บี พีระพัฒน์ ชีวิตคือการเรียนรู้ไปทีละสเต็ป

Home / In focus / บี พีระพัฒน์ ชีวิตคือการเรียนรู้ไปทีละสเต็ป

เบิกฤกษ์เปิดคอลัมน์ Skool Talk วันนี้ ด้วยเรื่องราวของ “บี พีระพัฒน์ เถรว่อง” ศิลปินที่มีเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว บนเส้นทางดนตรีที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า เขาอาจจะไม่ได้มาร้องเพลงพูดตรงๆ หรือ เพลงทั้งชีวิต ที่หลายๆ คนชื่นชอบ ถ้าในวันนั้นเขายอมแพ้กับความรู้สึกของตัวเอง ที่คิดว่าเส้นทางนี้ไม่ใช่เส้นทางที่เขาจะเลือกเดิน แต่ด้วยสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ก็ทำให้เขากลับมาถือไมค์ร้อง เพลงให้เราได้ฟังจนถึงวันนี้ เรื่องราวเป็นอย่างไรติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของศิลปินคนนี้กันได้เลยค่ะ

บี พีระพัฒน์ ชีวิตคือการเรียนรู้ไปทีละสเต็ป รูปที่ 1

ตอนสมัยเด็กๆ พี่บีฝันอยากเป็นอะไร
ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยฝันอยากเป็นนักร้องเลย แต่ตอนสมัยประถมผมอยากเป็นมือกีตาร์ ชอบดูมือกีตาร์เก่งๆ อย่างเช่น พี่โอ้ โอฬาร (หัวหน้าวง The Olarn Project) รุ่นโน่นเลย ชอบมาก (เน้นเสียง) ผมก็ให้เพื่อนหรือรุ่นพี่แถวบ้านมาสอนกีตาร์ และก็มาเริ่มเล่นจริงจังตอน ม.1 ครับ ผมเปิดหนังสือเพลงเล่นกับเพื่อน และก็ชอบที่จะไปดูมือกีตาร์เก่งๆ กัน ที่ไหนมีใครเล่นก็จะไป ให้เพื่อนรุ่นพี่พาไป ส่วนเรื่องร้องเพลง ผมก็ร้องไปเล่นกีตาร์ไป หรือเปิดวิทยุฟังแล้วก็ร้องไป

ได้ยินว่าพี่บีชนะเลิศประกวดร้องเพลงสมัยเรียน
ผมเองเนี่ยไม่เคยวิ่งเข้า หาการร้องเพลงเลย แต่ตอนเด็กๆ เวลามีประกวดร้องเพลง เขาก็จะถูกใส่ชื่อเข้าไปร้อง อย่างตอนเรียน ม.กรุงเทพ ผมกับเพื่อนก็ทำวงประกวด เพื่อนๆ ก็ใส่ชื่อผมเป็นนักร้อง เราก็ไปร้องแล้วชนะ ทำให้หลังจากนั้นได้ไปออดิชั่นที่ค่ายสโตนมิวสิค ซึ่งผู้บริหารของค่ายสโตน เป็นเพื่อนกับเพื่อนผมอีกที พอเราไปเที่ยวร้องเพลงที่คาราโอเกะด้วยกัน เราร้องเพลงแล้วเขาก็ชอบ ซึ่งผมชอบการร้องเพลงอยู่แล้ว แต่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าเราจะเป็นนักร้องอาชีพ

นี่คือจุดเปลี่ยน ที่ทำให้พี่บีมาเป็นนักร้องอาชีพ
หลังจากออดิชั่น ก็ได้มาทำอัลบั้มกับค่ายสโตนแต่มันก็ไม่ได้ออก เพราะตอนนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจ แล้วก็มาออกอัลบั้ม RRR&B ออกมาสามชุด เป็นชุดเพลงใหม่ 1 ชุด และเป็นชุดเพลง cover อีกสองชุด แต่แล้วค่ายก็ปิดอีก ตอนนั้นก็คิดว่าเราคงไม่ใช่แล้วล่ะ เลยเลิกร้องไปเกือบจะ 3 ปี

เหตุการณ์สำคัญที่ ทำให้พี่บีกลับมาร้องเพลง
หลังจากผมเลิกร้องเพลงไป เหมือนผมหนีชะตากรรมของตัวเอง แบบไม่เอาแล้วไม่ร้องแล้ว การร้องเพลงไม่ใช่เรา แต่ตอนนั้นไม่เคยรู้เลยว่าที่ผ่านมา คนอื่นๆ รอบข้างมองว่าเราเป็นมาตลอด แต่เป็นที่ตัวเราคิดเองว่าไม่ใช่ และเราก็ท้อด้วย เพราะทำไปแล้วมันไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยมาทำร้านกับเพื่อนทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ปรากฏว่ามีอยู่วันนึงทุกอย่างในช่วงนั้นแย่หมดเลย ร้านเจ๊ง เลิกกับแฟน ทุกอย่างมันคว่ำหมดเลย ตอนนั้นไม่มีเงินมาเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ ตังค์หมด ก็ต้องไปนอนบ้านเพื่อน แล้ววันนึงผมก็ไม่ไหวแล้ว รู้สึกเอนจอนาถใจตัวเองมาก คือผมเป็นคริสเตียน เวลามีปัญหาผมก็จะใช้การอธิษฐาน ผมก็อธิษฐานกับพระเจ้าว่า ผมยอมแล้ว ให้ทำอะไรผมก็ยอม ผมไม่อยากอยู่ในสภาพนี้ ขอให้ช่วยชี้ทางให้หน่อยว่าตัวผมเนี่ยเกิดมาทำอะไรกันแน่

แล้วเกิดอะไรขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมได้รับโทรศัพท์มาจากพี่เด้อที่ทำงานร่วมกันในอัลบั้ม RRR&B ซึ่งไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว และตอนนั้นผมเพิ่งจะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์อีกต่างหาก มันบังเอิญมาก เขาก็โทรมาบอกให้ผมไปแคสต์เพลงการ์ตูนเรื่องนึง คือ Animaniacs ซึ่งร้องยากมากเลย คือต้องร้องเพลงภาษาไทยในแบบ Musical แบบ Opera ซึ่งเขาบอกว่ามีคนมาแคสต์ 7-8 คนแล้วไม่มีใครทำได้เลย แต่สุดท้ายแล้วเราก็ผ่าน หลังจากนั้นก็มีงานมาต่อเนื่อง ผมก็ได้ไปพากย์หนังบ้าง แล้วพี่เด้อก็ชวนผมไปทำวง ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่มีตังค์ พี่เด้อแกก็บอกให้ไปอยู่กับเขาก่อนช่วงนี้ แล้วก็ทำวงไปออดิชั่นเล่นกลางคืนกันช่วงนั้น นั่นแหละจุดเริ่มต้นที่ทำใหมาถึงตรงนี้

บี พีระพัฒน์ ชีวิตคือการเรียนรู้ไปทีละสเต็ป รูปที่ 2

ทุกวันนี้พี่ รู้สึกอย่างไรกับเส้นทางดนตรี
จากตอนนั้นที่ผมไปออดิชั่น เล่นดนตรี ผมรู้แล้วว่าผมต้องทำสิ่งนี้มันเป็นชะตาของเรา มันเป็น Fate มันเป็น Destiny ของเรา เราต้องทำสิ่งนี้ ผมหนีมันไม่ได้ ทำอย่างอื่นผมก็ตายผมก็ไม่รอด ผมว่าชีวิตมันเป็นการเดินทาง เรียนรู้ไปทีละสเต็ปๆ ของชีวิต จากตอนแรกเราทำเพราะคนอื่นอยากให้เราทำ เราทำไปโดยที่เราไม่ได้รู้เลยว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำ และเป็นสิ่งที่เราต้องรักมันด้วย แล้วเราก็ได้รับการสอนว่า สิ่งนี้แหละที่เราจะต้องทำไปจนตาย เราต้องทำให้มันดี จากที่ทำเป็นวง ก็ได้เรียนรู้ต่อมาว่าจะต้องทำเดี่ยวอีก จากชุดแรกก็มาถึงชุดที่สอง ผมก็โตขึ้นมาอีกเสต็ปนึง ผมก็จะเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ต่อจากนี้ไปจะมีจุดไหนมาอีก ซึ่งตัวเองก็มีแผนไว้บ้างแล้ว

สำหรับน้องๆ ที่จะอยากทำงานด้านดนตรี
สมัยนี้ทำอะไรได้เยอะมาก มีโรงเรียนสอน มีเวทีให้น้องได้ประกวดเยอะแยะมากมาย และก็ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ผมคิดว่าเราต้องรักมัน รักที่จะทำแล้วยังไงมันก็จะต้องออกมาดี ส่วนสไตล์การร้อง ผมก็ร้องมาแบบนี้ น้องๆ ก็ต้องค้นหาความเป็นตัวเอง ซึ่งในตอนแรกๆ เสียงมันก็ใช่ แต่เทคนิคหรือว่าคาแรกเตอร์ที่ร้องมันจะค่อยๆ มาจากการทำงาน งานแต่ละอันมันก็ให้เรามา ให้บทเรียนเราเพิ่มขึ้นๆ

พูดถึงอัลบั้มล่า สุด ทำไมถึง Medium Rare
อัลบั้มนี้ผมเป็นโปรดิว เซอร์เอง ซึ่งก็เป็นเหมือนพ่อครัวปรุงอาหาร ปรุงดนตรีให้คนฟัง โดยในเพลงชุดนี้ ผมเอาความเป็นร็อกเข้ามาใส่ ที่มีความดิบ มีเสียงกลองบีต และมีความสนุกสนานมากขึ้น จนมีอยู่วันนึงกำลังจะออกไปหาเนื้อสเต็กกิน ตอนอาบน้ำอยู่ก็มีคำว่า Medium rare ลอยขึ้นมาในหัว ซึ่งตอนนั้นชื่ออัลบั้มเรายังไม่ได้สรุปว่าจะเอาชื่ออะไรดี และคำว่า Medium Rare  คือ สุกกับดิบ มันพอดีกับคอนเซปต์อัลบั้มนี้ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสุกกับดิบ และมันยังมีความหวานความกลมกล่อมของรสชาติเนื้อในแบบ Medium Rare

อัลบั้มนี้ดูแปลก ใหม่จากสไตล์ที่ฟังมา
ผมว่าการร้องของผมเป็นจุด หลัก สิ่งที่จะสัมผัสได้จากตัวตนของผมคือเสียงร้อง แต่ไม่ว่ามันจะไปอยู่ในดนตรีแบบไหน มันก็คือเสียงผมอยู่ดี แต่สิ่งที่ผมพยายามเปลี่ยนก็คือเนื้อหาดนตรี ซึ่งหลายๆ คนอาจจะชินกับชุดเก่า สำหรับผมคิดว่าเสียงผมก็เหมือนเดิมที่ร้องด้วยจิตวิญญาณของผม ไม่ว่าจะเป็นเพลงในดนตรีแบบไหนก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ผมเปลี่ยนในอัลบั้มนี้คือโบนัสให้คนฟัง คือของขวัญที่ผมมอบให้เขา

ฝากอะไรถึงน้องๆ
ก็ฝากอัลบั้มนี้ที่มีการ เปลี่ยนแปลงจากอัลบั้มที่แล้ว ผมเองเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ และก็ไม่อยากให้คนฟังๆ สิ่งเดิมๆ แล้วถ้าเกิดผมไปเล่นแถวไหนใกล้บ้านน้องๆ อยากจะคุยกันก็มาเจอกับผมได้เลย แล้วก็บอกได้เลยว่าชอบเพลงนี้ไม่ชอบเพลงนี้ ผมอยากฟังผมอยากคุยด้วยนะครับ แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ที่มีความฝันและก็อยากทำความฝันนั้นให้เป็นจริงด้วย ทุกอย่างเป็นจริงได้ถ้าเราทำและเราก็เชื่อ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.skoolbuz.com/