ภัยน้ำท่วมและโรคที่มันมากับน้ำ

Home / health&firm / ภัยน้ำท่วมและโรคที่มันมากับน้ำ

 

มันมากับน้ำท่วม -=Byหมอแมว=-

ภัยที่มันมากับน้ำท่วม รูปที่ 1 ขออนุญาตนำบทความดีๆ ของหมอแมวที่เคยโพสต์ไว้ ใน webboard.mthai นะครับ เพราะเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวไทยในสถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้ครับ

ช่วง นี้เป็นช่วงที่น้ำท่วมในหลายจังหวัดของประเทศรวมไปถึงจังหวัดที่ผมทำงานอยู่ พบว่าช่วงนี้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมากใหหลายโรคที่ปกติไม่ค่อยได้พบกัน วันนี้จึงขอเสนอโรคที่พบบ่อยได้ในช่วงน้ำท่วมและวิธีป้องกันครับ

1. ตาแดง
โรคตาแดงมีหลายชนิด แต่ตาแดงที่มากับน้ำท่วมก็คือโรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อ ทั้งนี้การเป็นตาแดงในช่วงที่น้ำท่วม พบได้บ่อยจากการที่เชื้อโรคมากับน้ำแล้วคนเอามือที่ถูกน้ำนั้นมาเช็ดถูที่ตา หรือวักน้ำที่ท่วมอยู่ขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เล่นน้ำแล้วน้ำเข้าตา หรือใช้เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่เป็นตาแดง

ตาแดงที่มากับน้ำท่วม มีได้ทั้งจากไวรัสและแบคทีเรีย และยากที่จะบอกได้ว่าคนเป็นเป็นจากเชื้อใด การรักษาทั่วไปจึงมักให้ยาปฏิชีวนะหยอดตาฆ่าแบคทีเรียไปก่อน (เพราะพวกนี้ถ้าเป็นมีโอกาสรุนแรงได้มากกว่า)โดยการหยอดตาในผู้ที่เป็ฯตาแดง นี้ไม่มีความจำเป็นต้องเอาผ้าก๊อซมาปิดตา แต่อาจจะใช้แว่นตาเพื่อกันลมกันฝุ่นที่จะระคายเคืองเท่านั้น

การป้องกัน ทำตามสาเหตุก็คือ ไม่ขยี้ตาไม่เอามือเช็ดป้ายตา ถ้าไปจับอะไรมาก็ต้องล้างมือให้สะอาด และไม่ใช้เครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกัน

2. ท้องเสีย
เช่นเดียวกันคือเป็ฯ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อการติดเชื้อก็เกิดจากการกินเข้าไปทั้งโดยตรงคือนำ น้ำดังกล่าวมาดื่ม หรือจากการล้างมือด้วยน้ำสกปรกก่อนจะใช้มือนั้นมาจับอาหาร เวลาที่มีคนท้องเสียมา หมอจะถามประวัติดังกล่าวนี้ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะบอกว่า “ไม่เคยนำน้ำมาดื่ม และอาหารก็สะอาด” แต่เมื่อถามลึกๆจะได้ประวัติประมาณนี้ครับ

“กำลังจะกินข้าว มือยังไม่ได้ล้าง ก็เอามือไปวักน้ำที่ท่วมมาล้างมือ สะบัดๆ แล้วก็กินข้าว…. กินได้สักพัก เผลอเอามือไปจับเท้า … ก็เอื้อมมือลงไปวักน้ำมาล้างมือ ล้างอีกทีแล้วกัน ว่าแล้วก็ล้างแล้วก็เอามือไปหยิบอาหารมากิน “

น้ำที่ท่วมอยู่แม้ดูแล้วไม่สกปรก แต่จริงๆแล้วมีอะไรปนอยู่เราก็ไม่รู้ เชื้อโรคก็มีมากมาย ทั้งกลุ่มไวรัสที่ปะปนมาในน้ำได้โดยไม่มีสีไม่มีกลิ่น , แบคทีเรียบางชนิดปะปนมากับอุจจาระที่ละเอียดเป็นฝอยมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ลองเอาน้ำที่ท่วมขึ้นมาแกว่งด้วยสารส้มสิครับ ตะกอนที่เหลืออยู่ที่ก้นถังนี่ เหลือเกินจริงๆ
การ รักษาขั้นแรก ก็คือการดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนอุจจาระที่ขับถ่ายออกไป และหากมีอาการถ่ายมากอาเจียนมากจนเพลีย หรือมีไข้ ก็ควรไปพบแพทย์

การป้องกันทำได้โดยกินอาหารที่สุกสะอาด ใช้ช้อนและช้อนกลางกินข้าว การถ่ายอุจจาระในช่วงน้ำท่วม ต้องระวังไม่ให้อุจจาระลงไปในน้ำที่ท่วม ให้ใช้วิธีถ่ายลงในถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุงเก็บลงถุงขยะดำไปครับ

3. สัตว์มีพิษ
เวลาน้ำท่วม สัตว์ที่ปกติอาศัยตามพื้นดินก็จะหนีมาหาที่แห้งอยู่อาศัย สัคว์มีพิษยอดนิยมก็ได้แก่ งู และ ตะขาบ ส่วนมุมโปรดก็ได้แก่ รองเท้าและผ้าห่ม เมื่อรู้ดังนี้แล้วก่อนใช้รองเท้าและผ้าห่มก็ควรเช็คให้ดีก่อนเสมอ (เช็คด้วยการสะบัดหรือเคาะนะครับ มีบางคนพาซื่อ ถูกงูกัดเพราะเช็คด้วยการเอามือล้วงรองเท้าก็มีมาแล้ว)

นอกจากนี้ก่อนหยิบจับของในที่มืดหรือในที่ลึกๆ ก็ต้องเคาะหรือทำให้เกิดการสั่นก่อน เพื่อที่หากมีตัวอะไรซ่อนอยู่ มันจะได้หนีหรือส่งเสียงออกมาให้เรารู้ตัวก่อน

ภัยที่มันมากับน้ำท่วม รูปที่ 2

ทากดูดเลือด ในภาวะน้ำท่วม และวิธีแก้ปัญหา

4.บาดแผล น้ำกัดเท้า
เวลาน้ำท่วม มีการเดินลุยน้ำ ก็มักมีเท้าเปียกชื้นเป็นธรรมดา จากนั้นก็หลีกไม่พ้นโรคที่มากับความอับชื้นก็คือพวกเชื้อรา…

ส่วนการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำเป็นเวลานานๆ ผิวหนังก็จะเปียกและอ่อนนุ่มขึ้นกว่าปกติ เพียงแค่การใช้ผ้าขนหนูเช็ดถูให้แห้งก็สามารถก่อให้เกิดแผลเล็กๆที่มองไม่ เห็นด้วยตาเปล่า เป็นเหตุให้เชื้อโรคเข้าสู่ผิวหนังและเกิดอาการน้ำกัดเท้าได้ … แถมยังมีการที่น้ำท่วมมีสีคล้ำขุ่นจนมองไม่เห็น เดินไปชนของแข็งที่อยู่ใต้น้ำจนเกิดแผลที่เท้าตามมา

การดูแลรักษาที่ทำได้คือดูแลแผลให้สะอาดและแห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นใช้สบู่ฟอกและใช้น้ำสะอาด เมื่อเกิดแผลและมีการติดเชื้อก็ต้องกินยาให้ครบ (ฉีดวัคซีนบาดทะยักด้วยในกรณีที่ฉีดครั้งสุดท้ายมากกว่า5ปีมาแล้ว)

การป้องกันที่ทำได้ก็คือใส่รองเท้าบู๊ทถ้าต้องเดินลุยน้ำ , ถ้าเป็นการแช่น้ำในบ้านที่เลี่ยงไม่ได้ อาจจะใช้การสวมรองเท้าแตะและเอาถุงขยะดำสวมขาข้างละถุง(แต่ลื่น..ระวังล้ม ด้วยแล้วกัน) ถ้าขึ้นจากน้ำก็ต้องใช้ผ้า “ซับ” ไม่ใช่เช็ด..จนเท้าแห้ง ถ้ามีเชื้อรา ก็ไม่ควรลงน้ำบ่อย และเมื่อขึ้นจากน้ำและทำให้เท้าแห้งแล้วก็ควรทายา

มีบางคนมา รพ. ด้วยเรื่องน้ำกัดเท้าและเชื้อรารักษาไม่หาย … เมื่อซักประวัติก็จะพบว่าส่วนใหญ่ยังไม่ลดการแช่น้ำ ไม่ทำให้เท้าแห้งหลายๆ คนทายาไปเป็นสิบหลอดใน 2-3 วัน ก็ไม่หาย เพราะสิบกว่าหลอดนั้นทาปุ๊บลงน้ำปั๊บ บางครั้งแช่น้ำอยู่ก็ควักออกมาทาให้ยามันละลายเล่น

สำหรับการชะล้างแผลในพื้นที่น้ำท่วมที่ขาดแคลนน้ำสะอาด อาจจะใช้น้ำยาซักผ้าขาว (ไฮเตอร์ขวดสีฟ้า) 1ฝาผสมน้ำ5 ลิตรทิ้งไว้ประมาณ 30-60 นาทีก่อนนำมาใช้ล้างแผล เป็นการบำบัดน้ำในทำนองเดียวกับการเติมคลอรีนในน้ำประปา… แต่วิธีนี้ควรสงวนไว้ใช้ในกรณีจำเป็นที่ต้มน้ำไม่ได้หรือไปทำแผลไม่ได้จริงๆ เท่านั้น เพราะน้ำที่เติมคลอรีนแบบนี้จะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมาก


ภัยที่มันมากับน้ำท่วม รูปที่ 3

การป้องกันและดูแลโรคน้ำกัดเท้า

5. ไฟช๊อต
เมื่อน้ำท่วมบ้าน สิ่งที่ควรทำก็คือ ตัดไฟของชั้นล่างให้หมดไม่ว่ารูเต้าเสียบและอุปกรณ์ไฟฟ้าจะอยู่สูงเหนือน้ำ เพราะบางครั้งสายไฟที่เดินอยู่ก็อาจจะต่ำกว่าน้ำได้โดยที่เราไม่ทันสังเกต นอกจากนี้ยังไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าถ้าตรงที่เรายืนมีน้ำท่วมอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่นที่เป่าผม หม้อหุงข้าว กระทะไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน…. เพราะถ้าของพวกนี้ตกน้ำแล้วคุณโดนไฟช๊อต นอกจากจะได้รับอันตรายจากไฟฟ้า ยังอาจจะจมน้ำตื้นๆตาย โดยที่ไม่มีคนกล้าเข้าไปช่วยก็ได้ (ช่วยยังไงผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน…นอกจากตัดไฟแล้วรีบเข้าไปช่วย)

11 t
11:9
การป้องกันไฟฟ้าดูด ในภาวะน้ำท่วม และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

6. เครียด
น้ำท่วมก็ต้องเครียดเป็นธรรมดา ตรงนี้คงจัดการได้ยากครับ แต่สามารถป้องกันได้ในการท่วมครั้งถัดไป เพราะส่วนใหญ่ ความเครียดหลักๆเกิดจากความเสียหายทางทรัพย์สินหรือการเจ็บป่วย


ภัยน้ำท่วมและโรคที่มันมากับน้ำ รูปที่ 4

ถุงยังชีพ รับมือน้ำท่วม และข้อควรรู้ก่อนช่วยเหลือผู้ประสบภัย

– – – – – – – – – – – – –

ความเจ็บป่วยที่ป้องกันได้ ผมก็ได้บอกไว้แล้ว ส่วนความเสียหายทางทรัพย์สินป้องกันได้ด้วยการป้องกันไว้ก่อน บ้านปู่ย่าของผมเอง มีการป้องกันน้ำท่วมทำลายข้าวของด้วยการวางฐานตู้หนังสือและตู้เย็น มีสะพานไฟของบ้านแต่ละชั้นแยกจากกัน ท่อระบายน้ำหลังบ้านมีฝาอุดป้องกันน้ำจากท่อระบายทะลักเข้ามา ก่ออิฐตรงธรณีประตูให้สูงเพื่อกักน้ำเป็นช่วงๆไป(กลางบ้านจะโดนท่วมทีหลัง สุด) มีแผ่นไม้และดินน้ำมันสำหรับฉุกเฉินน้ำจะท่วม ก็มีจุดวางไม้ชะลอน้ำไม่ให้ท่วมเร็ว มีเวลาเก็บข้าวของสักหน่อย ไม่ท่วมมาเกิน15ปีแล้ว ทั้งที่บ้านใกล้ๆหลายบ้านยังมีการท่วมอยู่ ดังนั้นการเตรียมตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อจะได้ไม่เครียดครับ

บางคนอาจจะสงสัยว่า ตอนนี้น้ำท่วมได้ระยะหนึ่งแล้ว จะบอกไปทำไม(ทำไมไม่บอกตั้งแต่ก่อนท่วม….)

ก่อนน้ำท่วม ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าจะมีปัญหาอะไร เตือนไปก็ไม่ค่อยฟังกัน
ตอน นี้จึงเป็นโอกาสที่ดี เพราะน้ำก็ไม่ท่วมเพิ่มมากแล้ว ใช้เวลาระหว่างนี้ คิดตระเตรียมการท่วมต่อไปในครั้งหน้า เอาสิ่งบกพร่องในครั้งนี้มาเป็นบทเรียน
ครั้งต่อไปจะได้ไม่เป็นแบบนี้ครับ

ขอบคุณ บทความจากหมอแมว http://webboard.mthai.com/7/2006-10-15/274516.html

 

 

ภัยน้ำท่วมและโรคที่มันมากับน้ำ รูปที่ 6