ผู้ชายต้นแบบ สัมภาษณ์ หนึ่ง จักรวาล แนวคิด

หนึ่ง จักรวาล เสาธงยุติธรรม เรียนรู้ให้สุดจากชีวิตจริง

Home / In focus / หนึ่ง จักรวาล เสาธงยุติธรรม เรียนรู้ให้สุดจากชีวิตจริง

แม้ว่าชื่อของ หนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม จะเป็นที่รู้จักในวงการเพลงมานานในฐานะของ Music Director ที่ทำงานร่วมกับศิลปินทั่วฟ้าเมืองไทยมาแล้วนับไม่ถ้วน แถมยังได้รับการขนานนามว่าเป็นนักเปียโนฝีมือดีอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย แต่ต้องยอมรับว่าคงมีอีกหลายคนอาจเพิ่งรู้จักชื่อของพี่หนึ่งจากรายการเกมวาไรตี้โชว์ชื่อดัง ซึ่งทำให้พี่หนึ่งกลายเป็นบุคคลที่น่าสนใจและถูกจับตามองถึงความสามารถด้านดนตรีที่มีอยู่มากมาย

อะไร คือ สิ่งที่ทำให้เราเลือกที่จะยึดอาชีพทางสายดนตรี

“เริ่มรู้สึกชอบจริงๆ คือ ตอน ม.1 ซึ่งตอนนั้นก็อายุประมาณ 10 ขวบ เพราะพ่อทำวงดนตรีลูกทุ่งให้เล่น ด้วยความที่บ้านจนแล้วเคยอยู่ในสลัม ก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่แฟลต พ่อได้งานที่ท่าเรือเลยได้ที่อยู่ฟรี พอมีวงดนตรีก็เริ่มออกไปเล่นตามงานวัด ตามสถานที่ต่างๆ รู้สึกว่าดนตรีมันสนุกเหมือนได้เที่ยวไปด้วยตามประสาเด็ก แล้วอยู่ดีๆ ก็คิดว่าแล้ววันข้างหน้าจะทำอะไร เราอยากมีตังค์ซื้อบ้านให้พ่อแม่ แล้วทำไงจะเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะพ่อพี่ขาพิการ คือกระดูกสันหลังนี้ห่างกัน ต้องเดินด้วยไม้เท้า ส่วนแม่ความรู้ก็น้อยมาก เลยคิดว่าจะเล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ นี่แหละ หรือลองดูสิว่าตรงไหนจะหักเหชีวิตเราได้ พอเล่นมาเรื่อย ๆ มันดูไม่มีจุดหักเหไปทางอื่นเลยเพราะเราเริ่มเล่นมาตั้งแต่งานวัด คาเฟ่ ผับ โรงแรม เล่นตามมันไปทุกยุคทุกสมัย สมัยก่อนต้องเริ่มเล่นประมาณ 1-2 ทุ่ม กว่าจะเลิกก็ตี 4 ซึ่งตั้งแต่ ม.1 จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยตกงานเลย”

ความรู้เรื่องดนตรีพี่หนึ่งได้มาจากไหนบ้าง

“พี่ไม่ได้เรียนดนตรีเลย ไปเล่นเพื่อให้รู้ว่าชีวิตจริง ๆ ของนักดนตรี การทำงานเป็นยังไงพอได้สัมผัส อ่อ! เป็นแบบนี้ ก็ไต่เต้าไต่ระดับมาเรื่อย ๆ จนเรียนรู้ว่าทุกระดับของนักร้องเป็นยังไง เลยคิดว่าในเมื่อเราตั้งเป้ามาแล้วว่าจะไม่เรียนดนตรีเลย เราจะเล่นดนตรีได้ไหม จะเล่นเปียโนได้ไหม เพราะตัวเราเองไม่มีตังค์เรียนด้วย แล้วดูสิว่าพวกนักดนตรีจะมีอนาคตที่ดีได้ไหม อันที่จริงพ่อแม่อยากให้เป็นครู มันมีเงินเดือนที่แน่นอน พอเรียนจบก็ไปเป็นครูอยู่ 2 ปี แล้วลาออก ถือว่าเราทำให้พ่อแม่เห็นแล้ว ว่าเราทำได้ แต่เงินตรงนั้นมันทำให้เรามีชีวิตที่ดีไม่ได้ มันได้เงินน้อย ซึ่งพี่เป็นคนตรง เวลามีอะไรจะไม่ประจบใคร เวลาสอนก็จะเอาชีวิตจริงมาสอน ซึ่งมันไม่มีสอนในมหาวิทยาลัยทั่วโลก เพราะการเรียนในห้องมันคนละแบบกันนะ ซึ่งการสอนจริง ๆ เขาจะตั้งกฎไว้ว่า ต้องสอนแบบนี้ มันเหมือนกันหมด จบออกมาก็แย่งงานกันทำอยู่ดี พี่เลยคิดว่าจะใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีต่อจากนี้ไปเรื่อย ๆ ไปทำเพลง ทำคอนเสิร์ต อัดเสียง แล้วชีวิตมันหันเหมาเรื่อย ๆ บวกกับการพยายามหาโอกาสให้ตัวเองด้วย คนเราจะเก่งอย่างเดียวไม่พอ ซึ่งโอกาสของพี่มาจากวันหนึ่งที่ไปแทนเขาพอแทนปุ๊บเราไม่รู้ว่าวันนั้นใครมาดูบ้าง ปรากฏว่าพนักงานร้านบอกว่ามีผู้ใหญ่ขอพบ พอมานั่งคุยก็เป็นกลุ่มโปรดิวเซอร์ของแกรมมี่ เขาบอกว่าเราฝีมือดีนะ ก็ถามว่าเล่นที่ไหน เรียนที่ไหนซึ่งตอนนั้นพี่เด็กมาก อายุยังไม่ถึง 20 ปีเลย พอเข้ามาก็เริ่มหัดตั้งแต่การทำคาราโอเกะ ซึ่งเมื่อก่อนคาราโอเกะที่มีเสียงเมโลดี้ข้างในอันนั้นเป็นของพี่เอง พอเริ่มมีรายได้เยอะก็ผันตัวมาเปิดห้องอัดเสียงให้กับศิลปิน แล้วก็มาเป็นนักดนตรีแบล็คอัพมันก็ไต่เต้ามาจนคนรู้จัก เพราะเราเล่นให้ศิลปินเกือบทุกคน”

จากที่ไม่มีใครรูจัก จนมีคนรู้จัก พี่หนึ่ง รู้สึกอย่างไรบ้าง

“มันก็เป็นเรื่องปกตินะ ที่เราจะรู้สึกภูมิใจ แต่พี่ก็ยังงงอยู่ เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าทุกคนต้องรู้จักเรา แค่ศิลปินรู้จักและเกรงใจก็
พอแล้ว จริง ๆ ตั้งเป้าการทำงานไว้แค่ว่าจะทำเพลงหรือเล่นเปียโนจนกระทั่งวันที่พี่ตาย เพราะพี่มองเป้าหมายแบบฝรั่งคนที่เขาเป็นระดับโลกที่เป็นตำนาน พอเขารู้ว่าเขาจะตายก็ทัวร์ทั่วโลกไปเล่นทุกที่ ขนาดอายุ 80 ปีกว่าแล้ว เขาก็ยังออกทัวร์อยู่เลย ซึ่งวันหนึ่งพี่ต้องเป็นแบบนั้นให้ได้”

เคยมี งานที่ทำออกไปแล้ว รู้สึกว่ายังดีไม่พอไหม

“มันน่าจะมีแต่นึกไม่ออก เพราะส่วนใหญ่สิ่งที่เคยทำมาพี่ถือว่าเป็นประสบการณ์ ไม่ว่าจะแต่งเพลงและออกทัวร์ตั้งแต่ 10 ขวบ ซึ่งไอ้พวกนี้ถูกหรือเปล่าไม่รู้ แต่มันก็พาเรามาถึงจุดนี้ได้ แสดงว่าทุกอย่างเป็น ครูเราหมด”

การสังเกตคนหนึ่งคนว่าร้องเพลงเป็นอย่างไร พี่หนึ่งใช้หลักอะไร

“ก็ดูจากนักร้องนั่นแหละ เพราะพี่เจอนักร้องเยอะเมื่อก่อนพี่ไม่ค่อยคุยกับใคร พอเล่นดนตรีเสร็จพักปุ๊บ ก็จะเดินแถวลานจอดรถฟังเพลงตลอด ตั้งแต่สมัยซาวด์อะเบาท์ คือ จะไม่มีเวลาพักเหมือนคนอื่น เพราะเราจะนั่งดูเขาคุยกัน แต่ตาเราแค่มองเฉย ๆ แล้วหูก็ฟังเพลง แล้วก็นั่งเดาว่าคนนี้ร้องเพลงเป็นยังไง พอเขาขึ้นเวทีร้องออกมาอย่างเพี้ยนเลย (หัวเราะ) บางคนแต่งตัวดูดีมากแต่ดันร้องแย่มาก บางคนอ้วนๆ โทรมๆ ดำๆ แต่พอได้ขึ้นมาร้องทีตายกันทั้งร้าน มันเหมือนเราได้นั่งเล่นเกมทุกวัน”

เรียกได้ว่าด้านดนตรีพี่หนึ่งเคยทำมาเกือบหมดแล้ว แล้วพี่หนึ่งเคยคิดจะร้องเพลงบ้างไหม

“พี่ร้องเพลงแย่มาก (หัวเราะ) ถ้าสังเกตดี ๆ เสียงพี่จะเหมือนคนเป็นหวัดและบี้ตลอดเวลา แต่พอไปตรวจภูมิแพ้ก็ไม่ใช่ และก็ไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิด แต่พี่คุมร้องได้ทุกคน บางคนก็งงนะ เพราะพี่คุ้มร้องทั้งพี่เบิร์ด, พี่เบน ชลาทิศ, ตู่ นันทิดา, มาลีวัลย์, เจนนิเฟอร์ คิ้ม ซึ่งเป็นตัวท็อปทั้งนั้น เพราะเรารู้ว่าคาแรคเตอร์เสียงแบบนี้ต้องร้องแบบไหนถึงจะได้หรือลูกเล่นแบบนี้ได้นะ ซึ่งเคยมีคนทายว่าพี่เป็นหน้ากากร้องเพลงหรือเปล่า แสดงว่าคนนั้นไม่รู้จักพี่จริง ก็บอกว่ากูร้องเพลงไม่เป็น”

แรงผลักดันที่ทำให้พี่หนึ่งพยายามทำทุกอย่างมาได้จนถึงทุกวันนี้

“พี่มองตัวอย่างจากพ่อพี่นี่แหละ เพราะพ่อทำงานหนักมาก ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้ากลับมากินข้าวครึ่งชั่วโมงก็ไปทำงานต่อ เลิก 4 โมงครึ่ง ทุ่มหนึ่งก็ไปทำงานถึงเที่ยงคืน ก็คิดว่าพ่อทำงานอะไรทั้งวันเลย มารู้อีกทีคือพ่อทำโอตลอดเวลาเพื่อเอาเงินมาให้ลูกเรียน เพราะพวกเราอยู่สลัมไม่มีเงินเรียน บ้านก็มีแค่สังกะสีผุๆ หลังบ้านก็เป็นน้ำเน่า แล้วพ่อยังต้องตื่นตี 5 ทุกวัน ซึ่งพ่อพี่พิการก็คิดว่าไม่น่าจะขับรถได้นะ แต่ยังขับรถพาลูกไปเที่ยว เราเลยมองว่ามันเจ๋งว่ะ บวกกับที่เรามองคนในสลัมส่วนใหญ่ก็ติดยาหมดเลย ถ้าติดอีกคนชีวิตที่บ้านนี่เละแน่ ๆ เลยบอกตัวเองว่าต้องเป็นอีกคนที่ไม่เหมือนชาวบ้านดิ แล้วก็ต้องทำเพื่อพ่อให้ได้ คือ วันนี้พี่อยากให้พ่อเห็นมากที่สุด แต่พ่อก็ไม่เห็นแล้ว”

พี่หนึ่งอยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จ ในทางสายที่ตัวเราเองเลือก

“พี่ว่าการทำงานมันต้องเต็มร้อย ต้องมั่นใจว่ารักและชอบจริง ๆ เพราะถ้าชอบแค่ว่ามันเท่ เพื่อนชอบกูชอบ สิ่งพวกนี้ไม่ทำให้เราไปได้สุดหรอก แสดงว่าเรากำลังแค่ทดลอง แต่ถ้าไม่อยากทดลอง ทุกอย่างที่ทำต้องทำให้เต็ม หลายคนอาจจบมหาวิทยาลัยเดียวกัน ตำราเล่มเดียวกัน แต่สิ่งที่มันเจ๋งกว่ากัน คือสมองคุณต้องคิดมันให้ออกมาอีกแบบหนึ่ง และทำให้สุดให้เต็มที่ที่สุด บางคนบอกเต็มที่แล้ว พี่ว่าไม่เต็มหรอกเท่าที่เห็นมานะ เพราะสุดของความเป็นจริงมันสุดคนละแบบ มันต้องมีสุดกว่านี้ ซึ่งเรื่องพวกนี้อาจจะเป็นที่ว่าไม่มีใครบอกเขามากกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ น้องอยากมาเป็นพี่ใช่ไหม มานอนบ้านพี่สองวันมาดูพี่ทำงานบอกเนี่ย เป็นไงมึงสุดหรือยัง ไม่มีใครตอบเลย บอกเลยตอนที่เอ็งนอน พี่ยังไม่ได้นอน ตอนที่เอ็งตื่นพี่ก็ทำงานอยู่ มันคนละเรื่องกัน ในขณะที่ตอนนี้เราเป็นพี่แล้วนะ แล้วเอ็งเป็นแค่ใคร คือจะโดนแบบนี้ทุกคน เอาแค่มานั่งตามเฉย ๆ ไม่ต้องมาทำงานกับพี่ มันก็เหนื่อยและเบื่อกันแล้ว พี่เลยบอกนี่ไงไม่สุดส่วนใหญ่เป็นแบบนี้แหละ”


เรื่อง : ปูชิกา ภาพ : กิติศักดิ์
ที่มาเนื้อหาจาก นิตยสารแม่บ้าน
Website : maeban.co.thFacebook – Maeban.co.thMAEBAN TV  ,IG : Maebanmag