มะเร็งตับ โรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคตับแข็ง

Home / health&firm / มะเร็งตับ โรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคตับแข็ง

มะเร็งตับ โรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคตับแข็ง รูปที่ 1

สุขภาพ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของร่างกายทำงานผิดปกติ ย่อมบั่นทอนสุขภาพของผู้เป็นเจ้าของให้ทรุดโทรมลง คงไม่มีใครอยากให้โรคภัยต่าง ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวัยวะที่เรียกกันว่า “ตับ”
 
ตับ ของคนเรานั้นเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา โดยมีซี่โครงเป็นเกราะกำบัง มีน้ำหนักประมาณ 1.2 กิโลกรัม มีอยู่ 2 ข้าง เรียกว่า กลีบซ้ายและกลีบขวา โดยที่กลีบขวาจะใหญ่กว่ากลีบซ้าย ทำหน้าที่สะสมสารอาหาร น้ำตาล เป็นด่านแรกของสารอาหารหรือ  อะไรก็ตามที่เข้าสู่ร่างกายจาก   ลำไส้ เพราะเมื่อกินอาหารจะต้องผ่านลำไส้ก่อน มีการดูดซึมสารอาหาร เกลือแร่ต่าง ๆ ที่อยู่ในลำไส้ผ่านเข้าไปที่ตับเพื่อไปเก็บสะสมอาหาร เปลี่ยนสารที่กินเข้าไปให้เป็นสารที่ช่วยในการยังชีพและเติบโตของเซลล์  ต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งมีการทำลายเชื้อแบคทีเรีย สารพิษต่าง ๆ และเปลี่ยนสภาพยาที่กินเข้าไปเพื่อให้ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะที่ต้องการ
 
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคตับจำนวนมาก โดยสถิติมะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในผู้ชาย และเป็นอันดับ 3 ในผู้หญิง รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงในเพศชาย อายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปื หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
 
ในปีหนึ่ง ๆ พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งตับเกิดขึ้นใหม่ประมาณ 15,000 ราย และคาดว่าในปี 2551 นี้ น่าจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งตับรายใหม่กว่า 20,000 ราย ผู้ที่เป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับ มักเป็นมะเร็งของท่อทางเดินน้ำดีภายในตับอีกด้วย
 
ผศ.นพ.ยุทธนา  ศตวรรษธำรง แพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวถึงภาวะการผิดปกติของตับให้ฟังว่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ประการแรก คือ ตับผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ประการต่อมา คือ การติดเชื้อ ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี เพราะไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถทำให้ตับมีการอักเสบซ้ำแล้วซ้ำอีก อักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นได้ ทำให้มีการทำลายเซลล์ตับและเกิดแผลเป็นภายในตับที่เรียกว่า ตับแข็ง ตามมา
 
“ไวรัสจะเข้าไปจู่โจมภายในเซลล์ตับ เปลี่ยนแปลง  ดีเอ็นเอ ภายในเซลล์ทำให้เซลล์ตับกลายเป็นมะเร็งเกิดขึ้น  เพราะฉะนั้นคนไข้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและซี ควรจะไปพบแพทย์ ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพราะปัจจุบันมียาที่จะสามารถควบคุมจำนวนเชื้อไวรัสหรือกำจัดเชื้อไวรัสได้ เพราะไม่เช่นนั้น ไวรัสจะทำลายเซลล์ตับและเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็ง 10 เปอร์เซ็นต์ ของกลุ่มนี้จะกลายเป็นมะเร็งตับตามมา  และพบว่า ถ้าลูกที่เกิดจากแม่ที่เป็นมะเร็งตับ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นตับแข็งและมะเร็งตับค่อนข้างสูงมาก หรืออีกในกรณีหนึ่งคนไข้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีอยู่ในร่างกาย เป็นเวลานาน ๆ คนกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับสูงเช่นกัน”
 
การติดเชื้อจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ติดเชื้อได้ทางเลือด การรับเลือด ไวรัสตับอักเสบ บี จะติดต่อได้โดย  การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือทาง เพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง อนามัย หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  ส่วน ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดต่อได้โดยการรับเลือดอย่างเดียว  การรับประทานอาหารร่วมกันนั้นไม่ทำให้ติดเชื้อได้
 
คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ บีและซี ควรจะเช็กเลือดทุก ๆ 3 เดือน เนื่องจากว่าคนกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้ เพราะมะเร็งตับใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในการเพิ่มขนาดให้โตขึ้นเป็น 2 เท่า คือ บางครั้งเซลล์ตับกลายเป็นมะเร็งตับไปแล้ว แต่มีขนาดเล็กเกินกว่าที่แพทย์จะตรวจพบ ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจเลือดดูสารที่มะเร็งสร้างขึ้นที่เรียกว่า อัลฟาฟิโตโปรตีน (Alpha- Fetoprotein :AFP) หรือจากการทำอัลตราซาวด์ เพราะมีขนาดเล็กกว่าที่จะตรวจพบ
 
เมื่อผ่านไป 3 เดือน มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่า สารที่ผลิตออกมามากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถเห็นได้จากการทำอัลตราซาวด์ แต่ถ้าตรวจแล้วยังสงสัยว่าจะมีหรือไม่สามารถตรวจอัลตราซาวด์คู่กับการตรวจ อัลฟาฟิโตโปรตีนที่  มะเร็งสร้างขึ้น ถ้าพบว่ามีค่าสูงเกินกว่า 400 IU/ml ขั้นตอนต่อไปคือ ถ้ามีก้อนในตับอาจจะอัลตราซาวด์เจาะเอาก้อนนั้นออกมาตรวจดูว่า เป็นก้อนมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นก้อนมะเร็งที่เล็กกว่า 3 เซนติเมตร อยู่ในตำแหน่งที่ตัดได้ก็ตัดออก โดยมีเงื่อนไขว่าเป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ถ้าใหญ่ขึ้นแต่ไม่เกิน 5 ซม. อาจทำได้โดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก

 มะเร็งตับ โรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคตับแข็ง รูปที่ 2

“มะเร็งในระยะเริ่มต้นหากวินิจฉัยได้ย่อมทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดมี ความเป็นไปได้สูง สำหรับโรคมะเร็งตับเป็นโรคที่ให้การวินิจฉัยระยะเริ่มแรกได้ช้าเนื่องจากไม่ ค่อยมีอาการ เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะ เร็ง ก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียง ไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปเพราะมะเร็งได้ลุก ลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว”
 
อีกสาเหตุหนึ่ง คือ แอลกอฮอล์ มีข้อมูลทางวิชาการที่ ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูง กว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้
 
“กล่าวได้ว่า มะเร็งตับ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ โรคมะเร็งของเซลล์ตับ และโรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ การเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคมะเร็งของเซลล์ตับ ส่วนโรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ เกิดเนื่องจากพยาธิใบไม้ตับเป็นสาเหตุสำคัญ จากการกินปลาดิบ ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งอาศัยท่อน้ำดีอยู่แล้วสร้างสารที่เป็นสารพิษทำลาย ท่อน้ำดีให้ท่อน้ำดีอุดตันทำให้เป็นมะเร็งตามมา พบบ่อยในภาคอีสานของไทย ตอนนี้กระจายไปในทุกภาคแล้วเพราะมีพฤติกรรม การบริโภคของดิบ”
 
มะเร็งในท่อน้ำดีอาการเริ่มแรก จะมาด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง เพราะว่ามีท่อน้ำดีอุดตัน มีอาการคันตามตัวเพราะน้ำดีไปเกาะตามผิวหนัง อุจจาระสีซีดเพราะน้ำดีลงไปในลำไส้ไม่ได้ อุจจาระที่เป็นสีเหลืองของน้ำดีก็จะไม่มี จึงทำให้อุจจาระเป็นสีขาวคล้ายสีขี้เถา ส่วนอาการของมะเร็งที่เป็นในเซลล์ตับ อาจจะมาด้วยจุกเสียดแน่น ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวาคลำดูอาจพบก้อนเนื้อได้ ถ้ามาระยะที่เป็นมากแล้ว จะมีลักษณะตาเหลือง ตัวเหลือง ท้องโต ขาบวม
 
“วิธีป้องกันที่ดี คือ อย่ากินอาหารที่ชื้นขึ้นราหรือไม่แน่ใจว่าสะอาดหรือไม่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจสุขภาพทุกปี ถ้าเป็นผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี ควรพบแพทย์ทุก 3 เดือน เพื่อพิจารณาการรักษากำจัดเชื้อให้เหลือน้อยที่สุด เพราะถ้ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เกินกว่า 10,000 ตัว มีโอกาสที่จะเป็น ตับแข็ง มะเร็งตับสูง เพราะยาที่กินนั้นเพื่อลดจำนวนเชื้อเท่านั้นไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ เมื่อหยุดยาเชื้อสามารถเพิ่มจำนวนกลับมาเหมือนเดิมได้ สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อไวรัส ในชนิดที่ 2 และ 3 ตอบสนองการรักษาได้ดีมีโอกาสหายประมาณ 80%”
 
ปัจจุบันวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น ทำให้คนมีภาวะการเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับน้อยลงในบางชนิด จากโครงการฉีดวัคซีนให้กับทารกตั้งแต่แรกเกิดสำหรับไวรัสตับอักเสบ บี ทำให้การติดเชื้อในส่วนของไวรัสตับอักเสบบีน้อยลง ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับจากไวรัสบีก็น้อยลง
 
“ผู้ที่เป็นอยู่อย่าท้อแท้ ถ้าเป็นขนาดเล็กสามารถจะตัดออกได้ ที่ผ่าตัดไม่ได้สามารถ ใช้คลื่นความถี่วิทยุเข้าไปเผา   ให้ก้อนเนื้อเล็กลงหรือใส่สายเข้าไปในเส้นเลือดที่เข้าไปเลี้ยงเซลล์เนื้อ งอกฉีดยาเคมีฆ่าเนื้องอกให้ฝ่อลงและอุดเส้นทางที่จะไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง รวมทั้ง ปัจจุบันมียาชนิดใหม่ ๆ เกิดขึ้น ที่ทำให้ก้อนเนื้องอกยุบลงได้แต่มีข้อจำกัดอยู่ที่มีราคาสูง
 
คนที่ไม่เป็นอย่าชะล่าใจ ควรไปตรวจร่างกาย เพื่อดูว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี หรือไม่ รวมทั้งตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือยัง ถ้าไม่มีก็ควรฉีด วัคซีน เพื่อป้องกันและเช็กดู  ภูมิคุ้มกันทุก ๆ 5 เดือน ว่าสูงพอที่จะป้องกันตนเองได้ไหม”  ผศ.นพ.ยุทธนา กล่าวด้วยความเป็นห่วง
 
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่านิ่งนอนใจหันมาใส่ใจ “ตับ” เสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก มะเร็งตับ โรคมะเร็งตับ ตับแข็ง โรคตับแข็ง รูปที่ 3