เรียนก็หนัก รักก็เหนื่อย ทำไงล่ะชีวิต?

Home / เสริมหล่อ / เรียนก็หนัก รักก็เหนื่อย ทำไงล่ะชีวิต?

เรียนก็หนัก รักก็เหนื่อย ทำไงล่ะชีวิต?


เรียนก็หนัก รักก็เหนื่อย ทำไงล่ะชีวิต? รูปที่ 1

เมื่อเริ่มย่างเข้าวัยมหาวิทยาลัย อายุประมาณ 18 – 19 ปี หนุ่มๆเริ่มเข้าสู่วัยที่อะไรๆในชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการปรับตัว เพราะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านระหว่างเด็กวัยรุ่นสู่วัยรุ่นช่วงปลายและวัยผู้ใหญ่ พกพาความมั่นใจและความหวังอันเต็มเปี่ยมสำหรับการใช้ชีวิตแบบที่มีอิสระมากขึ้น การเตรียมตัวกับการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยถึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ไม่แพ้กับการเรื่องการเรียนที่ยากขึ้นเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ยากอะไรเกินกว่าเด็กผู้ชายคนนึงจะทำได้

เรื่องแรกเลยคือเรื่องของความรับผิดชอบ ที่เฟรชชี่จะต้อง “มีมากขึ้น” กว่าตอนเรียนมัธยม เพราะการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไม่ได้เหมือนกับตอนมัธยม ไม่มีอาจารย์คอยจ้ำจี้จำไชให้ส่งงานหรือติดตามผลการเรียนเหมือนตอนมัธยม แต่ละวิชาก็มีความยากมากขึ้นกว่าตอนเรียนมัธยม มีงานกลุ่มที่เราต้องทำมากขึ้น ต้องคอยติดตามงานอยู่ตลอด และต้องสอบวิชายากๆพร้อมกันเดทไลน์ส่งรายงาน ดังนั้นหนุ่มๆวัยใสจะต้องวางแผนและจัดการเรื่องนี้ให้ดี อย่าชะล่าใจไปกับความอิสระที่ว่า ถึงจะสามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น ไม่อย่างนั้นแล้ว อาจจะต้องมีคนมาตั้งสเตตัสบ่นเพราะต้องดรอปเรียนวิชาอะไรต่อไรให้ได้เห็นกัน

เรื่องเพื่อน ว่ากันว่าเพื่อนตอนมหาวิทยาลัยนั้นสู้เพื่อนสมัยมัธยมไม่ได้ในเรื่องของความจริงใจและการทุ่มเท แต่ถ้าหากมองถึงเหตุผลจริงๆแล้วนั้น เพื่อนมัธยมนั้นเป็นคนที่อยู่ในช่วงเจริญเติบโตของเรามาตั้งแต่แรก ยันเป็นผู้ใหญ่ พูดง่ายๆก็คือรู้จักเรานานและดีกว่า แต่กับเพื่อนมหาวิทยาลัยที่มาเพิ่งรู้จักเราในตอนที่เราเป็นผู้ใหญ่ นิสัยหลายๆอย่างคงที่และอยู่ตัวแล้ว เลยทำให้รู้สึกว่าเพื่อนมหาวิทยาลัยนั้นเข้าถึงเราได้น้อยกว่าเพื่อนมัธยม แต่สิ่งที่

สำคัญที่ผมอยากแนะนำคือ อย่า!!! อย่าเริ่มต้นด้วยความคิดว่า “เพื่อนมหาวิทยาลัยยังไงก็ไม่มีทางดีเท่าเพื่อนมัธยม” เพราะเป็นการเริ่มต้นด้วยการปิดกั้นใจตัวเอง  ทำให้เราพลาดที่จะเรียนรู้และได้รับมิตรภาพใหม่ๆ (เผลอๆอาจดีกว่าเพื่อนมัธยมก็มีถมไป)

ความรัก
หนุ่มๆหลายคนตั้งความมุ่งหวังไว้ยิ่งใหญ่ว่าต้องมีแฟนให้ได้! จีบเค้าบ้าง เค้ามาจีบบ้าง ไอคนที่โสดมาตลอด ก็หวังว่าจะมีช่วงมหาวิทยาลัยนี่แหละ ไม่ผิดหรอกครับที่จะหวังแบบนั้น แต่ยังไงก็ต้องรักษาความพอดีเอาไว้บ้าง บางคนมีแฟนแล้วติดแฟนมาก ยอมโดดเรียนมาเฝ้าแฟน หรือไม่ก็หนีนัดคุยงานกลุ่มกับเพื่อนเพื่อไปเที่ยวกับแฟน จะมีแฟนทั้งที ก็ทำอะไรให้มันถูกมันควรหน่อยดีกว่าไหม? ไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ

ที่สำคัญเรื่องรูปลักษณ์ ใบหน้าเราเป็นสิ่งสำคัญที่ทำควบคู่กันไปกับ 3 เรื่องข้างบน ไม่จำเป็นว่าคุณต้องมีใบหน้าหล่อเหลาเกาหลี ถึงจะครอบครองคำว่า “ดูดี” ได้ แต่การมีผิวหน้าสะอาด กระจ่างใส ไร้สิวต่างหากที่ทำให้เตะตา วัยนี้เป็นวัยที่ร่างกายยังคงพลุ้งพล่านไปด้วยฮอร์โมนเพศอยู่ สิวและความมันบนใบหน้ามักเป็นศัตรูตัวฉกาจของหนุ่มๆวัยนี้ หนุ่มๆจึงจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะแค่โฟมล้างหน้าอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว “ครีมกันแดด” เป็นไอเท็มสำคัญที่หนุ่มๆห้ามละเลย เพราะทั้งมลภาวะและแสงแดดที่กระทบผิวหน้า แสงไฟในอาคารก็ยังมีรังสียูวีทำร้ายผิวหนังอีกเช่นกัน อีกทั้งยังต้องบำรุงหน้าด้วย “มอยเจอร์ไรเซอร์” เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าหลังตรากตรำมาทั้งวัน และทำให้ผิวหน้ากระจ่างใสอีกด้วย

หากหนุ่มๆสามารถทำได้ทั้งหมดที่ผมพูดมาข้างบน รับรองว่าการเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยจะต้องไปได้สวย คอนเฟิร์ม!!!

 

 

 

สนับสนุนโดย…

หล่อได้ใจกับการดูแลผิวหน้า 7 ขั้นตอน รูปที่ 9
http://www.facebook.com/vaselinementhailand