(คน) จักรยาน และ เมืองใหญ่

Home / In focus / (คน) จักรยาน และ เมืองใหญ่

      

(คน) จักรยาน และ เมืองใหญ่
 

นับตั้งแต่ประดิษฐกรรมที่ชื่อ ‘จักรยาน’ ถือกำเนิดมาบนโลกใบนี้มันไม่เคยทำร้ายโลกเลย !มีแต่ ‘คน’ และ ‘เมืองใหญ่’ ต่างหาก ที่เอาแต่ทำร้ายโลกใบนี้ไม่รู้จักหยุดหย่อนนนี้ GM จึงอยากชวนคุณมาขี่จักรยาน ไม่ใช่แค่ขี่ไปจ่ายกับข้าวตามตรอกซอกซอย แต่ขี่ ‘จักรยาน’ ในฐานะที่มันเป็นยานพาหนะที่ทรงอัจฉริยภาพที่สุดเท่าที่มนุษยชาติเคยสร้างมา มันไม่ได้แค่พาเราไปสู่จุดหมาย แต่ยังทำให้เราแข็งแรง ไม่เชื่องช้า แต่ก็ไม่เร็วปรูดปราดจนคร่าชีวิตใครได้ จะปั่นจากบ้านไปออฟฟิศ, กรุงเทพฯไปเชียงใหม่ หรือแม้แต่ปั่นจักรยานรอบโลก ก็มีคนเคยทำสำเร็จกันมาแล้ว ถูกละ-แม้ ‘วัฒนธรรมจักรยาน’ จะยังเริ่มต้นขึ้นไม่ได้ในเมืองใหญ่แห่งนี้ เมืองที่ชื่อ ‘กรุงเทพฯ’ เมืองที่ยังไม่มีแม้กระทั่งทางจักรยาน แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราจะร่วมมือร่วมใจกันสร้างขึ้นมาไม่ได้ อย่าลังเลครับ ถ้าคุณมีจักรยานที่จอดนิ่งๆ อยู่ในห้องเก็บของหรือโรงรถ จะดีกว่าไหม ถ้าเราเอามันมาปัดฝุ่นแล้วออกไปขี่นอกบ้านหรือใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหน แล้วคุณจะพบว่า ตอนนี้เทรนด์นักปั่นนั้นกำลังมาแรงบนท้องถนนบ้านเรามีคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นถึงความสนุกและประโยชน์ของการขี่จักรยานในเมืองใหญ่ทั่วโลกแล้วคุณล่ะ !
 
 

 

ก่อนปั่น : รู้จักจักรยาน
ก่อนจะมาเป็นจักรยานที่ตอบสนองความต้องการหลากรูปแบบหลายระดับของนักปั่นอย่างทุกวันนี้ คุณรู้ไหมว่าจักรยานได้เดินทางผ่านช่วงเวลาและเหตุการณ์ต่างๆ มานานแค่ไหน

หากย้อนกลับไปไกลหน่อย ในช่วงปี ค.ศ. 1817 เราจะพบว่าครั้งหนึ่งจักรยานเคยมีหน้าตาแปลกประหลาดกว่าที่เห็นกัน คือ มีล้อ 2 ล้อซึ่งต้องอาศัยการใช้เท้ายันและไสเพื่อให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ และเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า ‘ไดรซีเน่’ (Draisene) ตามชื่อผู้ประดิษฐ์ บารอน คาร์ล เฟดริค ไดรส์ ฟอน เซาเออร์บอนน์ (Baron Karl Federich Drais von Sauerbronn)

ในทศวรรษ 1870 จักรยานได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งเวลานั้นเริ่มมีที่เหยียบสำหรับปั่น โดยมีล้อหน้าที่เล็กและล้อหลังที่ใหญ่ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1903 การแข่งขันที่มีชื่อเสียง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ (Tour de France) ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และต่อมาในปี ค.ศ. 1914 จักรยานก็ถูกนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งค่อนข้างผิดวัตถุประสงค์แรกเริ่มของการสร้างจักรยานไปมาก (เท่าที่จะมากได้!)

ในปี ค.ศ. 2001 จำนวนของจักรยานทั่วโลกอยู่ที่ 1.4 พันล้านคัน ในขณะที่จำนวนของรถยนต์นั้นมีอยู่ราว 340 ล้านคัน ที่ถึงแม้จะมีจำนวนน้อยกว่าแต่ก็สร้างปัญหาให้กับโลกมากมาย

และหลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 2002 ผลการสำรวจสำมะโนครัวประชากรของปี ค.ศ. 2000 ก็ได้รายงานข้อมูลใหม่ที่ระบุว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ขี่จักรยานไปทำงานมีเพิ่มขึ้นไปอีกราว 9 เปอร์เซ็นต์ (จาก Complete Bike Book)
 
ในหลายโอกาส จักรยานยังทำหน้าที่เป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคมอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนกลุ่มแรกที่จะเข้าถึงนวัตกรรม ‘นำเข้า’ อย่างจักรยานในบ้านเรา ก็คงจะเป็นใครไม่ได้นอกเสียจากพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ 5
 
ในยุคต่อมาเมื่อมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้ามาแทนที่ จักรยานก็ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะไปเป็น ‘จักรยานคนจน’ ที่ไม่ด้อยค่าแต่ด้อยราคา อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลา จักรยานเก่าก็จะสุกงอมและเป็นที่หมายปองของนักสะสมทั่วไป
 
เช่นเดียวกับจักรยานโบราณของ ‘อาจารย์ทวีไทย บริบูรณ์’ ศิลปินและเจ้าของพิพิธภัณฑ์เอกชน ‘บ้านจักรยาน’ ซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยสวนผัก 6 เขตตลิ่งชัน
 
บ่ายวันหนึ่งอาจารย์ทวีไทยได้เล่าให้เราฟังถึงความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับจักรยานคันแรก ท่ามกลางจักรยานโบราณ ซึ่งรวมไปถึงชิ้นส่วนของจักรยานที่ยังไม่ได้ประกอบใช้ ครั้งหนึ่งจักรยานเหล่านี้เคยมีชีวิตชีวาเมื่ออยู่กับเจ้าของและยังคงมีบทบาทน่าสนใจในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของแต่ละยุคสมัยและเหตุการณ์

“ถ้าพูดถึงครั้งแรกของการมีจักรยาน ผมคงจะนึกถึงจักรยานเมื่อวัยเด็กประมาณมัธยม ที่พี่ชายเป็นคนซื้อให้ จักรยานคันนั้นเป็นจักรยานยี่ห้อฮัมเบอร์ (Humber เป็นแบรนด์จักรยานของอังกฤษ) ขนาด 26 นิ้ว เป็นสีเขียวทรงผู้ชาย หลังจากนั้นระหว่างที่เรียนชั้นมัธยมจักรยานคันเดียวกันนี้ก็กลายเป็นจักรยานคู่กายที่ใช้ประโยชน์อาสาพาพ่อไปที่ท้องนา และใช้อำนวยความสะดวกในภารกิจที่มีระยะทางสั้นๆ ของครอบครัว

“สมัยนั้นช่วงปี พ.ศ. 2498-2499 ยังเป็นช่วงเวลาที่คนไทยใช้จักรยานกันน้อย เนื่องจากจักรยานมันแพง จักรยานที่ใช้ตอนนั้นราคาสัก 1,400-1,700 บาท เท่ากับแลกทองได้สัก 3-4 บาท และแลกข้าวเปลือกได้ 2-5 เกวียนเห็นจะได้ ถ้าถามว่าจักรยานเป็นเครื่องแสดงฐานะในตัวมันเองหรือเปล่า ต้องบอกว่า มันเป็นของมันอยู่แล้ว ใครมีจักรยานขี่ก็เหมือนว่ามีฐานะไม่ต้องสำแดงอะไร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดกว่าคือประโยชน์ที่จักรยานมี”

นอกจากนี้อาจารย์ยังมีของสะสมอีกกว่า 20 ประเภทที่ลงมือสะสมมานาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ในแง่ของศิลปะ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงการมีผลงานเขียนเกี่ยวกับจักรยานโบราณที่อาจารย์ลงมือค้นคว้าศึกษาอย่างจริงจังด้วยตัวของอาจารย์เอง

“บางคนมาถามผมว่าคันไหนแท้หรือไม่แท้ ผมไม่สนใจหรอก เพราะเอาเข้าจริงโลกนี้ไม่มีอะไรแท้ได้นาน แล้วสักพักก็จะมีอย่างอื่นมาเจือปนอยู่ดี แต่ถึงแม้มันจะแท้ ถ้าประโยชน์ที่แท้คุณเองก็ยังไม่ได้ใช้ เปิดมาดูเห็นสนิมเขรอะ แล้วจะเกิดประโยชน์อะไรล่ะ อย่าลืมว่าประโยชน์ของมันคือการจูงมันออกมาขี่หรือเพื่อนำมาใช้งาน”

…………………………………………………………………………………

(แอบ) มองสาวนักปั่น : เพื่อพลานามัยที่สมบูรณ์
 
‘ยาคูลท์’ เป็นบริษัทหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากจักรยานของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ 

 
 

เริ่มจากการนำจักรยานเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์โดยตั้งใจแต่ไม่จงใจ ในภาพยนตร์โฆษณาเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมาที่มีขั้นตอนการผลิตง่ายๆ ที่นำเสนอภาพสาวยาคูลท์ จักรยาน ทั้งเสียงขับร้องเพลงธีมสินค้าโดยนักร้องคุณภาพ สวลี ผกาพันธุ์ และเสียงกระดิ่ง

แต่เหนือสิ่งอื่นใดในเวลานั้นยาคูลท์เองต้องการสื่อสารภารกิจของสาวยาคูลท์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้ก็เพื่อบอกกับผู้รับสารว่าที่ไหนมีเสียงกระดิ่งของจักรยาน ที่นั่นจะมีสาวยาคูลท์มาให้บริการคุณถึงที่ นอกจากนี้ยังเป็นการสื่อสารด้วยว่ายาคูลท์เป็นบริษัทให้โอกาสในการทำงานกับสุภาพสตรีตามคำบอกเล่าของ สุวรรณ วรรณศรีรัตน์ ผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์รุ่นใหญ่ใจดีที่ร่วมงานกับยาคูลท์มายาวนาน

ตามนโยบายของบริษัทที่มีรถมอเตอร์ไซค์ จักรยานและรถเข็น ตามความสะดวกให้เลือกใช้ (ในกรณีของรถมอเตอร์ไซค์พนักงานต้องนำมาเอง) แต่ หนึ่ง-วรารัตน์ โตจั่น สาวยาคูลท์อัธยาศัยดีที่มีพื้นที่บริการในย่านสะพานควาย ก็ยังคงยืนยันที่จะใช้บริการรถจักรยาน เพราะเมื่อคำนวณโอกาสในการออกกำลังกาย ความสะดวกสำหรับเส้นทางใกล้ๆ และโอกาสในการประหยัดแล้วก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นมากและคงเป็นเรื่องยากถ้าหากจะทำให้เธอเปลี่ยนใจ

หลายคนอาจไม่รู้ว่าจักรยานของสาวยาคูลท์ เป็นจักรยานยี่ห้อบริดจสโตน (Bridgestone) ที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ซึ่งมีคุณสมบัติแข็งแรง เบา ทุ่นแรงได้ดี และเหมาะกับการสัญจรในเมืองใหญ่

สำหรับนโยบายการนำจักรยานเพื่ออำนวยความสะดวกและประหยัดพลังงานมาใช้นั้นก็มาจากความคิดแรกเริ่มของ ประพันธ์ เหตระกูล ผู้ก่อตั้งโรงงานผลิตนมเปรี้ยวยาคูลท์ และก่อตั้ง บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในประเทศไทย ซึ่งร่วมงานกับญี่ปุ่นมาเป็นเวลา 39 ปี

มากไปกว่านี้ ‘ยาคูลท์’ เองยังเตรียมจักรยานสำรองไว้อย่างน้อยเขตบริการละ 2 คันเผื่อฉุกเฉิน รวมทั้งยังมีบริการทั้งการจัดหาอะไหล่และบริการซ่อมบำรุงให้กับพนักงานที่ใช้จักรยานอย่างทันท่วงที

ไม่เสียชื่อบริษัทที่เติบโตมาพร้อมกับจักรยาน
 
ขอขอบคุณ : กนกพรรณ เหตระกูล กรรมการ บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด และ สุวรรณ วรรณศรีรัตน์ ผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ บริษัท ยาคูลท์เซลล์ (กรุงเทพฯ) จำกัด

 
…………………………………………………………………………………

6 Basic Things for Cyclist
สำรวจ 6 อุปกรณ์จำเป็น
สำหรับนักขี่จักรยานในเมือง 

1. หมวก (Helmet)
คนส่วนใหญ่จะเลือกหมวกจากดีไซน์ แต่ใส่แล้วดูดีอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะจะต้องคำนึงถึงรูปศีรษะและรูระบายอากาศที่จำเป็นด้วย นอกจากนี้คุณรู้ไหมว่า หมวกสำหรับขี่จักรยานนั้นถูกออกแบบมาให้แตกออกเมื่อประสบอุบัติเหตุ ทั้งนี้ก็เพื่อกระจายแรงกระแทก ต่างจากหมวกกันน็อกของรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่แตกแต่ทำให้มึนศีรษะ
 
2. แว่นตา (Sunglasses)
หากมีปัญหาเรื่องสายตาและไม่นิยมคอนแท็คเลนส์ คุณอาจสวมแว่นสายตาของคุณเองในขณะขี่จักรยาน อย่างไรก็ตามเราอยากให้คุณใช้แว่นตาสำหรับนักขี่จักรยานที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันฝุ่น ลม รวมทั้งป้องกันการเกิดต้อลมได้
 
3. ถุงมือ (Glove)
ถุงมือที่ดีควรระบายอากาศและระบายน้ำได้ดี เพราะเวลาขี่จักรยานไปสักพักมือจะเปียกและลื่น ซึ่งอาจทำให้คุมรถไม่อยู่จนเกิดอันตราย นอกจากนี้ถุงมือยังช่วยป้องกันและลดการถลอกจากการล้มอีกด้วย
 
4. รองเท้า (Cycling Shoes)
ก่อนซื้อลองถามตัวเองดูว่าระหว่างที่ขี่จักรยาน คุณต้องลงเดินบ่อยแค่ไหนและเส้นทางที่ใช้มีสภาพอย่างไร เช่น หากต้องย่ำน้ำบ่อยในหน้าฝนควรเลือกพื้นรองเท้าเป็นพลาสติกแข็งที่แห้งเร็ว แต่หากต้องลงเดินเพื่อเข็นบ่อยๆ รองเท้าพื้นแข็งอาจจะไม่เหมาะกับพื้นของบาทวิถี นอกจากนี้ควรสอดขากางเกงไว้ในรองเท้าในขณะที่ขี่จักรยานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
 
5. กระดิ่ง (Bell)
อุปกรณ์เคลียร์ทางชิ้นสำคัญ เพราะเป็นวิธีการสื่อสารเดียวที่ช่วยส่งสัญญาณว่า จักรยานของคุณกำลังมา
 
6. ตัวล็อกจักรยาน  (Locks)
แม้ว่าจะมีตัวล็อกจักรยานอยู่แล้ว แต่จะปลอดภัยกว่าไหมหากคุณเลือกที่จะไม่บอกราคา ตัวอย่างนักปั่นจักรยานที่ขี่ไปแต่ต้องเดินกลับ (เพราะถูกขโมย) ก็มีให้เห็นกันอยู่ตลอดเวลาและไม่ควรจอดจักรยานในสถานที่ที่ไม่น่าไว้วางใจ

…………………………………………………………………………………

 
 
 
8 Cities of Cycling

Copenhagen, Denmark – เรียกได้ว่าเป็นเมืองจักรยานที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเมืองที่มีคนปั่นจักรยานไปทำงานกันถึงร้อยละ 32 มีเส้นทางจักรยานและสัญญาณจราจรแยกออกมาเป็นของตัวเอง และยังมีจักรยานสาธารณะให้ยืมและคืนได้ตลอดเส้นทาง
 
Basel, Switzerland – ที่นี่โดดเด่นในเรื่องของไกด์บุ๊คสำหรับจักรยานครับ เพราะมีหลายเล่มสำหรับเส้นทางสายต่างๆ ที่แยกย่อยกันออกไป ความน่าสนใจอยู่ที่การบุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ ไปยังแถบชนบทที่สวยงาม เพื่อเข้าไปสังเกตและเยี่ยมชมวิถีชีวิต รวมทั้งวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของเขาครับ
 
Portland, USA – นอกจากวิถีชีวิตของประชากรส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับการใช้จักรยานแล้ว ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของที่นี่ก็คือ สมาคมสำหรับคนรักจักรยานอย่าง Community Cycling Center ที่ช่วยฝึกสอนและให้ความรู้เกี่ยวกับการขับขี่จักรยานที่ถูกต้องโดยเฉพาะ
 
Amsterdam, Netherlands – ที่นี่คือ ‘เมืองหลวงของจักรยาน’ ครับ การจราจรกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ตกเป็นของรถจักรยาน จึงทำให้ถนนหนทางสำหรับนักปั่นสะดวกสบายและปลอดภัยไร้กังวล เห็นว่าเร็วๆ นี้กำลังจะมีโครงการสร้างลานจอดรถจักรยานแห่งใหม่ที่มีความจุถึง 1,000 คันแถวๆ สถานีรถไฟสายหลักของเมืองเสียด้วย
 
Barcelona, Spain – บริการยอดฮิตเกี่ยวกับจักรยานของที่นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Bicing Service โดยเราจะสามารถหยิบยืมจักรยานได้ด้วยบัตรสมาชิก แล้วนำไปคืนตามจุดต่างๆ กว่า 100 แห่งได้โดยไม่ต้องนำกลับไปคืนที่จุดเดิม นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีที่จอดรถจักรยานมากถึง 3,250 แห่งเลยทีเดียว
 
Trondheim, Norway – นวัตกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้นักปั่นแห่กันมาท่องเที่ยวที่เมืองนี้อย่างล้นหลาม ก็คงหนีไม่พ้น Bicycle Lift ที่ใช้ในการยกจักรยานขึ้นภูเขา โดยได้แรงบันดาลใจ มาจากเทคโนโลยีง่ายๆ แบบเดียวกับ Ski Lift นั่นยังไงล่ะครับ
 
Berlin, Germany – เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี คนกว่าครึ่งเมืองใช้จักรยานเป็นพาหนะหลัก (วันละ 400,000 คัน!) ทำให้ทุกอย่างในเมืองนี้เอื้ออำนวยความสะดวกต่อคนขี่จักรยานเป็นอย่างมาก ทั้งถนน สัญญาณจราจร แผนที่ กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริการจักรยานให้เช่าที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
 
Bogota, Colombia – ที่นี่ถือว่าเป็นเมืองที่ใส่ใจกับจักรยานอย่างมาก เพราะมีทั้งการสร้าง Ciclorrutas ซึ่งเป็นเส้นทางสำหรับจักรยานที่มีความยาวรวมกันมากกว่าเมืองไหนในโลก (คือ 303 กิโลเมตร!) การสร้างทางลอยฟ้าสำหรับจักรยาน และการกำหนดให้พื้นที่ครึ่งหนึ่งของถนนทั่วประเทศในวันอาทิตย์กลายสภาพเป็นเส้นทางสำหรับจักรยาน ตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงบ่าย 3 โมง โดยมีตำรวจจราจรอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่
 
 
 
ที่มาจาก  GM 365 VOL.23 December 2008