เสก โลโซ ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ของ

Home / In focus / เสก โลโซ ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ของ

 เสก โลโซ ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ของ รูปที่ 1

“ขอแว่นดำหน่อย” เสกสรร ศุขพิมาย เจ้าของเสียงเพิ่งละมือจากขวดเครื่องดื่มเกลือแร่และ รังนกที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะรับแว่นเรย์แบนด์สัญลักษณ์ประจำตัวของ เสก โลโซ เพื่อปกปิดตาช้ำๆ ที่เกิดจากการนอนไม่เต็มอิ่ม อันเป็นผลมาจากการทุ่มเททำอัลบั้ม “เสก โลโซ” งานชุดใหม่หลังจากห่างหายไป 2 ปี ยิ่งกำลังจะมีคอนเสิร์ต 12 ปี เสก โลโซ ใจสั่งมา ในวันที่ 20 มิถุนายนนี้อีก สภาพเสกอย่างที่เห็นก็คงดำเนินไปอีกระยะใหญ่ๆ

เสก โลโซ เป็นหนึ่งในศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองไทย มีอัลบั้มขายได้เป็นล้านชุด เคยไปแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่างกลาสตันบิวรี่ เคยออกอัลบั้มภาษาอังกฤษที่มีโปรดิวเซอร์ระดับโลกดูแล แถมยังเคยเอารองเท้าตีหัว น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลป ในหอประชุมลินคอนเซ็นเตอร์ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่อหน้าคนดูนับพัน

2 ปีที่เร้นกาย เขากลับมาอีกครั้งพร้อมเรื่องราวมากมายที่อยากจะเล่าสู่

เสก โลโซ ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ของ รูปที่ 2  

“ที่หายไปเพราะเรื่องทะเลาะกับน้อยหรือเปล่า ผมว่าไม่เกี่ยวนะ เพราะหลังจากนั้นผมยังเล่นคอนเสิร์ตอยู่อีกเป็นปี”

อย่างไรก็ดี เขายอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีส่วนให้เวลาจะทำอะไรจะระมัด ระวังมากขึ้น

แต่ถ้าอยากฟังจากปากเขาว่าวันนั้นที่ลินคอนเซ็นเตอร์เกิดอะไรขึ้น เสกว่าหลักๆ เป็นเรื่องของแรงกดดันในการทำงานและแรงกดดันในชีวิตของเขามากกว่า

“ตอนนั้นผมทำงานหนักเกินไป แล้วยังมีหลายเรื่องด้วย คือผมทำงานแล้วจริงจัง พอมันมีปัญหา พอเราไม่ไหวมันก็เลยระเบิดขึ้นมา กลายเป็นความซวยของคนอื่นที่ร่วมงานกับผมในช่วงที่พีค ซึ่งเราก็ยอมรับความจริง

“คนเรามันต้องมีผิดกันบ้าง เพราะเราเป็นคน คนทำความผิดและความถูกได้ และไม่ใช่ว่าเราจะแก้ไขมันไม่ได้ ตอนหลังผมก็ชวนน้อยมาร้องเพลงด้วยกัน”

อย่างที่ได้ฟังในชื่อ “เพื่อประเทศไทย” ไง

“มันเป็นเรื่องที่เล็กมากสำหรับชีวิตผม” เสกว่า

ที่พูดอย่างนี้อาจเป็นเพราะใน 2 ปีที่ผ่านมาเขาได้พบเรื่องที่หนักหนากว่านั้นเยอะ เพียงแต่ไม่ปรากฏตามสื่อ ด้วยธรรมชาติที่ชอบเก็บตัว

 เสก โลโซ ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ของ รูปที่ 3

อย่างอัลบั้ม “For God Sake” ซึ่งมี โอเว่น มอริส โปรดิวเซอร์ของวงโอเอซิสมาช่วยทำงานให้ เสกก็ยอมรับตรงๆ ว่ามันเป็นความพ่ายแพ้และล้มเหลวครั้งหนึ่งในชีวิต

“ผมโชคร้ายที่พอทำเสร็จแล้ว วิธีการขายของโลกมันเปลี่ยนไป ทำเสร็จปุ๊บร้านซีดีใหญ่ๆ อย่าง เอชเอ็มวี, ซีดี แวร์เฮาส์, เวอร์จิ้น ทยอยกันปิด ก็ไม่รู้ทำไง ต้องปล่อยให้มันเป็นไป แต่ยังดีที่ยังได้ทำ ได้มีมันอยู่ในโลกนี้ ดีกว่าไม่มีใครได้ฟังเลย แล้ววันหน้าเราอาจจะเอามาเป็นซีดี หรือเป็นชุดเพลงหายากของ เสก โลโซ”

แต่ใน “วันนี้” คนที่อยากฟังอัลบั้ม ดังกล่าวนั้น เสกว่าทำได้วิธีเดียวด้วยการดาวน์โหลดผ่านไอทูน

จะว่าไปเรื่องที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นประสบการณ์แย่มาก ด้วยความฝันที่จะโก-อินเตอร์ต้องพับไปต่อหน้าต่อตา แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น

“ที่ผ่านมาผมไม่เคยล้มเหลว ไม่เคยผิด หวัง แต่พอมาทำเพลงสากล ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงเงิน ทั้งเงินผม เงินบริษัท ก็มาเป็นอย่างนี้ มันทำให้ผมรู้จักการพ่ายแพ้ แต่ขณะเดียวกันมันก็เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แบบหนึ่ง เป็นบทเรียนที่บอกเราว่าทำอะไรต่อไปต้องรอบคอบ”

ดังนั้น ในตอนนี้เมื่อย้อนนึกถึงการทำ งานที่ไม่ประสบความสำเร็จดังกล่าว เสกก็พูดได้อย่างเต็มปากว่า “ไม่เสียใจ” แถม “ดีใจที่ได้ทำ”

“อีก 5 หรือ 10 ปีจากนี้อัลบั้มนี้จะเป็นอัลบั้มที่มีค่าของประเทศไทย คุยได้เลยว่าผมทำกับโปรดิวเซอร์ระดับโลก แล้วเขาก็คิดว่าอัลบั้มนี้ดี แต่ว่าเราโชคร้าย เพราะทุกคนก็ขายไม่ได้ ผมเป็นใครถึงจะขายได้”

แต่ “ในวันและเวลานั้น” เสกบอกว่าเขาต้องหลบไปพักเงียบๆ เนื่องจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากปัญหาความล้มเหลวที่ตามติดมาเป็นลูกโซ่

ตอนนั้นเขาพยายามใช้ธรรมะ หาหนัง สือมาอ่าน ไปปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาความวุ่นวายสับสนในใจ แต่ก็ไม่เป็นผล

ผมรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาทางสภาพจิตใจ จะว่าเป็นร็อคสตาร์ซินโดรมก็ใช่”

ร็อคสตาร์ซินโดรมที่เขาพูดถึงคืออาการที่เกิดจากความดัง พูดง่ายๆ ว่ารับมือกับความดังไม่ได้ และรู้สึกกดดันกับการมีชื่อเสียง เหมือนที่นักร้องร็อคและคนดังหลายๆ คนเป็น

“ทุกคนถ้ามาอยู่ตรงนี้ก็เป็นหมด”

เสก โลโซ ความพ่ายแพ้และชัยชนะ ของ รูปที่ 4  

เสกบอกอีกว่าสำหรับหลายคนธรรมะคงช่วยได้ แต่ร็อคเกอร์อย่างเขา ในขณะนั้นรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรม เดินจงกรม ก้าวหนอ-ย่างหนอ ไม่ใช่ทาง ออก “สุดท้ายผมว่าอยู่ที่ใจ ไม่ใช่วิธีการ”

“ตอนนั้นผมรู้สึกว่าธรรมะกับร็อคแอนด์โรลมันขัดกัน ร็อคแอนด์โรล คือกิเลส ตัณหา อารมณ์ ส่วนธรรมะคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วทั้งสองอย่างนี้ไฟท์กันมาก ไฟท์กันจนผมเป็นบ้า แล้วก็เพี้ยน” เสกเล่ายิ้มๆ จนไม่แน่ใจว่า “บ้าจริง”, “เพี้ยนจัง” หรือว่าเป็นแค่ศัพท์ที่เขาเรียกอารมณ์และความรู้สึกตัวเองในขณะนั้น

สุดท้ายจึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ จนทุกอย่างค่อยๆ เข้าที่

“ผมเคยมาหมด เคยผ่านความยุ่งยาก เคยแม้กระทั่งคิดจะเลิกเล่นดนตรีแล้วหนีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ก็มาคิดได้ว่า เฮ้ย!หนีไปแล้วก็อาจเจออย่างนี้อีกจะหนีอีกเหรอ? ไม่เอา ไม่หนีแล้ว จะอยู่ที่นี่แหละ มันไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มีอะไรเสียหาย และที่ผมกลับมาเป็นอย่างนี้ได้ เพราะผมชนะปัญหาในจิตใจ

“ตอนถ่ายมิวสิควิดีโอเพลงแรกของอัลบั้มเสก โลโซ ผมยังเป็นโรคซึมเศร้าอยู่เลย แต่ตอนนี้คึกคักแล้ว คึกคักจนเป็นไฮเปอร์แล้วด้วยซ้ำ” พูดจบเสกก็ยิ้มอีก

สำหรับเขานี่ก็คือชีวิตที่มีขึ้นแล้วก็มีลง และตอนนี้เขาก็กำลังอยู่ในขาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

“ตอนนี้ผมว่าทำอะไรก็ได้ ชีวิตมันเป็นไปได้หมด”

เสกยังบอกอีกว่า ในความคิดเขานั้น ตอนนี้เขาต่างจากเมื่อก่อนพอสมควร ด้วยก่อนหน้านี้เป็นคนขี้โมโห เจ้าอารมณ์ เป็นพวกเพอร์เฟคชั่นนิสต์ทำอะไรต้องได้เป๊ะๆ หากตระหนักแล้วว่าคนเราไม่ได้เหมือนกันทุกคน และแต่ละคนก็มีข้อจำกัดของตัวเอง

“ผมเคยเห็นเขาประท้วงกันก็โมโหว่าจะ ประท้วงทำไม ประเทศชาติจะล่มจมหมดแล้ว ทำไมไม่คิด ไม่รักกัน ทำไมไม่กลับบ้าน แต่ตอนหลังก็คิดได้ เขาคงเดือดร้อน คงลำบาก ถึงมา ผมเองตอนนี้ก็เย็นขึ้น พอใจในโลกนี้มากขึ้น ไม่โมโหกับโลกมากเท่าสมัยก่อน”

พอถามว่า กลัวไหมถ้ากลับมาคราวนี้แล้วทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด ผลงานไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร เสกส่ายหน้า

“แต่ผมว่าชุดนี้จะโด่งดัง คนจะชอบ ซื้อไปแล้วจะรู้สึกคุ้มค่า”

ก่อนให้เหตุผลที่เชื่ออย่างนั้น เพราะมันเป็น “กฎแห่งแรงดึงดูด” หมายถึง เมื่อ คิดอะไรดีๆ ผลที่ตามมาก็จะดีไปด้วย

“งานชุดนี้สำหรับผม ในใจผมถือว่ามันสำเร็จไปแล้ว ต่อไปจะเป็นยังไงก็เป็นกัน

“ตอนนี้ผมชัดเจนมาก กล้าพูดในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่กลัวอะไรอีกแล้วในชีวิต ไม่ว่าล้มเหลว หรืออะไรก็ตาม”

ที่มา มติชน 18 พ.ค. 52

คอนเสิร์ต 12 ปี เสกโลโซ
http://www.thaiticketmajor.com/concert/sek_loso09.php
เสก โลโซ