จังหวะชีวิต รู้จักเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

Home / health&firm / จังหวะชีวิต รู้จักเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

 

ทำไมเต่าอายุยืน จริงหรือไม่ที่สิ่งมีชีวิตที่มี “จังหวะชีวิต” ช้าเนิบนาบนุ่มนวลจะอายุยืนนาน นพ.กฤษดา อายุรแพทย์ด้านศาสตร์ชะลอวัย มาช่วยตอบ

เคยมีนักวิทยาศาสตร์ให้ข้อสังเกตว่า สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่มี “จังหวะชีวิต” ช้าเนิบนาบนุ่มนวลจะอายุยืนนานยกตัวอย่างเต่า,ช้าง,ปลาวาฬ  ที่ดูเดินดูว่ายกันงุ่มง่ามน่าเอ็นดูจะมีชีวิตนานถึงนับร้อยปี

  หรืออย่างกุ้งยักษ์ล็อบสเตอร์ที่เราชอบทานกัน แล้วก็แกะเปลือกมาติดผนังนั่นก็ตัวหนึ่งอายุถึงสองสามร้อยปีก็มี  เรียกว่า เกิดตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้วมาถูกกินสมัยเรานี่เอง  น่าสงสารเหลือเกินครับ

 ต่อมาก็ปรากฏว่าทฤษฎีนี้ไม่จริง ตัวอย่างง่ายคือ หอยทากก็ลากเท้าช้ายืดอืดเป็นเรือเกลือแถมเหลือเมือกลื่นๆ ไว้ตามทางอีกก็ยังมีอายุไม่ เท่าไรก็ไปสวรรค์หรือถูกเอาไปยัดเนยกินเสียหมดแล้ว  นั่นเป็นเพราะยังมีปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ถูกมองข้ามไป นอกจากความช้าเร็วแล้วก็คือเรื่องของ “จังหวะชีวิต”

 จังหวะชีวิตที่ ถ้าจัดให้ดีผสานกับจังหวะสรีรกายไม่ว่าจะลำไส้กี่ขดๆ หรือหัวใจที่เต้นกระดุบอยู่ถ้าจัดให้ “ซินโครไนซ์” กันได้มันจะหวานแว่วเสนาะแบบที่ว่าถ้าเป็นวงเครื่องสายฝรั่งก็ต้องเรียกว่า แหมมันช่าง “เมลโลว์” กลมกล่อมเข้ากันได้ดี  ซึ่งทั้งนี้จะลิ้มรสความสุขหวานของชีวิตได้ก็ต้องใช้ “สติ” ในการกำหนดจังหวะชีวิตดังต่อไปนี้ครับ

“นาทีทอง” และ “หลุมดำ” ต้องจำให้ดี     
 6-8 เช้า   

 “เรียกธาตุหนุ่มสาว” ยังหลั่งอยู่บ้างกระตุ้นโดยอย่ากินอิ่มจัดและเข้าห้องน้ำตามเวลาจะช่วยรักษา “ลำไส้หงุดหงิด” ท้องผูกได้  ปวดไม่ปวดขอให้เข้าไว้ก่อน  ถ้ากลั้นไว้จะยาวไปถึงเย็นคำแล้วจังหวะลำไส้จะปรวนครับ

 8-10 เช้า
 “ออกเบาๆกล้ามเนื้อ” ช่วงนี้จัดเป็นนาทีทองจะออกกำลังกายเบาสักนิดหรือใช้สมองคิดสักหน่อยจะแล่น บรื๋อดีเพราะมีธาตุหนุ่มสาวช่วย  แต่อย่าให้หนักไปเพราะไม่งั้น “ธาตุเครียด” ก็จะโผล่มาทักทายได้เหมือนกัน

 10-12 เช้า
 “เผื่อเรียกประชุม” จะเป็นช่วงที่สมองอิ่มออกสดใสดีที่สุด  แต่ขอให้เลี่ยงการกินเบรกที่เป็นขนมหวานช่วงนี้ครับเพราะจะทำให้หิวเร็วขึ้น เรียกหลุมดำมาเร็ว

 12-14 บ่าย
 “สุมข้าวลงท้อง” ช่วงเพลถือเป็นหลุมดำอย่าทำงานช่วงนี้ครับขอให้รับอาหารใส่ปากแบบที่ค่อน ข้าง “หนักเนื้อขาว” แต่ “เพลาแป้ง-น้ำตาล” ไม่อย่างนั้นจะยิ่งง่วงมึนและหงุดหงิดไปกันใหญ่เรียกว่าเป็นอาการตกหลุมดำ ครับ

 14-16 บ่าย
 “ต้องออกกำลังสมอง” จะอยู่หรือไปปากเหวหลุมดำก็ตอนนี้เองครับให้จับสมองมาออกกำลังโดยลองใช้มือ ข้างที่ไม่ถนัดเขียนหนังสือหรือหวีผมบ้าง  ถ้าไม่มีเวลาจริง ให้กรอกตาไปมาซ้าย-ขวา,บน-ล่าง ก็ได้ครับ  ขอแนะให้ใช้สมองซีก “สุนทรียะ” ศิลปะในช่วงนี้  ถือว่าเป็นช่วงทองให้สมองส่วนศิลปินได้ “เกิด” บ้างก็ได้ครับ

 16-18 บ่ายแก่
 “ให้จองลู่วิ่ง” เมื่อสมองตื่นตัวดีแล้วก็ย่อมที่จะอยากบริหารอำนาจสั่งงานไปยังกล้ามเนื้อ บ้าง  กอปรกับช่วงนี้เป็นช่วงที่ความทุกข์ยากจากงานแปรเป็น “ธาตุทุกข์” อยู่ในกล้ามเนื้อจนล้นปรี่แล้ว  ให้ออกกำลังกายหนักได้เช่นวิ่ง,ว่ายน้ำ,ซิทอัพ,ปั่นจักรยาน ได้เป็นการช่วยล้างธาตุทุกข์ตามตัวออกให้ตัวเบาสบายครับ

 ถ้าช่วงแรกยังจำ “คิว” ของตัวเองไม่ได้ไม่เป็นไรครับ  อยากให้จำไว้ง่ายๆ เพียง 2 ช่วงคือ “นาทีทอง” กับ “หลุมดำ”  โดยช่วงนาทีทองคือ ช่วงที่ควรทำครับ  อย่างช่วง 8-12 ถือเป็นช่วงนาทีทองสุดจะประชุมงานกันหรือถ้าจะสุมหัว (Brainstorming) คิดอ่านการงานใดก็ต้องนี่เลยช่วงนี้เลยครับ

 ส่วนช่วงตั้งแต่ 12-16 สมองจะเริ่มอืดเฉื่อยถือเป็นช่วง “หลุมดำ” ที่ต้องคอยจำให้ดีว่าอย่านัดลูกค้าหรือว่าเจ้านายประชุมไปกินข้าวกันไปเพราะ อาจง่วงงุนคิดไม่ออกและพาลฉุนหงุดหงิดโดยไม่ทราบเหตุแม้ท้องจะอิ่มแล้วก็ ตาม  นั่นเพราะว่าเลือดพากันไปเลี้ยงลงลำไส้หมดไม่ค่อยขึ้นหัวมากนัก

 ขอให้ลองจัดคิวชีวิตให้ผสานกลืนไปกับจังหวะแห่งสรีรกายดูครับแล้วท่านจะรู้ว่าชีวิตที่ “ลงตัว” นั้นสร้างสุขได้มากทีเดียว

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก