พลังใจล้วนๆ หนุ่มลดน้ำหนัก 43 กิโล สู้โรคร้ายออกกำลังกายทั้งๆ ที่ป่วย

Home / health&firm / พลังใจล้วนๆ หนุ่มลดน้ำหนัก 43 กิโล สู้โรคร้ายออกกำลังกายทั้งๆ ที่ป่วย

เรื่องสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากดั่งคำกล่าวที่ว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ Men.MThai จึงขอพาไปดูเรื่องราวดีๆ ของคุณ Bankba สมาชิคเว็บ Pantip หนุ่มวัย 35 ปี คนนี้ที่ลดน้ำหนัก 43 กิโล ใน 10 เดือน เพราะเป็นโรคอ้วนและตามมาด้วยโรคต่างๆ มากมาย จึงทำให้เขาหันมาดูแลตัวเองและออกกำลังกายสู้กับโรคต่างๆ ลองไปชมประสบการณ์การลดน้ำหนักดีๆ ของหนุ่มคนนี้กัน

MenMThai_7

ผมอายุ 35 ปี สูง 178 นี่ผมเองครับ ลุงอ้วนแก่นี่หละผมเอง ตอนนั้นหนักราวๆ 132 กิโลกรัม BMI 41.66 เป็นโรคอ้วนขั้นสูงสุดครับ

MenMThai_1

เรื่องสุขภาพ  เมื่อมีนาคมปีที่แล้ววันนึง ผมต้องกินยาวันละ 4-5 เม็ด เพื่อบรรเทาอาการขอโรคต่างๆ ดังนี้

ภูมิแพ้  อันนี้ต้องพ่น สเตียรอยด์ ตอนเช้าทุกวัน เพื่อให้ ร่างกายไม่แพ้ฝุ่น เพราะตื่นเช้ามาจะทรมานมาก เพราะหายใจไม่ออก ต้องหายใจทางปาก ไปหาคุณหมอ คุณหมอว่า ต้องพ่นยา + กินยาไป ตลอดชีวิต แล้วให้ดูแล้วห้องนอนไม่ให้มีฝุ่น ทำให้ตอนเช้าๆ จมูกตีบ หายใจไม่ออก เจ็บคอเพราะ กรน+หายใจทางปาก พอพ่นยาแล้วอาการก็ดีขึ้นบ้าง แต่ถ้าช่วงไหนมีไข้หรือเป็นหวัดอาการก็จะทรุดมาก

ความดันสูง+ไขมันในเลือดสูง อันนี้ หมอให้กินยาลดไขมันในเลือด แถมโดนเพิ่มปริมาณยา เพราะปริมาณเดิมเอาไม่อยู่  ส่วนความดัน ก็ไปถึง 150-160 / 100-110 บ่อยๆ

ช่วงก่อนหน้านี้บวชพระก็ลำบากมาก เพราะบวชสายธรรมยุติ เดินบิณฑบาต หลายกิโล ต้องพ่นยาที่เท้าก่อนออกบิณฑบาต จนกินยามาได้ซัก 2 ปีกว่า เวลาจะไปไหนมาไหนที ยาเป็นถุงๆครับ  ร่างกายแย่มาก เตะบอลนิดเดียวก็จะเหนื่อยมาก แทบขาดใจเลย เวลาไปเที่ยว เดินนิดหน่อยก็จะเหนื่อยมาก เที่ยวไม่สนุก เป็นภาระ คนอื่นคอยเป็นห่วงสุดท้ายกลับมาจากเที่ยวญี่ปุ่นก็เลยคิดว่ายังไงก็ต้องลดให้ได้ เลยเริ่มหาข้อมูลการลดน้ำหนัก  แต่ครั้นจะไปหาเทรนเนอร์เข้าฟิตเนส ก็คงจะไม่ไหว แต่ก็ยังโชคดี ที่ทำงานมีพี่คนนึง เป็นนักเพาะกายดีกรี รองแชมป์กีฬาแห่งชาติ ก็เลยได้ที่ปรึกษาชั้นดีโดยไม่ต้องเสียเงิน จาก จุด start ในวันนั้น คือ 132 อย่างที่ บอก

MenMThai_2

มาดูพัฒนาการความอ้วนครับ

สารแรกที่ผมประมวลได้หลังจากที่หาข้อมูล  คือ
*** ห้ามอดอาหารห้ามงดแป้ง กินให้เป็นปกติ แต่ให้ใช้เวทเทรนนิ่ง และ คาดิโอ ควบคู่กันไปในการลดความอ้วน ***
*** นำหนักที่เหมาะสมในการลดความอ้วนคือ0.5-3 กิโล ต่อเดือน***

ตอนนั้นหนักมากครับวิ่งไม่ได้ ก็ใช้คาดิโอด้วยการปั่นจักรยาน  แล้วก็ซิทอัพจากเครื่องซิทอัพ  ที่มีที่ดึงแล้วก็มีเครื่องยกเหล็ก แบบที่ไว้ดึงๆ ดันๆ  ก็เริ่มเล่นจากวันละ 40 – 60 นาที อาทิตย์ละ 3-5 วัน  แรกๆ นี่น้ำหนักลงไวมากครับ ไม่ถึงเดือนลงไป 7 กิโล  แต่ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะน้ำหนัก 132 นี่คือชั่งหลังจากกลับมาจาก ญี่ปุ่นแบบว่ากินเพียบมามาก พอมากินปกติ + ออกกำลังกายนี่แรกๆ น้ำหนักเลยลดมาค่อนข้างเยอะ

แรกๆที่เล่นทรมานมากครับ เดี๋ยวเนื้อตึง เดี๋ยวตะกริวขา  ที่ทรมานที่สุด คือตะคริวหน้าท้องครับ ยืนยังไม่ได้เลยปวดมากครับ ช่วงแรกๆ นี่ยังนอนดึกตามปกติครับ 5 ทุ่ม ถึงตี 1 ตื่นตี 5 ดูละครบ้าง ซีรี่ย์บ้าง เล่นเกมส์บ้าง  กินก็เลิกพวกน้ำหวาน น้ำอัดลม ของหวาน มื้อเย็นนี่ก็กินบ้างไม่กินบ้าง แต่หมูกระทะ  แฮมเบอร์เกอร์ยังมาเต็มครับ ไปกินบ่อยๆ ใช้ชีวิต แบบนี้มาราวๆ 7 เดือนครับ น้ำหนักลงไปราวๆ 20 กิโลครับ

ช่วง 7 เดือนนี้ หักดิบครับ  คือเลิกทานยาทุกอย่างเลย  แต่ความดันลงครับ  อยู่แถวๆ 140/105 แต่ที่ชัดเจนเลยคือ หัวใจเต้นช้าลง จากปกติเคยเต้น 100 นิดๆ ก็มาเหลือแค่ 80 กว่าๆ ในช่วงปกติแต่ที่มหัศจรรย์เลยคือ  ตอนเช้าจมูกไม่ตีบแล้วครับ  หายใจคล่อง  แต่ยังมีอาการภูมิแพ้อยู่บ้างเวลามีฝุ่นมากๆครับ ยังจามอยู่ กางเกงเริ่มหลวมครับ ลงมาใส่ 42 40 ตามลำดับ เริ่มรื้อกางเกงเก่าๆ  มาใส่ครับ

MenMThai_3

อันนี้ยาที่ต้องกินทุกวันครับ แค่บางส่วนนะครับ

มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเลย  คือช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วครับ  ผมเข้าโรงพยาบาลครับ  เพราะ มีอาการปวดท้องรุนแรงร้าวไปหลัง แรกๆ หมออายุรกรรม วิเคราะห์ว่าเป็นกระเพาะครับ  ช่วงนี้ น้ำหนักจะลดเยอะเลยเพราะทานอะไรไม่ค่อยได้  อาการก็เป็นๆหายๆ  สุดท้ายต้องเข้าโรงพยาบาลใหญ่ครับ  เช็คละเอียดอีกทั้งอัลต้ราซาวด์ และ MRI

ก่อนป่วยคือหนัก 110 จำได้เลยว่าวันที่  20 พย. 2015 ผลอัลตราซาวด์ออกมาก่อน และหมอวิเคราะห์ว่ามีนิ่วในถุงน้ำดี ส่วนหมอศัลย์ดูแล้วส่งไปทำ MRI เพราะ บอกว่า ตับแปลกๆ  แต่ไม่ได้บอกอะไรมาก  ได้คิว mri ปลายๆ ธันวาครับ แล้วก็นัดตรวจเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นกังวลมากครับ สงสัยว่าอะไรคือ ตับแปลกๆ  มะเร็งตับ ฝีในตับ  ตับแข็ง  คือไม่ว่าจะเป็นอะไรก็หนักหน่วงทั้งนั้นครับ ส่วนผลปัสสาวะ มีโปรตีนรั่วครับ

นาทีนั้นเลยตัดสินใจเด็ดขาดครับ  ถ้าจะป่วยหนักต้องเตรียมร่างกายไว้สู้กับโรคภัยครับ  ก็เลยเพิ่มเวลาการออกกำลังกาย เป็น 1-1.5 ชม. และ 6 วันต่อสัปดาห์  แน่นอนครับ  ปวดร้าวไปหลัง ยกเวทไม่ไหวแน่ แต่ก็พยายามทำท่าอื่นๆ และคาดิโอให้มากขึ้น  ทำทั้งๆ ที่ยังนอนเจ็บอยู่เลยนี่หละครับ

แต่อันนี้ สำคัญมากครับ  ผมเน้นเลยนะครับ เพราะผมเชื่อว่า น่าจะมีส่วน  มากๆเลยครับ  เรื่องการกินครับ พอช่วงที่ป่วยเนี่ย  เนื่องจากถุงน้ำดีมันจะทำงานเวลาร่างกายต้องการน้ำดีไป ย่อยไขมันครับ   ดังนั้นช่วงป่วยนี่ผมไม่กล้าทานอะไรเลย  แอ๊ปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้มทั้งวันครับ เพราะกลัวเจ็บไปหมดครับ  เต็มที่คือ ต้มผักกินสุกี้เอาครับ และจากการหาข้อมูลทำให้ได้รู้ว่าพวกอาหารแปรรูปทั้งหลาย ผงชูรส ของหมักดอง น้ำปลา ไม่ดีกับไต ผมก็เลยเลิกขาดทุกชนิครับ สุดท้ายกินแค่ สุกี้ ผักต้ม ปลาปิ้ง ผลไม้สด ผักสด ในช่วงเดือนนี้ป่วยซะมากครับ วันที่ 20 ธ.ค. น้ำหนักคือ 99 ครับ  ต่ำกว่า 100 แล้ว  แต่ ไม่มีแรงครับ เวทที่เคยยกได้ก็ยกไม่ได้ครับ ต้องยกที่น้ำหนักน้อยลง แต่ที่เพิ่มแน่นอนคือพักผ่อนครับ  ตอนนี้เริ่มนอน 2-4 ทุ่มครับ ตื่นตี 5 เหมือนเดิม

MenMThai_4

พออาการปวดเริ่มลดลง  ก็เริ่มกินมากขึ้นครับ นับๆ ดูให้ได้ ซํก 2 พัน แคลในแต่ละวัน  

ใช้วิธีกินบ่อยๆครับ  เช้า 7 โมง กลางวัน 11 โมง บ่ายๆกินผลไม้ครับ เย็นก็กินผลไม้บ้าง บางทีออกกำลังกายกลับมาดึกอาบน้ำเสร็จก็นอนเลย หลังจากอาการเริ่มดีขึ้น  ผมก็อัดเวลาออกกำลังเพิ่มไปอีกครับ แต่เพิ่มแค่วันหยุดนะครับ วันธรรมดาไม่มีเวลาแล้ว คือวันหยุดปกติเช้าจะไปวิ่งประมาณ 15-30 นาที รวมวอร์ม + คูลดาว เย็นก็เล่นฟิตเนส + คาดิโอ อีก 2-3 ชม.

เรื่องการกิน คือ ไม่กินอาหาร ทอด + ผัด ก็กิน ต้ม นึ่ง แกง(ไม่กะทิ) เท่านั้น อาหารแปรรูปทุกชนิดเลี่ยงครับ กินจืดไม่ปรุงเพิ่ม เลิกน้ำปลา ดังนั้นเมนูผม จะเป็นอะไรที่หากินง่ายๆได้ทุกวันครับ  เช่น สุกี้ (ไม่เอาน้ำจิ้มสูตรเต้าหู้ยี้ ถ้าไม่มีก็ไม่ซดน้ำ) แกงส้ม พะโล้ กินแต่ไข่ เพราะน้ำมันเค็ม แกงเห็ด ส้มตำ ลาบ ยำ แกงป่า แกงไตปลา สลัด+ปลาทูน่าไม่ใส่น้ำสลัดกินมันเขียวๆนี่หละ ข้าวโพดหวานต้ม ก๋วยเตี๋ยว ขนมปังโฮลวีต แอปเปิ้ล กล้วย ทานวันละ 2 มื้อครับ คือ 7โมงกับ 11 โมง ถ้าหิวบางวันบ่ายๆก็กินผลไม้หรือ ขนมปังครับ

พอกินมากขึ้น เริ่มยกน้ำหนักได้มากขึ้นครับ  ยกเวทได้ที่น้ำหนักเท่าเดิมแล้วแต่วันไหนที่ปวดครบทุกส่วนของร่างกายก็จะพักครับ คือ ปวดใต้ซี่โครง ปวดข้างๆหน้าอก ปวดต้นขาด้านหลัง  ก็จะพัก1-2วันครับ  เท่ากับว่าจะเล่น 4-6 วันพัก1-2 วันครับ

MenMThai_6

เรื่องสุขภาพ ความดันลงเยอะมาก จนวันที่ไปทำ MRI พยาบาลบอกเลยว่าอย่าให้ต่ำลงไปถึงขนาด 80-90 /60-70  มันจะวูบ แล้วก็จริงๆ ด้วย เพราะช่วงที่ผมป่วยหนักและกินไม่เป็นปกตินั้น ความดันต่ำมากครับ และก็วูบบ่อยๆ  แต่ตอนนี้ความดันปกติแล้วครับ คือ 120+/ 80+ บางทีตัวล่างก็วิ่งไปถึง 90 นิดๆครับ แต่ก็ไม่เกินนี้ ภูมิแพ้ แทบไม่มีอาการแล้วครับ ยกเว้นเวลาไปที่ที่แบบฝุ่นมากจริงๆ จะมีจามบ้าง
ล่าสุด เมื่อ วังอังคารที่ผ่านมาหมอนัดตรวจแล้ว  ตับเจอซีสครับ เซนกว่าๆ ถุงน้ำดียังมีอาการบวม แต่เนื้อตับไม่ดี แต่ก็ไม่ถึงกับแข็ง  สุดท้ายหมอนัด ตัดถุงน้ำดีสิ้นเดือนครับ
อ่านมาถึงตรงนี้  ใครมีคำแนะนำช่วงพักฟื้นก็ดีนะครับ ว่า ช่วงที่แผลยังไม่หายผมออกกำลังกายท่าไหนได้บ้าง ผมกลัวกลับไปอ้วนอีกครับ

MenMThai_5
ส่วนเรื่องเสื้อผ้า ใส่ไม่ได้ครับ อันนี้ตัวอย่างเสื้อตัวเก่ากับเสื้อใหม่ครับ

ตอนนี้ลำบากมากครับ เพราะเสื้อเก่าๆ ใส่ไม่ได้แล้วต้องไปรื้อเสื้อเก่ามากๆมาใส่  ถ้าซื้อใหม่ บางตัวก็ M บางตัวก็ L ครับพวกเสื้อเชิ้ตก็ xl พวก 4-6 xl ใส่ไม่ได้แล้วครับกางเกง เข็มขัดเอาไม่อยู่ครับ บางเส้นเอาไปเจาะเพิ่ม 4 รูก็ยังใส่ไมได้ ตอนนี้ ใส่เอว 34-36 ครับ ผมมี เหตุผลเป็นร้อยอย่างที่คิดว่าอ้วนแล้วมีความสุข ร่าเริง อารมณ์ดี ที่สำคัญไม่หนักหัวใครด้วย แต่เชื่อผมเถอะครับ ความเจ็บป่วยมันทรมาน หันมาดูแล สุขภาพเถอะครับ  อ้วนแล้วไม่หนักหัวใครหรอกครับ หนักหัวตัวเองกับคนรอบข้างนี่แหละ โรครุมเร้า ร่างกายอ่อนแอ

ผมคิดว่า มี 3 อย่าง ที่ควรดูแลให้เหมาะสม คือ การกิน การพักผ่อน และการออกกำลังกาย เท่าที่สังเกตุหลังจากวันพักนี่น้ำหนักลงแบบฮวบๆ หลายขีดเลยครับ 

Men.MThai ขอบคุณเนื้อหาและรูปภาพ
จากคุณ Bankba สมาชิคเว็บ Pantip

ที่มา http://pantip.com/topic/34765786