วีระเดช สมบูรณ์เวชชการ

Home / In focus / วีระเดช สมบูรณ์เวชชการ

วีระเดช สมบูรณ์เวชชการ  รูปที่ 1  

การชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยทั่วไป แต่ดูเหมือนว่า บริษัท วีพีพี โปรเกรสซีฟ จำกัด และ บริษัท โกลเด้น ครีม จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านกาแฟ “คาเฟ ดิโอโร่” 72 สาขาทั่วไทย ได้เตรียมปรับองค์กรและความพร้อมในการรับมือกับภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาดกาแฟคั่วสด ทั้งคู่แข่งจากบริษัท ข้ามชาติและบริษัทภายในประเทศไทยเอง

โดย วีระเดช สมบูรณ์เวชชการ ประธานบริหาร บริษัท วีพีพี โปรเกรสซีฟ จำกัด และ บริษัท โกลเด้น ครีม จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นประเด็นที่คนไทยเริ่มรู้จักและให้ความสนใจ ผมเองได้เข้าไปศึกษา ทำให้ทราบว่าการที่ผู้บริหารไปเรียนเพียงคนเดียว หรือการส่งผู้จัดการแผนก ไปเรียน ไม่สามารถนำกลับมาพัฒนาองค์กรได้ ผู้บริหารมีบทบาทเป็นคนผลักดัน แต่คนที่ทำได้สำเร็จคือทีม

วีระเดช สมบูรณ์เวชชการ  รูปที่ 2  

บริษัทจึงตั้งโครงการ โดยปูพื้นฐานเรื่องห่วงโซ่อุปทาน สายธารแห่งคุณค่าเรื่องการลดความสูญเปล่า (waste) ครึ่งปีแรกให้หัวหน้าส่วน ผู้จัดการแผนก ผู้จัดการฝ่าย ในทุกหน่วยงานทั้งบัญชี บุคคล ผลิต คลังสินค้า การตลาด เรียนทฤษฎีสัปดาห์ละ 1 วัน เป็นเวลา 6 เดือน โดยเรียนเชิญ ดร.วิทยา สุหฤทดำรง อาจารย์ประจำภาควิชาอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มาเป็นที่ปรึกษา ก่อนไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติจริง

แต่เนื่องจากโครงการใช้เงินสูง จึงได้ทำเรื่องของบประมาณส่วนหนึ่งจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประมาณ 225,000 บาท โดยใช้ชื่อโครงการว่า “โครงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในธุรกิจทางด้านเครื่องดื่ม การพัฒนาการผลิตอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในธุรกิจเครื่องดื่ม”

ปูพื้นฐาน 5 ส. ลดความสูญเปล่า

บริษัทเป็นหนึ่งในธุรกิจกาแฟที่ผลิตและจำหน่าย “กาแฟคั่วตราวีพีพี” และเครื่องดื่มบรรจุภัณฑ์ และส่วนผสมสำเร็จรูป ซึ่งมีกระบวนการต่อเนื่อง แต่การรับวัตถุดิบคุณภาพจากไร่กาแฟ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ แล้วนำผ่านเข้ากระบวนการผลิต และควบคุมคุณภาพด้วยเครื่องจักร

ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่แหล่งปลูกกาแฟ มาสู่กระบวนการของโรงงานผลิตกาแฟคั่ว นำกาแฟไปสู่ร้านคาเฟ ดิโอโร่ 72 สาขา ได้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้กาแฟคั่วสดที่ดีกว่า ถูกกว่า เร็วกว่า กระบวนการนี้เราทำเฉพาะซัพพลายเชนภายในองค์กรก่อน การต่อยอดไปสู่ลูกค้าเป็นเรื่องอนาคตที่คิดไว้

จากการจัดทำโครงการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในธุรกิจเครื่องดื่ม ทำให้ได้รับการเรียนรู้ในเรื่องการพยากรณ์ยอดขาย การบริหารสินค้าคงคลัง การจัดการวางแผนโครงการ การวางแผนการผลิต และเครื่องมือช่วยควบคุมคุณภาพ สามารถนำมาใช้ปฏิบัติและปรับกระบวนการต่างๆ

ก่อนหน้านี้บริษัทมีปัญหาเรื่องการพยากรณ์ยอดขาย ทำให้ไม่สามารถนำไปวางแผนล่วงหน้าได้ และส่งผลกระทบต่อแผนกต่างๆ ทั้งกระบวนการ ส่งผลให้การดำเนินการไม่คล่องตัว และขาดการเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการทำงานต่างๆ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบเข้าสู่องค์กร ผ่านการดำเนินการผลิตภายในองค์กร จนเป็นผลิตภัณฑ์เก็บเข้าคลังสินค้าและจัดส่งไปยังผู้บริโภค

การดำเนินการลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดสภาวะของขาดแคลน (shortate) และของเกินความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่ำ ระยะเวลาส่งมอบยาวนาน และทำให้ต้นทุนในโครงการดำเนินสูง ลักษณะปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจที่มีโครงสร้างโซ่อุปทานขององค์กรที่มีความสูญเปล่าเกิดขึ้นในกระบวนการธุรกิจ

แต่หลังจากได้รับการฝึกอบรมในเรื่องต่างๆ ได้มีการนำเครื่องมือด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเข้ามาช่วย โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างเสริมการทำงานร่วมกัน (collaboration) อย่างมีประสิทธิภาพใน โซ่อุปทาน และกำจัดความสูญเปล่า (waste) ที่ไม่เพิ่มคุณค่าออกไปอย่างเป็นระบบ (systematic way) ตามแนวคิดการจัดการโซ่อุปทานแบบลีน (Lean supply chain) ซึ่งจะต้องพัฒนาบุคลากรในระดับบริหารจัดการ กระบวนการธุรกิจ ให้มีความรู้ความเข้าใจและขีดความสามารถ รวมทักษะของบุคลากรในการบริหารจัดการตามแนวคิดแบบลีนให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพมากตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผน การนำโครงการสู่การปฏิบัติ และการจัดการโครงการ ปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยรวม มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ทำให้สามารถแก้ปัญหาส่วนใหญ่ภายในองค์กรได้ มีการจัดแบ่งโครงสร้างองค์กรตามหน้าที่ ทำให้เกิดขอบเขตในการทำงาน เริ่มต้นด้วยโครงการ 5 ส. เป็นพื้นฐานของการปรับบริษัททั้งหมดก่อน ไปสู่ร้านกาแฟดิโอโร่ทุกร้าน มีการให้ความรู้แก่พนักงานในร้าน และมีการตรวจสอบจากทีม 5 ส. ที่บริษัทตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการทุกๆ 3 เดือน มีการปรับปรุงทุกกระบวนการที่เป็นการลดความสูญเปล่าอย่างต่อเนื่อง

“ก่อนเข้าโครงการ เราไม่ได้คิดว่าอะไรคือความสูญเปล่าจริงๆ ยกตัวอย่างสินค้าคงเหลือที่ผ่านมาเป็นการผลิตเพื่อไม่ให้ขาด หรือผลิตไม่ได้เพราะสินค้าไม่มี ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ วัตถุดิบไม่มี เราก็เอารถไปรับที่ซัพพลายเออร์ คือไม่มีการวางแผนเลย ปัญหาเหล่านี้ในอดีตเกิดขึ้น เรามีการวางแผนเหมือนกัน แต่ไม่ได้รู้ในทฤษฎีที่ถูกต้อง หรือวางแผนเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ทำให้ขาดความต่อเนื่อง ทำให้ไม่รู้ว่านี่คือความสูญเปล่าตัวหนึ่ง เราไม่สามารถประเมินราคา ประเมินต้นทุนไม่ออก แต่เมื่อพนักงานมาเรียนซัพพลายเชนถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น ทำให้ ทุกอย่างเข้ามาเชื่อมอยู่ในระบบ”

ยกเครื่องระบบผลิต-จัดซื้อ

กลุ่มธุรกิจของวีพีพี มีโรงงานผลิตกาแฟคั่วส่งไปขายยังโมเดิร์นเทรด ร้านค้าทั่วไป ไม่ได้ส่งเฉพาะคาเฟ ดิโอโร่ ปัญหาที่พบ จากกลุ่มโมเดิร์นเทรด คือการสั่งผลิตสินค้าก่อนวันหยุดยาว เช่น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระบบการทำงานจะปั่นป่วนมาก ต้องทำงาน 24 ช.ม. ประมาณ 1 สัปดาห์ ไม่ได้หลับได้นอน แต่ตอนนี้มีการเตรียมวางแผนกันตั้งแต่คลังสินค้า ใช้เวลาน้อยลง มีการลำดับการผลิตว่าเตรียมอะไร ก่อนหลังแล้วมาเชื่อมกัน

ทางร้านคาเฟ ดิโอโร่ จะได้ประโยชน์ คือของที่จะส่งไปถูกคำนวณทางโลจิสติกส์อย่างถูกต้อง ไม่มีโอเวอร์สต๊อกมากเกินไปจนเกิดความสูญเสียในคลังสินค้าหรือในร้าน

สต๊อกยอดร้านจะตรวจวันละครั้ง ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เป็นการพยากรณ์โดยผู้ขาย ในอนาคตจะให้พยากรณ์จากสาขานี้ไปอีกสาขามียอดขายเฉลี่ยเท่าไหร่ อะไรขายดีที่สุดต่อเดือน ระบบจะ พยากรณ์ให้ แล้วมีการทำยอดขายต่ำสุดของตัววัตถุดิบที่จะอยู่ในร้าน การผลิตจะสามารถลดเวลาในการ ผลิตจาก 6 ช.ม. วันนี้เหลือเพียง 5 ชั่วโมงครึ่ง

ในเรื่องกระบวนการจัดซื้อ มีการปรับจุดสั่งซื้อขั้นต่ำที่เหมาะสมร่วมกับแผนกคลังสินค้า ในทุกๆ ตัวสินค้า วัตถุดิบทุกชนิด ฝ่ายจัดซื้อจะทราบล่วงหน้าและรู้ปริมาณการสั่ง บางอย่างที่ต้องสั่งต่างประเทศ สามารถคุยกับซัพพลายเชน

รวมถึงการบรรจุหีบห่อ เพื่อป้องกันความผิดพลาด ไม่ต้องตรวจสอบ 100% และผลิตได้เร็วขึ้น ได้มีการปรับกระบวนการทำงาน เช่น ผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่ง จะให้พนักงานหยิบกระดาษกรองกาแฟ ก้านคน ก้านชง คอฟฟี่เมทบรรจุลงในถ้วย ในอดีตพนักงานอาจลืมบรรจุก้านคนลงในถ้วย จึงลดความผิดพลาดตรงนี้ด้วยการสร้างโมเดลขึ้นมาจำลองการวางแต่ละตัว เป็นการปรับกระบวนการบรรจุ ทำให้ลดการสูญเสียได้มาก นี่คือไคเซ็น คือเกิดจากปัญหาที่เล็กที่สุด

วันนี้เราตั้งเป้าไว้ว่า ถ้าเราลดความ สูญเปล่าจากกระบวนการทั้งหมด พนักงานเท่าเดิม แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าคิดออกเป็นค่าเงินเดือนต่อยอดขายลด 1% เท่ากับกำไรเพิ่มขึ้น 100% หรือแม้แต่คลังสินค้าที่ไม่สั่งมาเกิน เงินก็ไม่จมเพราะขายได้มากขึ้น รถต้องวิ่งมากขึ้น จะบริหารอย่างไรไม่สึกหรอ ขาดการซ่อมบำรุง ตัวเลขความสูญเปล่าที่วิเคราะห์ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ 1.5% กล่าวง่ายๆ ว่า ยอดขาย 400 ล้านบาท เรากำไรมากขึ้น 4 ล้านบาท

“หลักการที่จะทำให้การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ดิโอโร่มีความฮึกเหิมไม่อยู่กับที่ มีการปรับปรุงภายในอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าการประสานเชื่อมโยงเครือข่ายระบบการทำงานภายในองค์กรให้มีความเข้าอกเข้าใจกันดีขึ้น จะทำให้เราทำแผนการตลาดได้คล่องตัวขึ้น มีความพร้อมมากท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เรามียอดขายที่ดีขึ้น”

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ 11 พ.ค. 52

http://www.caffe-d-oro.com/