เปิดชีวิตหลังรั้ว ‘ศรีธัญญา’ ‘พยาบาลจิตเวช’ หนักกาย..ไม่เท่าเหนื่อยใจ

Home / In focus / เปิดชีวิตหลังรั้ว ‘ศรีธัญญา’ ‘พยาบาลจิตเวช’ หนักกาย..ไม่เท่าเหนื่อยใจ

จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สายด่วนสุขภาพจิต โทร.1323 มีคนไทยโทรฯปรึกษาเพิ่มพรวดพราดรวมแล้วประมาณ 1,000 คนต่อเดือน และเมื่อเร็ว ๆ นี้ทางเดลินิวส์ก็เพิ่งตีแผ่ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชที่พุ่งสูง อีกทั้งที่ “โรงพยาบาลศรีธัญญา” ก็มีคนไข้ถูกญาติทิ้งจำนวนมาก เหล่านี้เป็นสถานการณ์ที่ทำให้บุคลากรด้านจิตเวชต้องรับภาระหนัก ซึ่งก็รวมถึง “พยาบาลจิตเวช”

“บางวันไม่ได้ใส่เครื่องแบบ เรียกแท็กซี่บอกไปศรีธัญญา คนขับก็จะหันมาจ้องหน้าเรา มองว่าเราเป็นคนดีหรือคนบ้า ตรงนี้นึก ๆ แล้วก็ขำ แต่บางทีนึก ๆ ไปก็อดสะท้อนใจไม่ได้” …นี่เป็นเรื่องจริง-เสียงจริงของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลศรีธัญญารายหนึ่ง ที่เล่าให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟัง

เปิดชีวิตหลังรั้ว 'ศรีธัญญา' 'พยาบาลจิตเวช' หนักกาย..ไม่เท่าเหนื่อยใจ รูปที่ 1

นิภา ชาญสวัสดิ์ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลศรีธัญญา อีกหนึ่งบุคลากรด้านจิตเวช เล่าว่า ทำงานจุดนี้มาตั้งแต่ปี 2528 ตั้งแต่เรียนจบ โดยเลือกบรรจุลงที่โรงพยาบาลนี้เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่อยู่ใกล้บ้าน ท่ามกลางคนรอบข้างหลายคนที่พยายามทักท้วง เนื่องจากมีความรู้สึกไม่ดีกับโรงพยาบาลที่คนมักจะมองว่ามีแต่ “คนบ้า” แต่ตนเองก็ไม่ค่อยคิดมากอะไร

“แต่เวลาไปอบรมหรือไปสัมมนาที่ไหนที่ไม่ได้มีแต่คนอาชีพพยาบาลอย่างเดียว เวลาแนะนำตัวคนก็มักจะขำ จะหัวเราะกันทุกครั้งที่เราบอกว่ามาจากโรงพยาบาลศรีธัญญา พอจะมีเพื่อน มีแฟน พอบอกว่าอยู่ศรีธัญญา เขาก็ไม่ค่อยยอมรับเท่าไร ก็รู้สึกนะ แต่เราก็ไม่คิดมากอะไร บางทีไปจัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุชุมชนพอบอกว่ามาจากศรีธัญญา คนก็ไม่อยากฟังแล้ว บางคนฟังก็อาจจะเปิดเงียบ ๆ ฟังคนเดียว คงกลัวจะถูกมองว่ามีแต่คนบ้าที่จะฟังเท่านั้น เราก็เลยต้องเลี่ยง ๆ ไป บอกแค่ว่ามาจากกรมสุขภาพจิต” …เป็นสิ่งที่นางพยาบาลจิตเวชรายนี้เล่าให้เราฟัง

เธอยังบอกอีกว่า ขนาดคนปกติ คนเป็นเจ้าหน้าที่ ยังถูกมองแบบนี้ ยิ่งกับตัวคนไข้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สมัยก่อนคนไข้ที่มาจะต้องลงรถเลยป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลไปก่อนสักหนึ่งป้าย หรือไม่ก็ลงก่อนแล้วค่อยเดินเข้ามา เพราะคนไข้กลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็นผู้ป่วยศรีธัญญา ขนาดซองยาหรือถุงยาพอรับเสร็จคนไข้ถึงขนาดต้องเอาถุงมาเปลี่ยนเอง ไม่ให้คนข้างนอกรู้ ก็คล้าย ๆ กับกรณีแท็กซี่ที่มักจะระแวงเมื่อรู้ว่าต้องส่งผู้โดยสารที่โรงพยาบาลนี้ ซึ่งช่วงหลัง ๆ ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุขมาตั้ง ก็ดีขึ้นมาหน่อย เวลาจะไปไหนมาไหนคนก็มักจะบอกว่ามาลงกระทรวงแทน คือทุกคนลงป้ายเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าใครไปไหนบ้าง

เมื่อถามว่าโลกของคนที่ทำงานในโรงพยาบาลศรีธัญญา ถือว่ามีรสชาติไหม ? นิภาตอบว่า มีมาก และครบทุกรสชาติ ตั้งแต่สนุกจนถึงเรื่องซีเรียส เรียกว่าใจไม่แข็งจริง ไม่รักงานที่ทำจริง คงไม่สามารถอดทนอยู่มาได้นานขนาดนี้ โดยเธอเล่าว่าสมัยก่อนตึกคนไข้จะแบ่งเป็นโซน ๆ “โซนที่หนักที่สุดคือโซนคนไข้โรคติดต่อที่มีทั้งผู้ป่วยอาการ ทางจิตที่เป็นวัณโรค ติดเชื้อเอชไอวี ก็ลองคิดดูว่าคนที่ทำงานตึกนั้นจะรู้สึกอย่างไร หรืออีกตึกที่หนักก็คือตึกคนไข้ที่มีประวัติดุ ๆ เคยฆ่าใครตาย เคยทำร้ายคน”

“บางทีนั่ง ๆ อยู่ คนไข้เดินมาตบหน้าก็มี ก็ต้องฉีดยาระงับอาการให้ พอเขาอาการดีขึ้น คุยกับเขา เขาก็บอกว่าเหมือนมีเสียงแว่ว ๆ ว่าถ้าตบหน้าแล้วจะได้แต่งงาน เราก็เข้าใจ ให้อภัยเขา”

เปิดชีวิตหลังรั้ว 'ศรีธัญญา' 'พยาบาลจิตเวช' หนักกาย..ไม่เท่าเหนื่อยใจ รูปที่ 2 

เครียดไหม ? เราถามต่อ เธอตอบว่า ชีวิตพยาบาลจิตเวชถือว่าเป็นสาขาอาชีพที่หนักที่สุด ถ้าเทียบกับฝ่ายกาย เจอคนไข้โรคจิตเขาก็จะดูแลไม่ได้ ในขณะที่เธอเป็นพยาบาลจิตเวช แต่ต้องดูแลคนป่วยทั้งอาการทางกาย-อาการทางจิต เนื่องจากถ้าโรงพยาบาลทางกายเจอคนไข้โรคจิตจะระแวง ไม่กล้า พอคนไข้อาละวาดก็ไม่สามารถรับมือได้ ก็ต้องส่งกลับ ซึ่งบางเคสทางกายถ้าเกินความสามารถโรงพยาบาล ต้องเอาไปฝากโรงพยาบาลฝ่ายกาย ก็ต้องจัดเจ้าหน้าที่ไปประกบคนไข้ด้วย ไม่งั้นโรงพยาบาลอื่น จะไม่รับ ก็ต้องเสียกำลังคนไป

“บางทีหมอฟันไม่สามารถทำฟันได้ เพราะกลัวโดนคนไข้กัด เราก็ต้องมีแผนกทันตกรรมขึ้นมาเอง ตรงนี้สะท้อน เลยว่าไม่ใช่คนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่บุคลากรในวงการเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ไม่อยากยุ่งเกี่ยว เขาไม่เข้าใจ แต่นี่คือเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มีคนสนใจอบรมจิตเวชกันเยอะขึ้น ก็ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนในเรื่องการบริการ แต่เรื่องความเข้าใจ ส่วนตัวคิดว่าก็ยังคงไม่ดีขึ้นเท่าไหร่นะ เราก็พยายามรณรงค์ให้คนเข้าใจกันมากขึ้น” …นิภา กล่าว

ด้าน จิตบรรจง ศรีแก้ว พยาบาลวิชาชีพอีกคน เสริมว่า สังคมภายนอกมักมองผู้ป่วยด้วยอคติ แม้จะรักษาหายแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ คือถ้าญาติยังต้องดูแลคนไข้เหมือนดูแลลูกคนหนึ่ง ดูแลเด็กสักคน เขาจะรู้สึกว่าคนไข้ยังไม่หาย ขณะที่มุมมองแพทย์นั้น คนไข้จิตเวชที่หายกลับบ้านได้ คืออาการทุเลา ไม่เป็นภาระของสังคม ดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง และครอบครัวต้องมีส่วนช่วยฟื้นฟูคนไข้ ซึ่งเมื่อมุมมองของญาติกับแพทย์ต่างกัน จึงเป็นปัญหาต่อตัวคนไข้ คือญาติมักไม่ยอมรับกลับบ้าน

“ก็มีทั้งสุข ทั้งเศร้า คนไข้บางรายที่มีประวัติอาการหนัก หรือบางเคสที่มีประวัติฆ่าคนตาย ทำร้ายคนในครอบครัว จะมีปัญหาเยอะ รักษาหายแล้วญาติมักไม่ยอมรับกลับ”

เปิดชีวิตหลังรั้ว 'ศรีธัญญา' 'พยาบาลจิตเวช' หนักกาย..ไม่เท่าเหนื่อยใจ รูปที่ 3 

“พยาบาลที่ทำงานกับเคสแบบนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวกันมาก ซึ่งคนไข้บางรายที่มีประวัติข่มขืน หรือมีอาการความต้องการทางเพศสูง ถ้าเป็นคนมีประสบ การณ์หน่อยก็จะรู้ทาง แต่ถ้าเป็นพยาบาลใหม่ ๆ สาว ๆ หน่อย บางทีเผลอ ๆ ก็มีบ้างที่ถูกจับนม จับก้น กลัวกันก็กลัว แต่ก็เอามาเล่าสู่กันฟัง บางครั้งก็ยังอดขำตัวเองไม่ได้ ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ก็จำกันขึ้นใจ”

จิตบรรจงเล่าประสบการณ์ของคนเป็นพยาบาลจิตเวช ก่อนจะบอกต่ออีกว่า แม้งานนี้จะเป็นงานที่ดูแล้วเสี่ยง แต่ทุกคนก็ตั้งใจทำ เพราะได้บุญด้วย อีกอย่างทุกคนก็รักวิชาชีพตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งคนไข้บางรายที่อยู่โรงพยาบาลมานาน รักษามานาน พยาบาลเองก็มีบ้างที่รู้สึกผูกพัน เหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่ง

“บางรายที่เขารักษาจนหาย แต่หายแล้วญาติไม่ยอมรับกลับ เห็นเขาเศร้า เห็นเขานั่งร้องไห้ บางทีเราก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ แต่ว่าก็ว่าเถอะ งานหนัก งานเสี่ยงแค่ไหน เราไม่หวั่น แต่ที่อยากเห็นคืออยากให้สังคมเปิดใจเข้าใจ และให้โอกาสผู้ป่วยเหล่านี้บ้าง อาจไม่เต็มร้อย ขอสักครึ่งหนึ่งก็พอ” …พยาบาลจิตเวชสะท้อนออกมา

เป็นเรื่อง “หลังรั้วศรีธัญญา” ที่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้.

‘ไม่ต้องสงสาร..ขอแค่โอกาส’

เปิดชีวิตหลังรั้ว 'ศรีธัญญา' 'พยาบาลจิตเวช' หนักกาย..ไม่เท่าเหนื่อยใจ รูปที่ 4 

“หน้าที่ของบุคลากรทางฝ่ายจิตเวชต่างจากด้านกายภาพ ทางจิตนั้นกระบวนการดูแลต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงให้ผู้ป่วยหาย แต่มีเป้าหมายที่จะให้ผู้ป่วยอยู่ในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี พึ่งพาตนเองได้ อาจมีอาชีพหรือเป็นภาระผู้อื่นน้อยที่สุด” …เป็นการระบุของ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา

 
นพ.เกียรติภูมิยังบอกอีกว่า วิธีรักษาคนไข้ทางจิตที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวต้องเข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ และต้องอย่าลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาลงไป เทคนิคการดูแลก็ง่าย ๆ แค่หนึ่ง…อย่าไปตำหนิติเตียนเขา สอง…อย่าไปแสดงความโกรธเกรี้ยว สาม…อย่าไปตัดสินใจแทนผู้ป่วยทุกอย่าง ซึ่งวันนี้โรงพยาบาลก็พยายามให้คนข้างนอกได้เห็นศักยภาพของพวกเขา พยายามพัฒนาทักษะด้านอาชีพให้เขา

“มีกฎหมายให้รับคนพิการเข้าทำงาน บริษัทส่วนใหญ่ก็มักเลือกกลุ่มพิการทางกาย แต่กลุ่มพิการทางจิตนี่ไม่ค่อยได้รับโอกาส ซึ่งการรักษาคนไข้ทางจิตที่ดีนั้นคือโรงพยาบาล 70% และอีก 30% ครอบครัวและชุมชนต้องช่วยกัน มีที่ให้เขายืน สังคมต้องยอมรับ ให้โอกาสเขาด้วย ผู้ป่วยเขาไม่ได้อยากให้สงสาร แต่อยากได้โอกาส” …ผอ.โรงพยาบาลศรีธัญญากล่าว.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

ที่มา เดลินิวส์