Laptimer Michael Schumacher นาฬิกาจับเวลาที่เอาชนะ F1 ได้สำเร็จ

Home / Alure, fashion&style / Laptimer Michael Schumacher นาฬิกาจับเวลาที่เอาชนะ F1 ได้สำเร็จ

“เป็นไปได้ไหมที่จะสร้างนาฬิกาที่มีระบบกลไกสำหรับมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะให้สามารถจับและบันทึกเวลาความเร็วของรอบการแข่งรถที่วิ่งต่อเนื่องกันหลายๆ รอบ?”

นี่คือโจทย์ที่ มิชาเอล ชูมัคเกอร์ อดีตแชมป์เปี้ยนฟอร์มูล่าวัน 7 สมัยผู้ยิ่งใหญ่และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Audemars Piguet มีให้กับทีมวิศวกรของแบรนด์นาฬิการะดับไฮเอนด์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์เจ้านี้เมื่อปลายปี 2010 ซึ่ง Audemars Piguet ก็แก้โจทย์อันแสนท้าทายนี้สำเร็จในเกือบอีกห้าปีต่อมา ด้วยการประกาศเปิดตัวเรือนเวลารุ่น Royal Oak concept Laptimer Michael Schumacher ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี่เอง

Laptimer Michael Schumacher นาฬิกาจับเวลาที่เอาชนะ F1 ได้สำเร็จ

Audemars Laptimer 4

ความร่วมมือระหว่างตำนานนักแข่ง F1 ผู้นี้และ Audemars Piguet เป็นมากกว่าสัญญาทางธุรกิจในการจ้างเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ในปี 2012 ทั้งสองได้จับมือกันเปิดตัวรุ่น Royal Oak Offshore Chronograph Michael Schumacher นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ที่ชูมัคเกอร์ร่วมออกแบบขึ้นมาซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สำหรับ Audemars Piguet แล้ว ชูมัคเกอร์เป็นทั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์และสหายสนิทของแบรนด์ และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นหลังจากที่ชูมัคเกอร์ต้องพักรักษาตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะหลังอุบัติเหตุขณะเล่นสกีเมื่อปลายปี 2013 ซึ่งส่งผลให้สปอนเซอร์จากแบรนด์ต่างๆ หดหายไปหมด จะมีก็เพียงแต่ Audemars Piguet เท่านั้นที่ยังยืนหยัดให้การสนับสนุนเขาอยู่ ครอบครัวของชูมัคเกอร์จึงเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้แบรนด์ใช้ชื่อของชูมัคเกอร์ในการเปิดตัว Laptimer Michael Schumacher ที่อดีตแชมป์โลกผู้นี้มีส่วนร่วมในการสรรสร้างขึ้นมาด้วย ซึ่งผลงานชิ้นนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซของนาฬิกาโครโนกราฟสำหรับกีฬามอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว

แนวคิด
Audemars Piguet เล่าถึงแนวคิดในการพัฒนานาฬิการุ่นนี้ว่า “มิชาเอลอธิบายกับเราว่าเขาไม่ได้ต้องการทำนาฬิกาสำหรับใช้ในที่นั่งคนขับ แต่เขาอยากได้นาฬิกาที่สามารถจับเวลารอบการวิ่งของรถ F1 ได้อย่างแม่นยำจากขอบสนามแข่งสำหรับการสอนและแนะนำนักแข่งรุ่นใหม่ๆ หรือให้คำแนะนำกับทีมเรื่องการปรับปรุงสมรรถนะของรถที่ใช้ในการแข่งขัน” ซึ่งการสร้างนาฬิกาที่สามารถจับและเปรียบเทียบรอบเวลาของรถแข่งที่วิ่งต่อเนื่องกันหลายๆ รอบได้ในเรือนเดียวไม่ใช่งานง่ายๆ โดยที่ทำกันมาก็ใช้การตั้งนาฬิกาจับเวลาสองเรือนขึ้นไปในการจับเวลาและเปรียบเทียบรอบความเร็วในการฝึกซ้อม แต่ Audemars Piguet ก็เอาชนะความท้าทายนี้ได้สำเร็จ

 

Audemars Laptimer 2

 

แล้วนาฬิการุ่นนี้ทำงานอย่างไร?

Audemars Piguet Royal Oak Concept Laptimer Michael Schumacher เป็นนาฬิกากลไกโครโนกราฟที่มีเข็มวินาทีสองเข็ม ซึ่งทำงานแยกจากกันภายใต้ปุ่มควบคุม 3 อัน ซึ่ง 2 ใน 3 นี้เป็นปุ่มกดที่มีในนาฬิกาโครโนกราฟแบบดั้งเดิม โดยปุ่มกดอันแรกอยู่ตรงตำแหน่ง 2 นาฬิกาทำหน้าที่เริ่มและพักการทำงานของระบบโครโนกราฟ ในขณะที่ปุ่มที่ 2 ตรง 4 นาฬิกาเป็นตัวรีเซ็ตโครโนกราฟให้เริ่มต้นใหม่ที่ศูนย์ ที่เพิ่มเข้ามาและสร้างความโดดเด่นให้กับเรือนเวลารุ่นนี้คือปุ่มที่ 3 บนอีกด้านของตัวเรือนตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกา

อ่านแล้วเหมือนจะซับซ้อน แต่ที่จริงมันก็เป็นความซับซ้อนในทางเทคนิคที่ทำให้การจับเวลาของเหตุการณ์หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาที่ทับซ้อนกันเป็นไปได้อย่างสะดวก ขออธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นเป็น 3 สเต็ปครับ

สเต็ป 1: เริ่มการทำงานของฟังก์ชั่นโครโนกราฟด้วยปุ่มกดที่ตำแหน่ง 2 นาฬิกา เข็มบอกเวลาเป็นวินาที 2 เข็มเริ่มเดิน (ทั้งสองเข็มถูกตรึงด้วยกันอยู่บนแกนกลางและเดินพร้อมๆ กันโดยมีเข็มหนึ่งซ้อนอยู่บนเข็มอีกอัน)

สเต็ป 2: เมื่อกดที่ปุ่มตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกา จะหยุดการทำงานของหนึ่งในเข็มวินาทีทั้งสองที่กำลังเดินอยู่และรีเซ็ตค่ากลับไปตั้งต้นที่ศูนย์ในทันที จากนั้นก็จะเริ่มทำงานจับเวลาใหม่

สเต็ป 3: คุณสามารถดูเวลาของรอบการแข่งที่เพิ่งจับเวลาไปได้อย่างสบายๆ ในขณะเดียวกับที่จับเวลาของการแข่งอีกรอบหนึ่งไปด้วยพร้อมๆ กัน เนื่องจากเข็มวินาทีอันหนึ่งหยุดเดินอยู่นิ่งๆ และบันทึกเวลาในการแข่งที่คุณที่เพิ่งทำการจับเวลาไป

 

Audemars Laptimer 3

 

จะเห็นได้ว่ามันเป็นส่วนผสมระหว่างระบบโครโนกราฟแบบ Split second (จับเวลาของสองเหตุการณ์หรือมากกว่าที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้) และโครโนกราฟแบบ flyback (หยุดการทำงานและตั้งค่าเองใหม่โดยอัตโนมัติ) พร้อมกับจักรกลที่มีความจำพิเศษเพิ่มขึ้นมา สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของ Laptimer Michael Schumacher รุ่นนี้ก็คือความเรียบง่ายในการใช้งานที่ใช้เพียงแค่ปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว แต่กว่าจะสำเร็จออกมาเป็นความเรียบง่ายขนาดนี้ได้นั้นต้องอาศัยกลไกอันแสนซับซ้อนของเครื่องคาลิเบอร์ระบบโครโนกราฟที่ใช้กลไกการจับเวลาแบบเฟือง column wheel ถึง 3 ตัว

เฟือง column wheel ตัวแรกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเป็นแบบคลาสสิกที่ควบคุมการทำงานของโครโนกราฟให้เป็นไปตามลำดับ เริ่ม หยุด และรีเซ็ต เฟืองอีก 2 ตัวที่เหลือ (วางซ้อนกันอยู่) ตรง 12 นาฬิกาทำหน้าที่ควบคุมลำดับการจับเวลาของรอบที่แข่ง คล้ายคลึงกันกับฟังก์ชั่นโครโนกราฟแบบ split second ตัวเครื่องคาลิเบอร์ 2923 ที่ผลิตขึ้นโดย APRP (Audemars Piguet Renaud Papi) บริษัทผู้ผลิตเครื่องกลไกนาฬิการะดับสูงของ Audemars Piguet เองนั้นถือเป็นงานชิ้นมาสเตอร์พีซ ประกอบด้วยชิ้นส่วน 413 ชิ้น ขนาด 34.6 มม.x 12.7 มม. มีตลับลานสปริงแบบคู่ที่ทำให้สามารถสำรองพลังงานในตัวเองได้ 80 ชั่วโมง เครื่องกลที่ใช้การสั่นของเฟืองคู่แบบใหม่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันระบบโครโนกราฟไม่ให้เกิดการกระชากเมื่อหยุดหรือเริ่มทำงาน

ทั้งรูปลักษณ์และฟินิชชิ่งของตัวเครื่องเปี่ยมด้วยความเป็นโมเดิร์นอยู่ในทุกอณู (เช่นเดียวกันกับกลไกส่วนใหญ่ที่ผลิตโดย APRP) ประกอบขึ้นจากฐานตัวเรือนหลักและกระดูกงูรมดำ กระดูกงูชิ้นบนทำด้วยไทเทเนียมรมดำ กระดูกงูจักรกรอกสีดำ เฟือง column wheel เหล็กกล้าขัดเงาแล้วรมดำ คานเหล็กกล้าพ่นเนื้อทรายสีดำ ขดสปริงเหล็กกล้ารมดำ โมเดิร์นหมดจดตั้งแต่ดีไซน์ไปจนถึงวัสดุ รวมทั้งฟินิชชิ่งหรูหราประณีต

Laptimer Michael Schumacher นาฬิกาจับเวลาที่เอาชนะ F1 ได้สำเร็จ

 ดีไซน์    

Laptimer Michael Schumacher มากับรูปลักษณ์ในสไตล์ Royal Oak Concept ซึ่ง Audemars Piguet ได้ใช้รูปทรงนี้ในคอลเล็คชั่นเรือนเวลากลไกซับซ้อนสูงมาแล้วหลายครั้งโดยมีวัตถุประสงค์หลักไว้เพื่อเป็นการโชว์คอนเซ็ปต์หรือเทคนิคมากกว่าที่จะเป็นนาฬิกาสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ดี Audemars Piguet ก็ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดของนาฬิกาสปอร์ต เพราะส่วนมากแล้วนาฬิกาสไตล์นี้ก็เป็นที่นิยมและเป็นเครื่องบอกเวลาที่แข็งแกร่ง ตัวเรือนขนาดความกว้าง 44 มม. ประกอบขึ้นด้วยชิ้นส่วนจำนวนหลากหลาย ส่วนที่เป็นตัวเรือนตรงกลางทำด้วยวัสดุ forged carbon ในขณะที่ขอบหน้าปัดรูปทรงแปดเหลี่ยมอันเป็นสัญลักษณ์ ขอบตัวเรือนด้านข้างและตัวเรือนด้านหลังนั้นทำด้วยไทเทเนียม ส่วนปุ่มกดโครโนกราฟเป็นเซรามิกสีดำและพิ้งค์โกลด์

หน้าปัดโปร่งเปิดมีรากฐานมาจากกระดูกงูรูปทรงทันสมัยหลายชิ้นที่เผยให้เห็นถึงองค์ประกอบด้านเทคนิคบางส่วน อาทิ เฟือง column wheel ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา บนหน้าปัดประกอบด้วยสัญลักษณ์บอกเวลาเป็นชั่วโมง นาที รวมทั้งเข็มวินาทีแบบคู่บนแกนกลางหน้าปัด ช่องบอกเวลา 30 นาทีตรง 3 นาฬิกาและช่องบอกเวลาเป็นวินาทีที่ 9 นาฬิกา (ซึ่งดูเหมือนจะมีไว้สำหรับตกแต่งเพื่อความสวยงามมากกว่าที่จะใช้ในการบอกเวลาแบบจริงจัง เพราะไม่มีช่องหน้าปัดย่อยที่ไหนมากับเวลาเป็นวินาทีที่เล็กขนาดนี้)

จากชื่อรุ่นก็ย่อมแน่นอนอยู่แล้วที่เราจะได้เห็นชื่อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับมิชาเอล ชูมัคเกอร์อยู่หลายที่บนนาฬิการุ่นนี้ อย่างเช่น ดาว 7 ดวงบนตัวเรือนด้านซ้ายเพื่อเป็นเกียรติให้กับการเป็นแชมป์เปี้ยน F1 7 สมัยของชูมัคเกอร์ หรือลายโมโนแกรม MS บนปุ่ม Laptimer ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาและด้านหลังตัวเรือน สายยางมีตัวล็อกแบบพับที่ทำด้วยไทเทเนียม

Audemars Piguet Royal Oak Concept Laptimer Michael Schumacher จะผลิตแบบลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวนเพียง 221 เรือนเท่านั้น เพื่อเป็นการระลึกถึงจำนวนการแข่งขันเวิลด์แชมเปียนชิปที่ชูมัคเกอร์ลงแข่งทั้งหมดตลอดระยะเวลาในอาชีพนักแข่ง F1 ของเขา สนนราคาอยู่ที่เรือนละ 229,000 ดอลลาร์ โดยส่วนหนึ่งของรายได้จากการจำหน่ายนาฬิกาแต่ละเรือนจะนำไปมอบให้กับสถาบันวิจัยด้านสมองและกระดูกสันหลัง Institut du Cerveau et de la Moelle Epinière อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.monocle.com

www.audemarspiguet.com

www.hodinkee.com

www.luxexpose.com