วิกรม กรมดิษฐ์ วันนี้ผมจะเป็นคนดี

Home / In focus / วิกรม กรมดิษฐ์ วันนี้ผมจะเป็นคนดี

 วิกรม กรมดิษฐ์ ‘วันนี้ผมจะเป็นคนดี’

          ‘วิกรม กรมดิษฐ์’ ชื่อของนักธุรกิจท่านนี้เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงธุรกิจ จริงอยู่ที่วันนี้คนส่วนหนึ่ง ของประเทศจะยังไม่คุ้นชื่อและยังไม่รู้จักเขาดีนัก แต่หากคุณได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ชื่อ ‘ผมจะเป็นคนดี ’ ที่รวบรวมเรื่องราวของเศรษฐีหมื่นล้านท่านนี้ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ชีวิตต้องพลิกผัน กลายเป็น ‘ลูกอกตัญญู’ กระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากมายอย่างทุกวันนี้
          …หลากหลายเรื่องราวทั้ง ‘ร้าย’ และ ‘ดี’ ในชีวิต หล่อหลอมให้เขากลายมาเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้…
          ‘วิกรม กรมดิษฐ์’ หนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ที่ทำตัวเสมือนประหนึ่งชีวิตเพิ่งเริ่มต้น และมีเจตนารมณ์ที่แรงกล้าว่า…‘วันนี้ผมจะเป็นคนดี’

 

วิกรม กรมดิษฐ์ วันนี้ผมจะเป็นคนดี  รูปที่ 1

          ตอนนี้ธุรกิจหลักของคุณทำอะไรและมีอะไรบ้างคะ
          นิคมอุตสาหกรรม ทำทุกอย่างที่มันอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม อันแรกเริ่มจากอะไร เราก็คือขายที่ดิน เป็นบริษัทพัฒนาที่ดิน เราซื้อที่ผืนหนึ่งขึ้นมาแล้วก็ตัดถนน ใส่ระบบสาธารณูปโภค แล้วก็ใส่ทุกอย่างที่โรงงานจะใช้ ก็เกิดเป็นนิคมขึ้นมา แต่พอนานไป ๆ มันกลายเป็นเมือง อมตะนคร…เงินลงทุนในอมตะนครตอนนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 แสนกว่าล้านนะ ประชากรเท่านี้ ถนนขนาดนี้ เงินลงทุนขนาดนี้ ผมใหญ่กว่าอำเภอเมืองของประเทศไทยก็มีนะ
          ถามว่าเป้าหมายต่อไปของเราคืออะไร เรากำลังสร้างเมือง เรากำลังสร้างทุกอย่างรวมอยู่ในนี้ โดยที่ต่อไปคนไม่ต้องไปที่ไหน เขาเรียกว่าโทร.แล้วได้ทุกอย่าง ตอนนี้เรามีโรงเรียนตั้ง 4-5 โรงอยู่ในนั้น
          ไม่มีนิคมที่ไหนที่มีความคิดอย่างนี้ ในความเป็นเมือง เมืองที่สมบูรณ์แบบด้วยคำว่า วันคอลเซอร์วิส เมืองที่สมบูรณ์แบบโดยเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่นี่คือสร้างสิ่งก่อสร้างไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด อันนี้หมายถึงคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมดีที่สุด แล้วบวกกับการคอนโทรลขยะ น้ำเสีย ควัน วันนี้อมตะนครเป็นเมือง ขึ้นมาเมืองหนึ่ง และอนาคตเราต้องเป็นเมืองที่สมบูรณ์ที่สุด ดีที่สุด สะอาดที่สุด มีระบบที่สุดเมืองหนึ่งของโลก

          ตั้งเป้าหมายสูงขนาดนั้นเลยหรือคะ
          นี่ละ ๆ คือวิชั่น เราตั้งไว้ว่าต้องใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ไปแล้ว ดีที่สุดในประเทศไทยมีครบไปแล้ว ดีที่สุดในภูมิภาคนี้กำลังคืบคลานเข้ามาถึง แต่ไม่ใช่แค่นี้ ผมต้องการให้อมตะนครเป็นเมืองเมืองหนึ่งที่ดีที่สุดในโลก สมบูรณ์ที่สุดในโลก

          ความคิดตรงนี้มาจากอะไรคะ
          มาจากความเป็น ‘วิกรม’ ไง ความเป็นผม

          แล้วให้นิยามในความเป็น ‘วิกรม’ เป็นอย่างไรคะ
          เพราะผมเป็นคนที่อยากจะทำอะไรแล้วจะทำให้ถูกต้องสมบูรณ์ แล้วดีที่สุดอย่างมีหลักการ เพราะผมเป็นวิศวกร ความเป็นวิศวกรคือทำในสิ่งที่มีเหตุผล ในสิ่งที่ถูกต้อง ในสิ่งที่ต้องระยะยาว ผมไม่เคยคิดหรือนึกว่าทำเพื่อผม จบจากผมไปแล้วช่างมัน แต่ผมต้องเป็นคนที่รับผิดชอบในการวางผัง วางฐานของเยาวชนรุ่นหลัง เพราะฉะนั้นเมืองผมจะต้องเป็นเมืองตัวอย่าง

ด้านมืดของ วิกรม กรมดิษฐ์ ในวู้ดดี้เกิดมาคุย_1ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

 

          ขอคุยในส่วนของชีวิตบ้าง หมายถึงพื้นฐานชีวิตหรือสิ่งที่หล่อหลอมให้มาเป็นคุณในวันนี้
          ผมคิดว่าสิ่งที่หล่อหลอมผมมาเป็นอย่างวันนี้มีอยู่ 5-6 เหตุนะ อันหนึ่งคือความเป็นครอบครัวของผมที่ได้มาจากคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อเป็นคนขยันทำงาน คุณพ่อเป็นคนอดทน…คุณแม่สมัยสาว ๆ รวยมาก คุณแม่ทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็ก ๆ อันนั้นผมว่าเป็นจุดสตาร์ทนะที่ทั้งพ่อ ทั้งแม่รวมออกมา สร้างผมขึ้นมาแล้วผมอยู่ ในสิ่งแวดล้อมอย่างนั้น
          ข้อสอง ตระกูลทวดย่าผมนี่เป็นคหบดี ผมว่าไม่มีใครใหญ่กว่าท่านเมื่อสมัย 100 ปีที่แล้ว ฉะนั้นในลักษณะของคำว่าเป็นพ่อค้า แล้วทวดย่านี่รวยที่สุด ทำอะไรเด็ดขาด แต่มีความยุติธรรม ตรงนั้นมาเป็นอีกส่วนหนึ่งส่งกันมาหลอมกันมา อันที่สามคือหน้าที่ ผมนี่เผอิญเกิดมาเป็นคนโตเลย ฟ้าประทานมาให้เอ็งไปทำงาน คนโตต้องเลี้ยงน้อง ต้องเป็นหัวหน้างาน…อันที่สี่ ผมเป็นคนชอบเงิน ชอบมีเงิน รักเงินรักทอง…ชอบเก็บเงิน เก็บมาเรื่อย ๆ…
          ข้อที่ห้า ผมเป็นคนชอบเที่ยว ไม่อยู่สุข ไปดูนั่นดูนี่ แล้วสนุกที่จะไปเที่ยว…ตอนไปเรียนไต้หวันก็เหมือน กัน พอมีเวลาปั๊บก็จะปั่นจักรยานไปดูตามตลาด ไปดูตามฟาร์ม ไปดูโรงงาน ไปดูงานแสดงสินค้า…แล้วอันสุดท้ายที่หล่อหลอมผมก็คือ การเป็นคนชอบมีเพื่อน ไปไหนจะมีเพื่อน เพื่อนก็เป็นสังคมนะ ถึงเราจะเป็นคนขยันยังไงแต่ถ้าเราเงียบไม่คบใครเลยนี่ไม่ได้ ผมนี่ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้วจะตั้งแก๊ง เป็นหัวหน้าแล้วมีลิ่วล้อ
          อ้อ… แล้วผมว่ามีอีกข้อหนึ่งนะ? ผมเป็นคนคิดดีกับคนอื่น ไม่คิดเลว ไม่ทำร้ายเขา ไม่อิจฉาเขา…อันนั้นคงเป็นอย่างหนึ่งที่ทำ ให้วันนี้ผมทรีทลูกน้องผม ผมไม่เคยพูดจาดูถูกหรือพูดจาไม่สุภาพกับคนจน ไม่เคยมองเขาในภาพลบหรือรังเกียจเขา หรือไล่เขา…จากพวกนี้ก็เป็นเหตุให้ผมทำหนังสือ ‘ผมจะเป็นคนดี’ ด้วยไอ้นี่คือจุดดีของผมนะ
          ส่วนจุดเสียของผม คือผมเป็นคนมุทะลุ โหดxxx;ม xxx;มเกรียม ถ้าผมเห็นใครที่ทำอะไรไม่ดี หรือจะมารุกราน ผมไม่ได้ ใครที่จะมาแบบทำร้ายคนต่อหน้าผมก็ไม่ได้เหมือนกัน ผมจะเข้าไปจุ้น ผมทนไม่ได้กับความไม่ยุติธรรม บวกกับผมเป็นคนxxx;มเกรียม เป็นเพราะว่าสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เด็กมา ผมเห็นคนถูกยิงตายคาตาผมอย่างน้อย 5 ศพนะ เพราะมันมีแต่นักเลงน่ะ ถ้าผมไม่ได้ออกมาจากที่นั่นผมคงสั่งยิงคนมาหลายคนแล้วมั้ง…ผมนี่เอาไม้หน้าสามตีหัวกบาลคนแตก มาตั้งหลายคนนะ นี่คือนิสัยลึก ๆ อีกอย่างหนึ่งที่มันรุนแรง ผมถึงชกพ่อผมไง

          ตรงนี้ทำให้เกิดการหักเหของชีวิตหลาย ๆ ด้านในวัยเด็ก
          เหตุที่ทำให้ผมต้องชกพ่อ เรื่องมันมีอยู่ว่าตอนที่ผมอายุ 18 ย่าง 19 เป็น ช่วงที่กลับมาจากไปเรียนที่ไต้หวัน คือกลับนี่เพราะพวกน้อง ๆ ส่งข่าวว่าน้องชายผมคนหนึ่งถูกพ่อเตะสลบเลย ผมก็เกิดอาการแล้วแต่ไม่แสดงออกเพราะพ่อเคยตีผมตั้งแต่เด็ก และเคยตบผมแบบคว่ำเลยนะ…
          มาคืนหนึ่งตอนสัก 4-5 ทุ่มผมกำลังนอน พ่อแม่ทะเลาะกัน เสียงดังมาก แล้วแม่ก็เรียกผมบอกลงมา ไปรับเมียน้อยพ่อที่บ้านของลูกน้องมาหน่อย ไอ้เราก็งัว ๆ เงีย ๆ …ผมลงมาก็ขึ้นไปนั่งบนแลนด์โรเวอร์ เพราะแม่สั่ง พ่อเห็นเราเกิดหมั่นไส้ พอเราสตาร์ทเครื่องปิดประตูกำลังจะออกรถ พ่อก็บอกเฮ้ย… เอ็งลงมา ห้ามไป…ผมก็นั่งงงอยู่ที่รถนั่นล่ะ ขณะเดียวกันก็เกิดความอึดอัดที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน พ่อคงนึกว่าให้ลงมาก็ไม่ลง พ่อก็เปิดประตูเสร็จปั๊บ กระชากผมลงมาจากรถแรงมาก นาทีนั้นน่ะผมชกพ่อเลย เพราะอะไร เพราะความรู้สึกมันสะสมจากที่น้องบอกมาด้วย แต่ชกไม่โดน หรอกนะพ่อหลบ ทีนี้พอลูกน้องกับญาติเห็นเราจะชกพ่อเขาก็มาจับเรา เราก็สะบัด พ่อก็นึกว่าเราจะเข้าไป พ่อเห็น ก็กระโดดถีบเราแล้วก็อัดเรา

          กับคุณนี่คำว่า ‘พ่อ’ ไม่ได้ทำให้คุณมีสติหรือยับยั้งอารมณ์โกรธได้บ้างเลยหรือคะ
          ไม่มี ๆ ตอนนั้นไม่มีแล้ว สิ่งที่สะสมมา กับข่าวที่ได้ยินมาเป็นแบบนี้ พ่อเอาคนใช้กับคนงานมาเป็นเมีย รวมแล้วเราไม่นับถือพ่อ ตอนนั้นไม่นับถือในแง่การกระทำที่ทำให้หมดความศรัทธา โอเค ถ้าเป็นเรื่องความประพฤติเหล่านั้นเราก็ยังรู้สึกว่ายังไงเขาก็เป็นพ่อ แต่พ่อไม่ควรมาใช้กำลังกับลูก วันนั้นก็ปรากฏว่าซัดกันอีรุงตุงนัง ไม่ใช่เราซัดเขานะ เขาซัดเราซะน่วมเลย

          แล้วในหนังสือที่เขียนไว้เรื่องที่พ่อไปยิงคุณวิทิต น้องชายจนคุณวิกรมจะตามไปฆ่าพ่อนั้น เรื่องเป็นอย่างไรคะ
          ถ้าอ่านหนังสือบทแรกจะเห็นเลยว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมันรุนแรง… ถ้าเรายุติเรื่องด้วยความรุนแรง คือหมายถึงว่าผมไปฆ่าพ่อ มันอาจจะจบ…แต่ตัวผมก็จบด้วย น้องผมจะอยู่อย่างไร… ตรงนี้ต่างหากที่ช่วยเปลี่ยนโทสะของ ผมให้กลับคืนมาเป็นสติ…
          …มีคนหลายคนบอกนะว่า ผมควรให้อภัยพ่อ…ผมให้อภัยไม่มีเงื่อนไขเพราะความเป็นพ่อลูกยังคงผูกพันโดยสายเลือด แต่ผมอยากให้ยึดความถูกต้อง ความยุติธรรม ตรงนี้ต่างหาก…มันยาก…คนไทยอาจมองว่าแรงไปหรือเปล่า… แต่ผมอยากให้มองให้ลึกซึ้งถึงจุดปะทุของปัญหามากกว่า…จึงไม่ อยากให้เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่น ๆ อีก นี่ไงถึงทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาบูชายัญตัวเอง (ยิ้ม)

          เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟังหน่อยสิคะ
          คือช่วงนั้นสถานการณ์ในบ้านที่เมืองกาญจน์ตึงเครียดมาก พ่อไปนอนค้างอ้างแรมกับเมียน้อยบ่อย ๆ ตอนหลังพ่อเริ่มขาดความรับผิดชอบต่องาน ไม่ค่อยส่งเงินให้ที่บ้านเหมือนเดิม จนวันหนึ่งขณะที่ผมทำงานที่บริษัทของผม ที่บ้านพ่อกับแม่ทะเลาะกันเหมือนทุก ๆ วัน วิทิตน้องชายผมเห็นพ่อกำลังจะเดินไปขึ้นรถที่ลูกน้องพ่อจอดรออยู่ เขาวิ่งกลับไปเอาปืนจากบนบ้านแล้ววิ่งลงมายิงใส่รถพ่อ กระสุนถูกเหล็กโค้งด้านหลังรถ จากนั้นพ่อก็ยิงต่อสู้กับวิทิต…พ่อยิงสวนเขากลับมานัดหนึ่ง กระสุน .357 เจาะเข้าที่หน้าผากซีกขวาของวิทิต ทะลุสมองจากด้านหน้าไปด้านหลัง…ตอนนั้นผมน้ำตาไหลเลยนะ รู้สึกว่าพ่อทำกับน้องแบบนี้ได้ยังไง พ่อไม่คิดเลยเหรอว่าวิทิตเป็นลูกพ่อและเขาก็เป็นคนที่ทำงานเพื่อครอบครัว แล้วพ่อก็ยังข่มเหงจิตใจแม่ไม่ยอมหยุด มันเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมคิดจะไปฆ่าพ่อในวันนั้น

          ทุกวันนี้คุณวิทิตยังมีชีวิตอยู่
          ครับ ตอนนี้เขาเป็นอัมพาตครึ่งซีก ร่างกายโดยทั่วไปแข็งแรงดี ความจำดี ไม่มีปัญหา แต่ก็จะต้องระวังเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ

          กับคุณพ่อของคุณตอนนี้ความสัมพันธ์เป็นอย่างไรคะ
          …เมื่อสัก 2 ปีที่แล้วก็เจอกันที่งานแต่งงานของน้องชายวันนั้นที่เจอพ่อ พ่อเห็นผม และผมก็เห็นพ่อ และผมก็รู้สึกว่าพ่อนั่งมองผมอยู่ ผมจึงเดินเข้าไปหาพ่อและกราบที่อกพ่อแล้วพูดว่า พ่อว่างเมื่อไหร่ ผมจะแวะไปกินข้าวด้วย พ่อตอบผมว่าไม่ว่าง ผมก็เลยบอก เอ้างี้ถ้าวันไหนที่พ่อว่าง พ่อบอกผม ผมจะมากินข้าวกับพ่อ พ่อก็ตอบอีกว่าไม่ว่าง ผมก็เลยเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ ผมรู้สึกว่าพ่อคงยังไม่ให้อภัยผม…
          หลังจากแม่ผมเสียชีวิต ผมได้เขียนจดหมายถึงพ่อฉบับหนึ่ง จะอยู่ในท้ายเล่มของหนังสือ ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความรู้สึกเสียใจต่อสิ่งที่ผมเคยปฏิบัติต่อพ่อ ขอโทษในสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต แต่สุดท้ายพ่อก็ส่งจดหมายฉบับนี้กลับมาโดยไม่ได้เปิดอ่าน ดังนั้นผมจึงไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่พ่อจะมีโอกาสได้อ่านสิ่งที่ผมต้องการจะบอกพ่อ และพ่อจะมีความรู้สึกต่อข้อความในจดหมายอย่างไร แต่เมื่อไหร่ที่พ่อให้อภัยผม ผมก็พร้อมที่จะไปกราบเท้าท่าน

          มาถึงเรื่องหนังสือบ้าง คิดอย่างไรถึงนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นด้านลบของคุณมาถ่ายทอดในหนังสือ
          มันมีอยู่เรื่องเดียว ผมอยากให้คนที่มันไม่ดี…ดีเท่านั้นเอง ผมเลยจะเอาเรื่องของผมมาเป็นอุทาหรณ์ เหมือนตัวผม ผมในอดีตก็ไม่ดี อดีตก็เลวทรามตั้งเยอะ วันนี้ที่ผมคิดได้ผมนึกได้ผมปฏิบัติตัวผมเองนี่ถือว่าเป็นโนฮาว ถือว่าเป็นความรู้…ผมในวันนี้คิดว่ายอมรับในความชั่วร้าย ในความผิดพลาดของตัวเอง แล้วก็คิดว่าดีที่ถ้าผมเห็นคนนั้นพวกนั้นกลับตัวแล้วทำในสิ่งที่ดี เพราะสิ่งที่ผมอยากจะได้คือความสุขและความภูมิใจ ถึงแม้จะอยู่บนพื้นฐานของความเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าใจในอดีตของผมที่จะไปสาวไส้ให้กากิน

          นอกจากมีผลงานพ็อกเกตบุ๊ค ตอนนี้ทราบว่าคุณวิกรมยังพูดในรายการวิทยุด้วยใช่ไหมคะ
          ครับ ผมพูดประจำที่คลื่น 97 ในรายการมองโลกแบบวิกรม ตอนเช้า 9.15 น. ทุกวันพุธ พูดในความเป็นตัวตนของผม ผมคิดอย่างนี้นึกอย่างนี้ในสิ่งที่ถูกต้องแบบมีตัวเลข และในสิ่งที่เป็นวิชั่นของเรา ในสิ่งที่เป็นความคิดของเราแต่มีความเป็นกลางและมีเหตุและผล..ข้อสองก็คือไปเขียนเป็นคอลัมนิสต์ในฐานเศรษฐกิจ แล้วภาษาจีนหนังสือพิมพ์ก็มี หนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น เขียนความเป็นตัวตนของผมเอง เช่น บอกว่า Work less and get more ทำน้อยแต่ได้มาก หมายความว่าจะเป็นผู้บริหารดียังไง… ผมบอกมนุษย์ทุกคนต้องการความสำเร็จในกิจการ ในชีวิต จะรวยมากรวยน้อยไม่เป็นประเด็น ขออย่าให้เจ๊งแล้วกัน อันที่สองคือความสุข ต้องควบคู่กันไป มนุษย์ทั้งหลายทั้งปวงต้องเอาตรงนี้เป็นหลักในการคิดในการดำเนินชีวิตก่อน ฉะนั้นผมจะพูดในสิ่งที่ผมมีปรัชญาเป็นร้อยอย่างนี้ แล้วเอาปรัชญาพวกนี้มาขยายความ

          แล้วอยากมี อยากเป็น อยากทำอะไรอีกมั้ยคะ
          ชีวิตวันนี้ของผม ผมพอใจ ผมไม่มีทุกข์ แล้วก็มุ่งไปแต่ความสุข…แนวทางชีวิตของผมในอนาคตผมคงเป็นนักบวช ความคิดผมนะ ผมไม่อยากเป็นพระ เพราะพระฉันวันละมื้อ มีแฟนก็ไม่ได้ นักบวชมันสะดวกกว่า แล้วแต่งตัวทำตัวเป็นตัวตนของผมเอง ผมไม่ได้ ไปขึ้นกับสมาคมหรือสำนักไหน ผมคือตัวผมเอง แต่ผมนับถือ ผมคารวะคนที่ถูกต้อง ผมเคารพในสิ่งที่เป็นจริง ผมไม่ผูกติด ไม่มีการกราบไหว้ ไม่มีอะไรที่จะต้องมาบูชา ไม่มี แต่ผมบูชาความจริงกับความถูกต้องเท่านั้นเอง และผมจะทำในสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่เป็นประโยชน์ สิ่งที่มีเนื้อหาต่อมวลมนุษย์ แล้วไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนไทย เพราะผืนแผ่นดินนี้ผมก็ทำมาจุด ๆ หนึ่งแล้ว ผมจะทำให้กับโลกใบนี้

          …เป็นความคิด เป็นความตั้งใจ ที่ออกมาจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในแบบ ‘วิกรม’ …ที่วันนี้เขาหวังไว้เหลือเกินว่า ประสบการณ์และเรื่องราวในทุกบททุกตอนในชีวิตของเขา จะเป็นประโยชน์ให้กับเด็ก ๆ ที่กำลังเผชิญกับปัญหาชีวิต ครอบครัว และเป็นกำลังใจให้กับคนที่ท้อ ให้สู้ต่อไปอย่างที่เขาเองได้ข้ามผ่าน…มาแล้ว

ที่มา http://www.yimsiam.com/club/board/topicRead.asp?wbID=talk-and-talk&id=000141