โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายหน้าฝน

Home / health&firm / โรคไข้เลือดออก ภัยร้ายหน้าฝน

ไข้เลือดออก คืออะไร ?

 

ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever) เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ปัจจุบันมีไวรัสเดงกี่ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ 1 , 2, 3 และ 4 โดยทุกสายพันธุ์มีโอกาสก่อให้เกิดโรคได้ทุกความรุนแรง   

ยุงลายแพร่กระจายไวรัสเดงกี่อย่างไร ?

ยุงลายเป็นยุงบ้านมีขา สีดำสลับขาว ขนาดค่อนข้างเล็ก โดยทั่วไปยุงลายจะออกหากินกัดคนในเวลากลางวัน ยุงลายจะเพาะพันธุ์ในน้ำใสสะอาดและนิ่ง แหล่งเพาะพันธุ์ส่วนใหญ่คือภาชนะเก็บน้ำในบ้านที่มีน้ำขังเกิน 7 วัน เมื่อยุงลายตัวเมียดูดเลือดจากผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่เข้าไป เชื้อไวรัสเดงกี่ในยุงจะเพิ่มจำนวน และกระจายเชื้อเข้าไปสู่ต่อมน้ำลายของยุง เตรียมพร้อมที่จะปล่อยเชื้อให้กับคนที่ถูกกัดครั้งต่อไปได้ตลอดอายุของยุง ซึ่งอยู่ได้นาน 1-2 เดือน จะพบยุงลายชุกชุมมากในฤดูฝน การควบคุมยุงลายทำได้โดยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และกำจัดลูกน้ำยุงลายโดยใส่ทรายอะเบต ( abate) ลงในภาชนะใส่น้ำ

การติดเชื้อไวรัสเดงกี่จะมีอาการอย่างไร ?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่จะไม่แสดงอาการ ส่วนผู้ป่วยที่แสดงอาการ แบ่งอาการออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

•  ไข้ไวรัส (viral syndrome) ผู้ป่วยจะมีเพียงไข้ 2-3 วัน และอาจมีผื่นตามตัว ซึ่งจะมีอาการคล้ายกับติดเชื้อไวรัสอื่นๆ

•  ไข้เดงกี่ (Dengue fever) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มักมีผื่นตามตัว และพบจุดเลือดออกจากการทำทดสอบ tourniquet test ถ้าเจาะเลือดมักจะมีเม็ดเลือดขาวต่ำ บางรายอาจมีเกล็ดเลือดต่ำร่วมด้วย

•  ไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue hemorrhagic fever) ผู้ป่วยมีไข้สูงลอย 2-7 วัน มีอาการเลือดออกส่วนใหญ่พบที่ผิวหนัง ตับโต และพบจุดเลือดออกจากการทำทดสอบ tourniquet test ลักษณะเฉพาะของโรคคือมีการรั่วของพลาสมาหรือน้ำเหลืองออกจากเส้นเลือด ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะช็อก (Dengue shock syndrome) ได้ โดยส่วนใหญ่จะมีการรั่วของพลาสมาประมาณ 24-48 ชั่วโมง หลังจากระดับเกร็ดเลือดลดต่ำลง

ไข้เลือดออกมีอาการอย่างไร ?
การดำเนินโรค แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

•  ระยะไข้สูง ผู้ ป่วยจะมีไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่ติดต่อกันเป็นเวลา 2-7 วัน มักมีอาการหน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา ตับโตกดเจ็บ บางรายอาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายที่ผิวหนัง มักไม่มีอาการหวัดชัดเจน

•  ระยะวิกฤต เป็น ระยะที่ไข้มักลดลงอย่างรวดเร็วและมีการรั่วของพลาสมา ถ้าหากมีการรั่วอย่างมาก จะเกิดภาวะช็อกได้ ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา มีความดันโลหิตต่ำ และอาจมีอาการเลือดออกที่อวัยวะอื่นๆ ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือดซึ่งมักจะเป็นสีดำ

•  ระยะฟื้นตัว เป็นระยะที่พลาสมากลับเข้าสู่กระแสโลหิต ผู้ป่วยจะมีอาการทั่วไปดีขึ้น มีความอยากอาหาร ปัสสาวะเพิ่มขึ้น มีผื่นเป็นวงกลมสีขาวกระจายอยู่บนปื้นสีแดง และอาจมีอาการคันร่วมด้วย

ทราบได้อย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก ?
วินิจฉัยจากลักษณะอาการทางคลินิกที่เข้าได้ ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ดังนี้

•  การตรวจนับเม็ดเลือด ในตอนต้นของระยะไข้สูง จำนวนเม็ดเลือดขาวอาจปกติหรือสูงเล็กน้อย ในตอนปลายของระยะไข้สูง จำนวนเม็ดเลือดขาวมักต่ำลง ( น้อยกว่า 5 ,000 เซลล์ / ลบ.มม. ) ต่อมาจะพบว่าจำนวนเกร็ดเลือดต่ำลง ส่วนใหญ่มักต่ำกว่า 100 ,000 เซลล์ / ลบ.มม. กรณีที่มีการรั่วของพลาสมา ระดับความเข้มข้นของเลือดหรือค่า hematocrit มักเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่า

•  การตรวจภาพรังสีปอด อาจมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด

•  การตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจภาวะการแข็งตัวของเลือด การตรวจการทำงานของตับ การตรวจทางภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อเชื้อ การเพาะเชื้อไวรัส เป็นต้น

การรักษาโรคไข้เลือดออก

ผู้ป่วยที่มีอาการ เข้าได้กับโรคไข้เลือดออก ควรได้รับการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อตรวจปริมาณเกร็ดเลือดและระดับความเข้มข้นของเลือด

•  ในช่วงระยะไข้สูง ควรเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ระวังอาจมีการชักได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หรือเด็กที่มีประวัติชักมาก่อน การรับประทานยาลดไข้ควรให้ด้วยความระมัดระวัง และให้เป็นครั้งคราวเวลาที่มีไข้สูงเท่านั้น กรณีจำเป็นต้องให้ยาลดไข้ควรใช้ยาพวก พาราเซตามอล (paracetamol) ไม่ควรใช้ยาลดไข้จำพวกแอสไพริน (aspirin) และ ibuprofen เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะเลือดออก

•  ในกรณีที่เริ่มเข้าสู่ระยะวิกฤตหรือระยะที่มีการรั่วของพลาสมา ควรรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล

•  ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหารมาก ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย ถ่ายปัสสาวะน้อยลง อาเจียนมาก ปวดท้องอย่างรุนแรง ซึม มีอาการเลวลงเมื่อไข้ลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น อาจเป็นอาการนำของภาวะช็อก ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

คำแนะนำ
ถ้าผู้ป่วยมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 3 วัน ควรพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ระวังไม่ให้ยุงกัดในเวลากลางวัน และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
 
ถ้าบุตรหลานท่าน มีอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์
* มีอาการเลวลงเมื่อไข้ลดลง
* มีเลือดออก เช่น เลือดกำเดา อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด
* อาเจียนมาก ตลอดเวลา
* ปวดท้องมาก
* ผู้ป่วยซึม ไม่ดื่มน้ำ หรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
* กระหายน้ำตลอดเวลา
* กระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย ร้องกวนมากในเด็กเล็ก
* พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่นพูดไม่รู้เรื่อง
* ตัวเย็น เหงื่อออก ตัวลาย
* ไม่ปัสสาวะเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.vejthani.com/