมุมมองชีวิตจากตอนเด็กให้โตขึ้นเยอะมาก…เพราะชีวิตของผมก่อนหน้านี้มันมีแต่ปัญหา และความไม่เข้าใจในโจทย์ของการเป็นตัวเรา และสถานการณ์รอบตัว มันเริ่มตั้งแต่ผมยังไม่ทันรู้ความด้วยซ้ำ…

        เกิดมาได้ไม่กี่เดือน คุณแม่ก็หย่ากับคุณพ่อ และหลังจากนั้นท่านก็ย้ายไปตั้งรกรากแถบเมืองซึ่งตั้งอยู่ในช่วงต่อระหว่างเยอรัมันฝรั่งเศสเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับกับพ่อใหม่ชาวฝรั่งเศสและมีลูกด้วยกันอีก 2 คน …ชีวิตในวัยเด็กผมจึงเติบโตมากับคุณตาคุณยายในเมืองไทยจนจบการศึกษาระดับประถม 4 นั่นแหละ คุณแม่จึงรับผมไปอยู่ด้วยที่เยอรมัน…

        สรุปว่าผมได้เจอหน้าพ่อเลี้ยงก่อนพ่อจริงด้วยซ้ำ การใช้ชีวิตอยู่ในสภาพสังคมยุโรปซึ่งแตกต่างโดยสิ้เชิงกับในเอเชียทำให้ผมต้องปรับตัวปรับใจค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด การใช้ชีวิต และที่น่าหนักใจหน่อยก็ทัศนคติ ที่เมืองไทยนั้นเด็กจะต้องเชื่อฟัง เคารพผู้ใหญ่ ผุ้ใหญ่จะพูดอะไรเราก็ต้องเชื่อไว้ก่อน ซึ่งตรงนั้นถ้าเด็กที่ได้พ่อแม่ที่ดีรู้จักสอนลูกก็ดีไป แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ดีพอแล้วใส่อะไรเข้าไปในเด็กบางทีเด็กก็ระเบิดหรือเดินทางผิดได้…

         ตอนที่ผมไปเมืองนอกครั้งแรกเนี่ย ผมก็เคารพพ่อแม่ ยอมรับทุกอย่าง เขาพูดอะไรมาเราก็ฟังไม่มีเงื่อนไขที่จะโต้เถียงแต่พ่อแม่ผมอาจจะไม่มีประสบการณ์ก็เลย กลายเป็นความทุกข์ยากลำบากของผมที่กดดันสะสมอยู่ภายใน ยิ่งเมื่อเห็นการปฏิบัติที่เหลื่อมล้ำกันระหว่างพวกเขากับน้องสองคน และตัวผมก็ยิ่งน้อยใจ น้องทั้งสองจะได้อะไรมากกว่าที่ผมได้เสมอไม่ว่าจะเป็นข้าวของหรือความรัก เวลาที่ทำโทษดุด่าเราก็โดนมากว่าแรงกว่าทุกครั้ง …ทำให้ผมเป็นคนค่อนข้างเก็บความรู้สึก ซึ่งดูโดยรวมแล้วจะเงียบๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา ยิ่งมีปัญหาในเรื่องของภาษาที่ยังไม่คุ้นเคยอีกก็ยิ่งแล้วใหญ่…ซึ่งสำหรับเด็กในวัยนั้นการได้รับความรักความใส่ใจที่เท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ผมไม่ได้มันเลยกลายเป็นบาดแผลทางอยู่ในหัวใจเราตลอดมา "

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 4

    ปลายเสียงคำว่า…ตลอดมา …นั้นเราต้องกรอเทปฟังอยู่หลายครั้งจึงแกะออกมาได้ ด้วยเพราะมันถูกลืนหายไปในลำคอของเขาจนแทบไม่ได้ยิน…ทำให้เรานึกออกถึงช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์ว่าเขามักมองออกไปนอกกระจกอยู่บ่อยครั้งด้วยสายตาเหม่อลอย…ทิวทัศน์ข้างนอกคือสนามหญ้าเขียวขจีที่ถูกปรับแต่งจนคล้ายเนินเขาย่อมๆ ในภาพวิวชานเมืองแถบยุโรป…แม้จะไม่ใช่ทิวทัศน์เดียวกัน แต่จะมากจะน้อยมันคงทำให้เขาเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กฉายซ้อนกับปัจจุบันลางๆ …และจะขาดตอนลงไปห้วนๆ ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ว่ากำลังให้สัมภาษณ์ เบนซ์หันมามองเครื่องบันทึกเทปที่หมุนสายพานก่อนเริ่มเล่าช่วงชีวิตในวัยรุ่นที่ดุเดือดเข้มข้นขึ้นเป็นทวีคูณ..วันหนึ่งความกดดันนั้นก็ ระเบิดบอมบ์ออกมาอย่างสุดทน และนั่นคือการเริ่มต้นของการสุญเสียผู้หญิงที่สำคัญของชีวิต 2 คนเมื่อหลายปีก่อน

      " เวลาที่รู้สึกเสียใจ น้อยใจ ผมมักจะยอกกับตัวเองว่า…ชีวิตมันต้องเดินไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งเราจะผ่านทุกสิ่งทุกอย่างไปเอง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะมีความสุขกับคำปลอบใจแบบนี้ทุกครั้ง ยิ่งเมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่นที่ชีวิตกำลังเปลี่ยนแปลงจากเด็กไปเป็นผู้ใหญ่ สภาวะร่างกาย อารมณ์ทุกอย่างมันเกินควบคุมนั้น ผมก็มีนะที่ประชดชีวิต ไปอยู่ในแวดวงที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กินเหล้าเมากับเพื่อน พ่นสเปรย์บนกำแพง เล่นสเก็ตบอร์ดไถไปเรื่อยๆ ทั้งเมือง ดึกๆ ดื่นๆ ตี 3 ตี 4 ซึ่งตอนนี้มานั่งทบทวนแล้วเห็นว่าทำไปอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นมาเลย…อาจจะมีบ้างก็แค่ลืมๆ แต่เดี๋ยวมันก้ย้อนกลับมาให้เราทุกข์เหมือนเดิมอีก เพราะเราไม่ได้ต่อสู่กับปัญหาเรากำลังประชดและหนีปัญหามากกว่า…

        แต่ในช่วงนั้นเรายังไม่รู้ว่าจะหาทางออกที่ดีได้อย่างไร เราไม่มีใครปรึกษา…มีก็แต่เพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน…ก็เลยเลือกวิธีแบบนั้น จนมาวันหนึ่งครูซึ่งสอนภาษาอังกฤษที่ผมเคารพท่านพูดว่า…ชีวิตเธอต้องสู้ …ทำให้ผมเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองตัวเองได้ชัดเจนและโตขึ้น ผมละจากการเข้ากลุ่มกับเพื่อนที่ไม่ค่อยดีออกมา หันมาคบเพื่อนซึ่งใช้ชีวิตอย่างรู้จักคิดมากขึ้น และเพื่อนกลุ่มนั้นก็ยังคบกันมาจนถึงปัจจุบัน

         ที่โชคดีที่สุดก็คือผมมีแฟนซึ่งเรารักและเข้าใจกันมากในเวลาไล่เลี่ยกัน มันเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกมากๆ เรารู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไร เขารู้ว่าผมเป็นคนยังไง ผมรู้ว่าเขาเป็นคนยังไง และเราก็รู้ว่าเราจะต้องทำยังไงเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วสามารถดูแลกันได้ หลีกเลี่ยงสิ่งไหนที่ทำร้ายน้ำใจกัน …ยอมรับว่าผมโหยหาความรักแท้ ผมค้นหามันมาทดแทนความขาดแคลนในตอนเด็ก

         …เพราะผมไม่เคยได้รับมันดีพอ และเขาก็เป็นคนนั้น…เชื่อไหมว่ามองหน้ามองแววตาเราก็รู้แล้วเขาเขารักเรามากแค่ไหน มันเป็นความรักที่แข็งแรงที่ทำให้ผมไม่ลังเลที่จะสนใจใครอีก มีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาผมก็ไม่มอง ไปเดินเล่นที่ไหนผมก็ไม่สนใจใคร…รักเขาคนเดียวไม่อยากสนใจใคร และเขาก้ทำแบบเดียวกันกับผมด้วย เราได้เรียนรู้ถึงการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน การแบ่งปัน และหลายๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตมีความสุข ผมเคยตั้งใจว่าจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตด้วยซ้ำ….ขอโทษครับ… "

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 5

น้ำตาสองสายเอ่อท้นลงอาบแก้มเบนซ์อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาช็อคไปชั่วขณะ เพราะเรื่องราวความโชคดีในความรักของเขากำลังเป็นไปด้วยดีจนน่าตื้นตัน…แล้วสิ่งที่เราคาดคิดไว้ก็มีอันพลิกล็อค เพราะมันเป็นน้ำตาแห่งความอาลัยอาวรณ์ ความรักของเขากับเธอ…มันจบลงแล้วเพราะเหตุการณ์รุนแรงในคืนวันเกิด …เพราะระยะทางที่ห่างไกล หรือเพราะอะไร…นี่คือคำตอบ

เบนซ์ปาดน้ำตานั้นอย่างเนิบนาน ก่อนสูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มบทสนทนาด้วยโทนเสียงต่ำกว่าปกติ แต่นั่นก็ทำให้แดดสว่างของต้นฤดูหนาวดร็อปแสงหม่นมัวไม่ต่างกับฟ้าครึ้มฝน

" วันหนึ่งใกล้วันเกิดครบ 18 ปี ผมไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนสนิทและกลับบ้านมาดึกเกินเวลาที่พ่อเลี้ยงกำหนด ซึ่งเขาจะมีกฎเกณฑ์บังคับผมอยู่มากมาย ทำให้ผมอึดอัดมากยิ่งมาเปรียบเทียบกับเพื่อนๆ คนอื่นๆ ที่เขากลับกันได้ตี 3 ตี 4 ก็ยิ่งไม่เข้าใจ ขณะที่ผมกำลังจะผลักประตูบ้านพ่อเลี้ยงท่านก็ผลักประตูปิดจากในบ้านไม่ยอมให้ผมเข้าไป …เราก็ดันกันไปดันกันมาทีนี้จังหวะมันพลาดทำให้ผมทำกระจกกรุประตูแตก…ท่านก็กลัวขึ้นมา พอถึงวันเกิดครบอายุ 18 ปี ท่านก็พูดว่า…ออกจากบ้านได้แล้ว ฉันไม่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับเธออีกแล้ว …ผมก็โอ.เค. เริ่มมองหาที่อยู่และเก็บของออกจากบ้านไปหลังจากนั้นไม่นาน …เสียใจน้อยใจอยู่เหมือนกันที่คุณแม่ไม่ช่วยไม่พูดอะไรเลย  แต่ก็พยายามเข้าใจว่าท่านยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับพ่อเลี้ยงไปอีกนาน…ถ้าท่านมาอยู่ข้างผมก็อาจมีปัญหาอีก

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 6

ออกมาแรกๆ ก็มีปัญหาเยอะ โอ.เค.เรามีอิสระมากขึ้นมีความสุขกว่าอยู่บ้านมาก แต่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้างสำหรับการใช้ชีวิตตามลำพัง จุดเสี่ยงของการอยู่คนเดียวคือถ้าเราไม่มีกฎเกณฑ์ในการใช้เงิน ในการดูแลบ้านและทุกสิ่งทุกอย่างให้ตัวเองเราจะแย่เพราะไม่มีใครช่วยเรา โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมาย เพราะที่โน่นจะมีกฎหมายควบคุมเยอะมาก ผมเลยต้องวิ่งทุกๆ สองเดือนไปเคลียร์เรื่องโน้นเรื่องนี้ เอกสารบ้าง หาเงินบ้างซึ่งจะว่าไปแล้ว ช่วงเดือนแรกๆ นี่ผมไม่มีเงินจนต้องไปอาศัยข้าวกินบ้านเพื่อนๆ เลยนะ

ถึงแม้ว่าที่โน่นค่าเล่าเรียนจนถึงระดับมหาวิทยาลัยรัฐจะออกให้ และค่าห้องพักจะได้เงินจากคุณพ่อจริงๆ ที่ติดต่อกันทางจดหมายเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ท่านส่งเงินมาช่วยเหลือ แต่ค่ากินอยู่นั้นต้องหาและบริหารเอง โชคดีที่ผมได้งานซึ่งมีค่าตอบแทนสูงพอสมควรและไม่ต้องทำงานทุกวัน แต่ก็แย่หน่อยที่ในช่วงแรกใช้เงินยังไม่เป็นเพราะชินพฤติกรรมการใช้เงินแบบเมื่อก่อนที่อยู่ในบ้านพ่อเลี้ยง หลังๆ ก็เริ่มระมัดระวังมากขึ้น แต่ก็ยังมีความเลินเล่อในส่วนอื่นที่เราไม่รู้ให้ต้องสิ้นเปลืองเงินไปอีก กว่าจะเริ่มรู้จักแบ่งเงินเป็นส่วนๆ และควบคุมการเงินได้ก็ผ่านไป 2-3 เดือนนั่นแหละครับ

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 7

ถึงแม้จะขลุกขลักบ้างแต่ชีวิตในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมมีความสุขมากเพราะมีแฟนที่รักคอยดูแลเอาใจใส่กันและกันทุกอย่างดูลงตัวดี ผมบอกกับแฟนว่าจะกลับเมืองไทยมาเยี่ยมคุณตาคุณยาย และจะบวชพระสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะกลับมาใช้ชีวิตกับเธอ

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…เมื่อผมถูกชักชวนให้เข้าวงการบันเทิง เริ่มจากงานถ่ายแบบ ต่อเนื่องมาเล่นละคร นี่ก็ 3 ปีแล้วที่อยู่เมืองไทย…ก็มีบ้างที่ได้เดินทางกลับไปเยอรมันและพบกับเธอ ผมชวนเธอให้มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่เมืองไทยเธอไม่ยอมมา แต่กลับชวนให้ผมกลับไปอยู่กับเธอที่เยอรมันแทน…ซึ่งผมนั้นไม่อยากกลับเยอรมัน เพราะที่นั่นมันมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ผมไม่อยากกลับไป

…ช่วง 3 ปีมานั้นสิ่งที่ผมตั้งใจมันยังไม่มีอะไรที่ได้ทำเลย เคยตั้งใจว่าจะบวชตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำ เคยคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับแฟนเราก็ต้องแยกกันกลายเป็นเพื่อนที่สนิทและวางใจกันมากที่สุดแทน…จำได้ว่าผมบอกเธอว่าในเมื่อเราสองคนต่างก็มีแนวทางของตัวเองเราก็ทำอย่างที่ตั้งใจเถอะนะ…ความผูกพันของเรานั้นมันยังมีอยู่ตลอดเวลา ในเวลานี้ถ้าจะมีใครก็มีได้นะ  ….ทุกวันนี้ผมก็มีแฟนใหม่ที่เมืองไทย เธอก็น่ารักดีแต่อาจจะมีอะไรที่ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ…ผมกับแฟนที่เยอรมันเราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของกันและกัน ยังโทรคุยกัน หัวเราะกันอยู่ตลอด 2 ปีที่แยกกัน …บางทีคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ แล้วร้องให้กันก็มี … "

ความรักที่พัฒนาเป็นมิตรภาพ…คนไกลตากลับกลายเป็นคนใกล้ใจ ….เราได้เรียนรู้จากการพูดคุยกับเขาว่าความผูกพันจริงใจ และชีวิตนั้นไม่ได้มีคำตอบเดียวเสมอไป …ทุกทางออกมีทางเลือกเสมอถ้าคนๆ นั้นฉลาดพอที่จะรู้จักตัดกฎกติกา ข้อห้ามที่เป็นเหมือนไขมันอุดตันความสุขของตัวเองให้มากเข้าไว้ จิตใจก็จะเปิดกว้างและเบาสบายมากขึ้นเอง …เขาไม่เคยลงโทษตัวเอง ไม่เคยเสียใจกับทุกช่วงชีวิตแม้ในนาทีที่หลั่งน้ำตา …และนี่คิแบทสรุปความสุข 100% ที่เขายืนยันกับตัวเอง

เบนซ์ นิพิธ ฮันเก้ ชีวิต กับตัวตนที่แท้จริง รูปที่ 8

" ชีวิตทุกวันนี้ก็มีความสุขเต็มร้อยผมเป็นคนที่จะพยายามคิดให้ตัวเองมีความสุขอยู่ตลอดในทุกสถานการณ์…ผมคิดว่าเราควรจะมีความสุขเอาไว้ เราจะยากลำบากขนาดไหนดวงไม่ดี เราอย่าไม่ทุกข์กับมันดึงตัวเองไปทุกข์กับมันทำไมทำให้ตัวเองมีความสุขซิ เรามีความสุขด้วยตัวเองก็ได้ ความคิดว่าจะมีความสุขหรือทุกข์มันขึ้นอยู่กับเราอยู่แล้วว่าเราจะคิดแบบไหน เรามีความสุขกับสิ่งที่เรามี แม้กระทั่งเราเจ็บเราป่วยเราก็มีความสุขได้ มันอยู่ที่ความคิดของเราเท่านั้นเอง  "