วู้ดดี้ เกิดมาคุย บีม – ศรัณยู ประชากริช

Home / In focus / วู้ดดี้ เกิดมาคุย บีม – ศรัณยู ประชากริช

วู้ดดี้ เกิดมาคุย บีม – ศรัณยู ประชากริช ที่ออกอากาศไปแล้ว ถ้าใครได้ดู คงได้แง่คิด และความสะใจ อะไรบางอย่าง ที่สำคัญคงได้รู้จัก นาย บีม ศรัณยู กันมากขึ้น แต่ถ้าใครพลาดเราก้หาประวัติมาให้ท่านๆ ได้อ่านกันก่อนจากนิตยสาร First ที่เคยสัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้

บีม ศรัณยู ประชากริช

บีม ศรัณยู ประชากริช

ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่น เท่ มาดเซอร์ๆ พูดเก่ง อารมณ์ดี สนุกสนาน แล้วยังแร้ง…แรง…นาทีนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก บีม-ศรัณยู ประชากริช ลูกชายคนโตของ ‘รุ่งโรจน์ ประชากริช’ เจ้าของบริษัท รุ่งโรจน์ กรุ๊ป จำกัด ขาใหญ่แห่งวงการอะไหล่รถยนต์ยี่ห้อดัง

จากเด็กน้อยที่เรียบร้อย จนปัจจุบันเติบโตกลายเป็นคนที่ดูมั่นใจ เพราะคำพูดที่พ่อบอกว่า “เป็นลูกผู้ชาย ยอมให้คนอื่นแกล้งไม่ได้ ชกมันเลย” หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาก็ทำให้บีมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นขาใหญ่ของโรงเรียน แข่งรถ โดดเรียน สูบบุหรี่ เที่ยวเธค เจาะลิ้น เจาะสะดือ เจาะหัวนม เรียกว่าลองมาหมดแล้ว

หลังจบชั้น ม.6 บีมก็เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ แต่อยู่หนึ่งปีก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองเรียนนั้นมันไม่ใช่ บวกกับต้องการเก่งภาษาญี่ปุ่นจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในสาขา Business และคิดว่าจะตั้งใจเรียนที่นี่จนจบ

แต่อยู่ได้แค่หนึ่งปีเขาก็คิดขึ้นมาได้อีกว่า ‘โลกที่ญี่ปุ่นมันไม่ใหญ่พอ’ ประกอบกับมีเรื่องกับยากูซ่า บีมจึงตัดสินใจย้ายไปเรียนที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และเปลี่ยนสาขาไปเรียน Interior Architecture Design ที่ Academy of Art of San Francisco จนจบปริญญาตรี

บีมเป็นคนที่มีความท้าทายอยู่ในหัวใจ ชอบเครื่องยนต์ เครื่องเสียง ชอบอะไรที่มันแรงและเร็ว เขาจำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาพ่อขับรถเร็วๆ จะไม่เคยกลัว ตรงกันข้ามหน้าจะยิ้มออกมาเอง มันมีความสุข รู้สึกท้าทาย สะใจ โดนใจ จากนั้นก็เริ่มปรับแต่งอุปกรณ์รถยนต์ เริ่มแข่งรถ ชอบความเร็ว ชอบกีฬาเสี่ยงๆ เช่น บันจี้จัมพ์ เพราะสะใจและตื่นเต้นดี

หลายคนคงอยากรู้ว่าบีมเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงได้อย่างไร

บีมก็เลยไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้กับ first ทันที

“ตั้งแต่ผมเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น แล้วกลับมาที่เมืองไทย กลับมาได้แป๊บหนึ่ง ‘คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน’ ก็มาชวนให้ไปถ่ายแฟชั่นลงในแม็กกาซีนเล่มหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นเล่มแรกเลย หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา พอกลับมาก็ได้ถ่ายแฟชั่นอีกเซตหนึ่ง ซึ่งได้ ‘พี่ใหญ่-อมาตย์ นิมิตภาคย์’ เป็นคนถ่าย ผมก็ถ่ายกับ ‘พี่ก้อง-กรุณ ซอโสตถิกุล’ สมัยนานมากแล้วครับ เป็นของหนังสืออิมเมจ หลังจากนั้นก็มีแฟชั่นโชว์ติดต่อเข้ามา

ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรวงการนี้เลย เฉยๆ คิดว่าทำเล่นๆ ตอนแรกๆ ทุกคนก็เป็น ดาราทุกคนก็เป็น ทำงานไม่ได้เงินเยอะอะไร คือทุกอย่างมันต้องสร้างโอกาส สร้างตัวเองให้เป็นที่รู้จัก ตอนนั้นก็ท้อนะ แต่ผมไม่ได้คิดจะมาเอาอะไรตรงนี้จริงจังอยู่แล้ว

ตอนนั้นก็คิดแค่ว่าเรียนให้จบ แฮปปี้กับชีวิตก็พอ มีอะไรทำเล่นๆ บ้าง เพราะเงินค่าตัวน้อยอยู่แล้ว คือโนเนมตั้งแต่แรก มันก็ทำให้ผมเรียนรู้ชีวิตด้วยว่าบางทีชื่อเสียงก็มากับเงิน ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมาเป็นพิธีกร มาเป็นดีเจ มาเป็นอะไรอย่างนี้ได้ ก็เรียกว่าเสี่ยงดวงเอา แล้วก็ลองทำไปเพราะที่บ้านก็ทำธุรกิจอยู่แล้ว”

ในช่วงแรกที่บีมก้าวเข้ามาในวงการบันเทิง เขาบอกกับเราว่า…

“ผมมันก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง เรียนจบ มันๆ กับชีวิต ชอบแต่งรถ แข่งรถ คิดว่าตัวเองจะแสดงได้เหรอ สมัยก่อนผมเป็นคนพูดไม่เก่ง เป็นคนเงียบ เป็นคนโหดๆ ดิบๆ หน่อย เป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่ชอบให้ใครมาลูบคมหรือมาคุยด้วยง่ายๆ พอเข้ามาทำงานตรงนี้แล้วปรับจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

แล้วที่ใครบอกว่าวงการบันเทิงเป็นวงการมายา ผมว่าถ้าเราเป็นตัวของตัวเอง มีจุดยืน ทุกอย่างมันก็อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง ไม่ได้ไหลตามคนอื่น การทำงานของผม จึงพยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุด แล้วก็ทำงานอย่างเต็มที่ มองทุกอย่างที่ทำว่าเป็นงาน เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้ได้มากๆ รวมไปถึงเพื่อนๆ ที่คบหาด้วย”

แต่แล้วชื่อของ บีม ศรัณยู ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากให้สัมภาษณ์กับรายการสุริวิภา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นก็มีผลงานให้เห็นบ้างจากการถ่ายแบบ เดินแบบ เล่นละคร และเล่นเอ็มวี

ผมเป็นที่รู้จักของใครๆ มากขึ้นหลังจากออกรายการสุริวิภา แต่ก่อนหน้านั้นก็มีถ่ายแบบ เดินแบบ เล่นละคร แล้วก็เล่นเอ็มวีด้วย คิดว่าโชคดีที่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง แต่ถ้าเราไม่ใช่ของจริงก็อยู่วงการได้ไม่นาน เราต้องพัฒนาฝีมือของตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนรักและประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้ผมจึงตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด สั่งสมประสบการณ์ เพราะคิดอยากจะทำอะไรต่อยอดในอนาคต”

บีม ศรัณยู ประชากริช

บีม ศรัณยู ประชากริช

Work

เมื่อถามถึงผลงานในตอนนี้ของบีม ที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นงานหลักและงานถนัดของเขาเลยก็คือ พิธีกรและดีเจ ซึ่งเขาบอกว่า ‘เป็นงานที่ต้องใช้ความเป็นตัวเองมาก’ และถือว่าเป็นโชคของบีมมากที่ได้มาทำตรงนี้แบบไม่ได้ไปไขว่คว้ามาเหมือนคนอื่น

“ไม่เคยใฝ่ฝันว่าจะมาเป็นดีเจ เรียกว่าโชคมากกว่า คือตอนแรกสตาร์ทกับการเป็นดีเจของ MTV พี่อูเจ้าของ MTV เขาโทรมาเรียกให้ไปลองเป็นดีเจดู ผมก็ลองไปดู ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้ เกิดมาชีวิตนี้ผมต้องทำได้ทุกอย่าง ตั้งใจเรียนผมยังทำได้เลย ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ก็ยังเรียนจบมาได้ ทำไมเป็นดีเจแค่พูดทำไมทำไม่ได้

พอผมไปลองครั้งแรก เขาก็รีเจ็กต์กลับมาว่ายังพูดไม่ดีพอนะ ผมเครียดมาก ทั้งอาทิตย์ผมอาบน้ำไปพูดคนเดียวไป ฝึกพูดสโลแกน ฝึกพูดอะไรไปเรื่อย พอไปลองอีกที เขาก็โอเค ก็เริ่มทำอาทิตย์ต่อไปเลย

ตอนแรกๆ ก็ยังไม่ดี เราก็พัฒนาตัวเอง ตอนนี้ก็สนุกสนานขึ้น เรียกว่าขี่เมฆคุยกันเลย มันๆ จัดรายการทุกวัน จัดด้วยความเป็นตัวของตัวเอง สีสันบันเทิงสด บ่าย 2 ครึ่งถึง 3 โมง เสร็จแล้วต้องวิ่งเข้าตึกหลัง จัดเวอร์จิ้นฮิตซ์ต่อ รายการที่ผมจัด 95.5 เวอร์จิ้นฮิตซ์ จะค่อนข้างแรง จัดทุกวัน 3 โมงถึง 6 โมงเย็น

แล้วการเป็นดีเจกับพิธีกรมันต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนแรกคิดว่าเป็นดีเจยากแล้ว สดแล้ว โอ้โห…เป็นพิธีกรรายการสดเนี่ยเหนื่อยมากนะครับ มีทั้งสคริปต์อัดใส่หู ต้องเตรียมตัวเยอะ พูดข่าวให้ตรง เอนเตอร์เทนคนดูทั่วประเทศอีก เราต้องเอาพลังมาใช้กับตรงนี้เยอะ

คือเวลาผมจัดรายการสดเนี่ย หัวผมจะแบล็งค์ เหมือนกับใช้พลังหมดแล้ว ดังนั้นเวลามาทำดีเจต่อเนี่ยผมจะทำการบ้านทุกเช้า โดยการตื่นมา 9 โมง เขียนว่าผมต้องพูดอะไรบ้าง มองไปที่สิ่งรอบตัวผม แล้วทำการบ้านลงบนกระดาษ A4 สักหน้าหนึ่ง มีสักสิบหัวข้อ แล้วก็ไปเลือกใช้เอา เราต้องเตรียมตัวทุกเช้า มันคือการทำงาน วงการบันเทิงไม่ใช่มาขายหน้าตาเพียงอย่างเดียว ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ พยายามดูข่าว ดูข่าวช่อง 3 เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ที่สำคัญต้องรู้จุดบกพร่องของตัวเอง อย่างตัวผมสิ่งที่ต้องปรับปรุงเลยก็คือ การเป็นคนพูดเร็ว ต้องฮาร์ดคอร์ให้น้อยลงหน่อย”

ส่วนผลงานวงการบันเทิงอื่นๆ ของบีมก็มีหลายชิ้น เช่น ถ่ายแบบ เดินแบบ เล่นละครเรื่อง ‘อนันตาลัย’ และ ‘เพลงดินกลิ่นดาว’ โดยบีมย้ำกับเราอีกทีว่า ที่เขาเข้ามาทำงานด้านนี้เพราะอยากลองหาประสบการณ์ จึงบอกไม่ได้ว่าจะทำถึงขนาดไหน ต้องดูอนาคต ดูเวลาว่าง หลายๆ อย่างประกอบกันด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็คงทำไปเรื่อยๆ เป็นงานอดิเรกเท่านั้นเอง

“คนจะจำผมได้จากการเป็นดีเจ แต่ถ้าเป็นต่างจังหวัดคนจะรู้จักทางการแสดง ตอนนั้นเคยเล่นละครช่อง 7 เพลงดินกลิ่นดาว เล่นกับ ‘พี่นุ่น-วรนุช วงษ์สวรรค์’ และ ‘ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์’ ซึ่งคนต่างจังหวัดจะแฮปปี้ในระดับหนึ่ง ส่วนสีสันบันเทิงสดจะขายความเป็นตัวเอง ไม่ต้องมาเฟก แบบแต่งหน้าโบ๊ะหน้าหนา ทำหน้าตอแหลอะไรแบบนี้

แต่ต้องบอกเลยว่าผมได้อะไรจากตรงนี้เยอะนะ อย่างแรกเลยก็คือชื่อเสียง แล้วที่ดีมากๆ เลยก็คือวงการบันเทิงทำให้ผมค้นหาตัวเองจริงๆ ว่าตัวเองเป็นยังไง แล้วโชว์ในสิ่งไหนที่ทำให้คนรู้สึกแฮปปี้ แล้วมีความสุขกับเราได้

ซึ่งแน่นอนว่าการมาอยู่ตรงนี้ บางสิ่งบางอย่างผมก็ต้องหายไป ในเรื่องความเป็นส่วนตัวผมก็ไม่มายด์อยู่แล้ว มันคงไม่ได้เอาอะไรจากผมไปเท่าไร ได้ความเป็นส่วนตัวน้อยลง ทำอะไรคนก็ด่าง่ายขึ้น อยู่ในที่แจ้งจับมือปืนไม่ได้ โดนเล็งยิงอย่างเดียว เราก็เป็นเป้านิ่ง อันนี้คือส่วนที่เสีย แต่ส่วนที่ให้ประสบการณ์กับผม มันให้มากกว่า คุ้มเกินคุ้ม และผมก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนี้ ผมก็ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ”

 บีม ศรัณยู ประชากริช

บีม ศรัณยู ประชากริช

Love

สำหรับเรื่องความรักหนุ่มแรงแซงทางโค้งอย่างบีมก็ตกเป็นข่าวกับสาวๆ หลายๆ คน อาทิ สาวหน้าหมวย ‘ได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ’ ที่ซุบซิบกันว่าทั้งคู่ไปนั่งทานข้าวอย่างสนิทสนม หลังจากนั้นก็มีข่าวว่าเลิกรากับแฟนสาวนอกวงการที่คบกันมากว่า 3 ปี เพราะมีข่าวว่าแอบไปกุ๊กกิ๊กกับ ‘ครีม-เปรมสินี รัตนโสภา

แล้วจู่ๆ ก็ต้องงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อถูกโยงไปเอี่ยวกับสาว ‘แพร-ภิสารัตน์ วัชรคีรินทร์’ ที่มีข่าวกับ ‘พีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร

และทั้งหมดนี้ก็เลยทำให้เราอยากรู้ว่า…ความรักของพ่อหนุ่มแบดบอย ณ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“ตอนนี้ก็ยังอยู่คนเดียว ผมยังค้นหาความรักไม่เจอเลยครับ ทุกครั้งที่มีความรักผมก็แฮปปี้ แต่พอเลิกกัน ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร ก็ยังไม่เข้าใจกฎเกณฑ์ที่แน่นอน คนสมัยนี้บอกว่ารัก คิดถึง มันก็พูดกันได้หมด แต่เป็นความรู้สึกจริงๆ หรือเปล่านั้นก็ไม่รู้ มันค่อนข้างน่ากลัว

แต่อาจเป็นไปได้ที่ผมยังไม่รู้จักพอด้วยมั้ง เพราะคนเก่าๆ ที่เข้ามาในชีวิตมันก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยมั้ง ถ้าจะหยุดกับใครสักคนหนึ่ง เขาต้องเป็นทุกอย่างจริงๆ ผมชอบผู้หญิงเรียบร้อย ไม่ต้องเป็นงานอะไรมาก เป็นงานมากแล้วชั่วโมงบินสูง อยู่ด้วยแล้วเหนื่อย ผมจะชอบคนที่เรียบร้อยหน่อย พูดรู้เรื่อง เรื่องรูปร่างก็ดูดี โอเค ตาโต แฮปปี้ พอแล้ว ไม่ต้องอะไรมาก สวยมากก็เหวอมาก ไม่อยู่ด้วยก็เสียวๆ”

‘ยังไม่รู้จักพอ’ นี่มีความหมายเหมือน ‘เจ้าชู้’ มั้ย?

…คำถามนี้ทำให้สิ่งที่สาวๆ อยากรู้ได้รับการเฉลยออกมา

“ผมรักใครรักจริง แต่ช่วงนี้ยังไม่พร้อมที่จะมีใคร ผมไม่ชอบคนสูบบุหรี่ดื่มเหล้าเลย แต่ชอบผู้หญิงขี้อ้อนนะ ผมคิดว่าถ้าเป็นไปได้ สักวันหนึ่งก็คงมีผู้หญิงแบบนี้เข้ามาในชีวิตผม คือเวลาคบใครผมก็หวังว่าจะได้เห็นแฟนเราใส่ชุดเจ้าสาว คิดว่าจะใช้ชีวิตร่วมกัน และคบกันแบบเปิดเผย ไม่ปิดบัง รู้สึกภูมิใจที่มีเขาเป็นแฟน เป็นธรรมชาติ ไม่ชอบแบบมานั่งเปิดตัวควงโชว์ แบบนั้นมันไร้สาระ

แล้วบอกเลยว่า ถ้าจะมีคนมาคบกับผมเพราะความรวย หรือสิ่งแอบแฝงอื่นๆ ก็อยากให้รู้เลยว่า ผมไม่โง่ขนาดนั้นที่จะให้ใครมาหลอก ถ้าคิดจะหลอกก็อย่าเข้ามา ผมเป็นคนแรงๆ ถ้าเข้ามาแบบนั้นก็คงต้องโดนแรงๆ กลับไป”

แม้จะดูฮาร์ดคอร์ ไม่เว้นแม้แต่เรื่องความรัก แต่เวลาอกหัก บีมก็เศร้า เหงา คิดถึง ไม่ต่างจากคนทั่วไป

เวลาอกหักผมจะเครียดทุกครั้งเวลาแปรงฟัน เวลาแปรงฟันแล้วจะมองหน้าตัวเอง แล้วเราจะคิด เป็นจังหวะที่เงียบมากในห้องน้ำ ตื่นเช้ามาแล้วหันไปมองโทรศัพท์มือถือ ไม่มีข้อความส่งเข้ามา ไม่เห็นชื่อเขาเวลาโทรมาแล้วไม่ได้รับสาย ก็ค่อนข้างเจ็บเหมือนกัน แต่ชีวิตต้องเคลื่อนต่อไป เราต้องทำงาน ต้องมีความสุขกับการทำงาน ไม่คิดมาก อยู่กับเพื่อน ทำงานยุ่งๆ เข้าไว้เดี๋ยวก็ลืม”

และเมื่อขอให้เล่าถึงที่มาที่ไปของความรักครั้งล่าสุดที่ปิดฉากลง บีมก็เล่าออกมาว่า…

“ตอนคบกันแรกๆ เขาก็รับเราได้ แต่บางทีทุกคนก็มีข้อเสีย แฟนเก่าผมก็ทนรับได้ในตอนแรก พอสามปีผ่านไป เขาเริ่มใช้ความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อาจจะเข้ากันไม่ได้ตรงนั้น แต่น้องเขาไม่เคยทะเลาะกับผมเลยนะ ไม่เคยทะเลาะกัน แต่เก็บจนทนไม่ไหวแหละมั้ง

แต่ผมก็ไม่ใช่คนแย่อะไรขนาดนั้น ทำไมไม่พูด มันเป็นความฉลาดส่วนบุคคล เพราะผมมีอะไร ผมจะพูดเลย ผมอาจไปเจอคนอื่นบ้าง คุยกับคนอื่นบ้าง ไปดื่มกาแฟ แต่ไม่ได้มานั่งให้จับได้ ผมเชื่อว่าสังคมโลกสมัยนี้ทุกครอบครัวมันต้องมีอะไรบ้าง บางทีตัวภรรยาหรือสามีปิดตาข้างเดียว แล้วผมยังไม่ได้แต่งงาน ผมก็ต้องหาโอกาสให้ตัวผมบ้าง ไม่ใช่มานั่งเป็นหุ่น เป็นไม้กระดาน”

หลังบีมเล่าจบ คำถามจึงเกิดขึ้นมาว่า ‘แล้วความรักในความหมายของบีมเป็นอย่างไร’

มันต้องเกรงใจกัน ต้องเป็นสมองของเราได้ด้วย ช่วยกันคิดได้ เรื่องเซ็กซ์มันก็จะเป็นรองไป ตอนเด็กมันเป็นความหลงมากกว่า ผู้ชายเพิ่งรู้จักนมอะครับ แผลทุกครั้ง ความเจ็บปวดทุกครั้ง หรือว่าการเลิกกันทุกครั้ง เหมือนหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเรียนบทเรียนไปเยอะแล้ว พอผมเจอโจทย์ใหม่ ก็กลับไปดูโจทย์ข้อก่อนๆ แล้วก็มาแก้สมการ

มนุษย์ทุกคนมีความผิดหวัง ผมไม่ได้เป็นคนที่เพอร์เฟ็กต์ ผู้หญิงที่อยู่กับผมได้ก็ต้องมีความนิ่งพอสมควร เราทำงานตรงนี้ ที่สำคัญผมเป็นคนอารมณ์ร้อนด้วย เขาก็ต้องเข้าใจด้วย คือเราก็ต้องพัฒนาตรงนั้นให้เข้ากับคนอื่นได้ เพราะผมก็เป็นคนแรงๆ ตรงๆ เราต้องมีการประคับประคอง มีการประนีประนอม

ผมไม่ชอบมองอดีตของผู้หญิง ผมไม่ชอบอดีต พอผมรู้อดีตแล้วผมรักไม่ลง ผมไม่แฮปปี้ ผมก็เลือกที่จะไม่รู้ สตาร์ทแบบหน้ามืดตามัวนี่แหละ แต่สตาร์ทให้มันดี ประคับประคองให้มันดี ถ้ารู้เยอะเกินไปบางทีคนเราไม่แฮปปี้หรอกครับ ผมเลือก ผมไม่ได้ต้องการให้ใครมาเป็นแฟน ผมอยู่ตัวคนเดียวได้ ผมทำงานได้ และผมก็แฮปปี้ เรื่องเซ็กซ์เรื่องเล็ก เรื่องความรักเรื่องใหญ่”

บีม ศรัณยู ประชากริช

บีม ศรัณยู ประชากริช

Sex

เมื่อมีรักมันก็ต้องมีเซ็กซ์เป็นของคู่กัน แต่บีมกลับมองเรื่องนี้ว่า “อยู่ที่คน ถ้าเขาต้องการแค่เซ็กซ์มันก็มีแค่เซ็กซ์ ทุกคนผสมพันธุ์ครับบนโลกใบนี้ ถ้าคุณเจอคนที่รักมันก็มีอารมณ์” ตอบได้แรงสมคำร่ำลือจริงๆ เล้ยย และนี่เองที่หลายคนมองว่า มันเป็น ‘เสน่ห์’ ของบีม

“เสน่ห์เกิดจากตัวเราเอง ผมเป็นคนที่เวลาพูดด้วยจริงๆ หรือจัดรายการผมเป็นคนพูดจามีเสน่ห์บ้างในแบบของผม แบบเหี้ยๆ หน่อย เป็นสไตล์ของเรา ผมอาจไม่ใช่ผู้ชายที่ดูแลตัวเอง ผมคุยได้กับทุกคน ที่ตึกช่อง 3 ผมคุยตั้งแต่ รปภ.ยันผู้บริหาร ผมคุยได้หมด ผมไม่ได้เป็นคนมาถือตัว โลกนี้ไม่มีใครสูง เงินเป็นของนอกกาย ผมว่าจิตใจดี คิดดี ทำดี เราก็สูง

“แต่ผมก็ไม่ใช่คนดีขนาดนั้น มันก็ต้องมีความเลวด้วย แฮปปี้ที่จะเลวด้วยในบางที แต่ว่าเราคุยกับทุกคนแล้วแฮปปี้ รู้จักเห็นอกเห็นใจคนอื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เห็นคนที่ลำบากแล้วเราก็อยากจะช่วยเหลือเขา ผมไม่ได้หวังอะไร แต่ว่าก็ได้ช่วยคนที่เป็นเพื่อนร่วมมนุษย์บ้าง เพราะบางทีเราได้ความสุขมากเกินไปไม่รู้จักให้ เราก็โง่อะครับ”

เมื่อให้หนุ่มจอมซ่า มองไปถึงเป้าหมายในชีวิต เขาเผยว่า… “ผมคงทำธุกิจส่วนตัวมันๆ หรืออาจทำตรงนี้ เราไม่รู้ มีครอบครัวที่แฮปปี้ ผมเป็นคนมีระเบียบ ต้องมีอะไรทำตลอดเวลา ว่างไม่ได้ ไม่มีอารมณ์ที่นอนอยู่บ้านเฉยๆ ผมเป็นคนให้ใจกับการทำงาน เต็มที่อะครับ

“ส่วนกิจการที่บ้านก็ต้องดูบ้าง ตอนนี้ก็กินดอกเบี้ย กินหุ้น ก็คงทำอาชีพแบบนี้ มันได้โชว์ความเป็นตัวเอง แล้วได้พัฒนาสมองทุกวัน ดูสมองไม่ฝ่อดี ได้เรียนรู้ทุกวัน ใช้ความคิดทุกวัน เราต้องอะเลิร์ต ต้องเร็ว มีไหวพริบ

“ก็คงทำไปเรื่อยๆ เดือนหน้าร้านอาหารก็เปิดแล้วครับ ชื่อร้าน J-Pan ขายเทปปันยากิครับ ผมมีเพื่อนสนิทเขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าทำ หัวริเริ่ม ได้ระบบเขามา เพื่อนเป็นเจ้าของตึก ค่าเช่าตึกถูกมาก ก็เลยหาอะไรทำสักอย่าง ในอนาคตอาจจะทำผับในลานจอดรถด้วยก็ได้ เมืองไทยยังไม่มี จอดรถโชว์ก็ได้”

ปิดท้าย…เราให้เขาพูดถึงครอบครัวสักเล็กน้อย

“ตอนนี้ผมก็โตแล้ว รู้ว่าชีวิตต้องทำอะไร ต้องการอะไร ยาเสพติด การพนัน ผมก็ไม่ยุ่ง เสียอย่างเดียวเรื่องรถ เพราะผมเป็นคนชอบทำอะไรเยอะแยะ พยายามคอนโทรล แต่ตอนนี้ผมก็ทำงานหาเงินได้ และพยายามเก็บให้ได้มากกว่าที่ใช้อยู่แล้ว สำหรับคนในครอบครัวทุกคนจึงแฮปปี้ ไม่ซีเรียส”

อาจจะแข็งไปบ้าง ตามแบบฉบับของเขา แต่ตรงนี้เองมิใช่เหรอที่ทำให้เราชื่นชอบ

ที่มา : www.first-mag.com



บีม ศรัณยู วู้ดดี้เกิดมาคุย (08-11-09)ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่