LAND ROVER FREELANDER 2 รถลุยสไตล์หรู ที่แถมกลิ่นอายผู้ดี

Home / รีวิวรถยนต์ / LAND ROVER FREELANDER 2 รถลุยสไตล์หรู ที่แถมกลิ่นอายผู้ดี

LAND ROVER FREELANDER 2
รถลุยสไตล์หรู ที่แถมกลิ่นอายผู้ดี

หลังจากที่ LAND ROVER ได้ถูกเปลี่ยนมือการดูแลจาก BMW, FORD จนมาถึง TATA ในปัจจุบัน ความเป็นเอกลักษณ์ของ ยานยนต์เมืองผู้ดีก็ยังคงกลิ่นอายไว้ได้เหมือนเช่นเดิม ซึ่งในประเทศไทย บริษัท กัววา อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหน้า ที่ดูแลการตลาดของ LAND ROVER อย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ แลนด์โรเวอร์ ประเทศไทย

มิติใหญ่ขึ้น กับเอกลักษณ์ยานยนต์เมืองผู้ดี

เริ่มจากภายนอก รูปลักษณ์ที่ใหญขึ้นทุกสัดส่วน จากในรุ่นเดิมความยาวตัวรถที่ 4,447 มม. ก็ได้ขยายเป็น 4,500 มม. พร้อมความ กว้าง ที่เพิ่มขึ้นมากถึง 109 มม. เป็น 2,180 มม. และมิติความสูงที่ 1,770 มม. กับโครงสร้างแบบ Monocoque และหน้าตาที่ดูละ ม้ายคล้าย รุ่นพี่อย่าง RANGE ROVER SPORT มากยิ่งขึ้น

ด้านหน้ายังคงความเป็น FREELANDER กับโคมไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยม ที่มีโคมวงกลมคู่อยู่ด้านในกับแสงส่องสว่างแบบ Bi-Xenon ที่ส่องแสงสว่างตามทิศทางการเลี้ยวของล้อ Adaptive Headlights พร้อมกระจังหน้าแบบแนวนอน และตัวหนังสือคำว่า LAND ROVER ที่ด้านหน้าฝากระโปรงรถ กันชนหน้าออกแบบให้มีช่องลมด้านล่าง เพื่อเป็นที่ระบายความร้อนให้กับอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ถูกติดตั้ง ไว้หลังกันชนหน้า พร้อมด้วยไฟตัดหมอกทรงกลมอยู่ที่ริมกันชนทั้งซ้ายและขวา โดยด้านล่างของกันชนเสริมด้วยการ์ดกันกระ แทกสไตล์ ออฟโรด ที่ทำให้รถดูแกร่ง พร้อมลุยยิ่งขึ้น

ด้านข้างดูหรูหรา ด้วยดีไซน์เรียบ ๆ มีเพียงช่องอากาศด้านข้างตัวถังที่ฝังไฟเลี้ยวสีส้มเอาไว้ เพิ่มความโดดเด่นให้กับตัวรถ ชายล่างตัว ถังถูกเสริมมาเล็กน้อย ด้านบนรับแสงแดดด้วยการออกแบบหลังคาในแบบ Panorama sunroof (Sunroof แบบ 2 ตอน) ที่เรียบ เสมอกันไม่ได้ออกแบบไล่ระดับเหมือนเช่นรุ่นก่อน ส่วนบั้นท้ายนับว่าดูทันสมัยกับดีไซน์ไฟท้าย และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ยาง อะไหล่ ที่ห้อยท้ายนั้น ถูกจับยัดเข้าไปเก็บในรถอย่างเรียบร้อย และฝาท้ายที่ไม่สามารถแยกเปิดกระจกได้เหมือนก่อน กับการเปิดฝาท้าย แบบยกขึ้น ทั้งบาน ให้การจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่ทำได้สะดวกยิ่งขึ้น

หรูหราและมากมายด้วยเทคโนโลยี

ความโดดเด่นกับเทคโนโลยี เช่น ตัวกุญแจแบบ Immobilizer ที่ปลดล็อกรถได้ในระยะไกล ก่อนที่จะสตาร์ทรถเพียงปลายนิ้วกด กับ ระบบ TOUCH ENGINE ที่มีปุ่มอยู่บนแผงหน้าปัด มากับทรงใหม่ที่ดูทันสมัย หรูหรากว่ารุ่นเดิม กับหน้าตาที่ไม่หนีไปจากรุ่นพี่ใน ปัจจุบัน พวงมาลัยหุ้มหนังจับถนัดมือ พร้อมระบบควบคุมเครื่องเสียง ระบบ Cruise Control และ Air Bag

คอนโซลกลางที่ดูเรียบง่าย แต่มากด้วยความทันสมัย กับระบบเครื่องเสียงจาก Alpine ที่ให้เสียงแน่น ๆ กับลำโพงมากถึง 14 ตัว พร้อม การเชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์มือถือด้วยระบบ Bluetooth ระบบแอร์ Auto ที่สามารถแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา พร้อมระบบไล่ฝ้า ถัดลงมา นั้น เป็นปุ่มปรับระบบ Terrain Response ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมด สำหรับพื้นผิวถนนที่ แตกต่างกัน และมี ปุ่ม DSC (Dynamic Stability Control) และปุ่มระบบ HDC (Hill Decent Control) อยู่ข้าง ๆ และด้านล่างที่เก็บสัมภาระท้าย รถนี้ เป็นที่ ติดตั้ง Sub Woofer กล่องฟิวส์ และยางอะไหล่ที่ให้เป็นแบบล้ออัลลอยเช่นเดียวกับที่ใช้อยู่ภายนอก

เครื่องยนต์ดีเซล ตอบสนองไว กับม้าใช้งาน 160 ตัว

หน้าที่การสร้างกำลังขับเคลื่อนนั้น FREELANDER 2 มีทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล แต่ทาง LAND ROVER ได้นำเข้ามาแต่เพียงรุ่น HSE Td4 เพียงรุ่นเดียว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบเทอร์โบดีเซล (TDi) 4 สูบ ตัวใหม่ ที่พัฒนาร่วมกับ เครือฟอร์ด เพิ่มความจุจากรุ่นก่อนเป็น 2,179 ซี.ซี. โดยมีความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก อยู่ที่ 85 x 96 มม. ใช้ตัวอัดอากาศแบบแปร ผัน หรือ VNT (Variable Nozzle Turbine) จาก GARRETT เหมือนเดิม ซึ่งอากาศที่อัดเข้าเครื่องนี้ถูกลดความร้อนด้วย อินเตอร์คูลเลอร์ที่ติดตั้ง ไว้ด้านหน้ารถ

นอกจากนี้ LAND ROVER ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยี คอมมอนเรล หรือระบบท่อร่วมเข้ามาใช้ในการจ่ายเชื้อเพลิงให้มีแรง ดัน สูง ด้วยการใช้ High Pressure Pump ที่มีแรงดันสูงถึง 1,800 บาร์ ก่อนที่จะฉีดน้ำมันเข้าสู่ท่อรางคอมมอนเรล ด้วยการควบ คุมของ กล่อง ECU ขนาด 32 Bit ที่ติดตั้งไว้ด้านหน้ารถ หลังห้องเครื่องยนต์ สร้างกำลังไว้สูงถึง 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที และแรงบิด สูงสุดถึง 400 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที พร้อมทั้งรักษาสภาวะแวดล้อมด้วยการติดตัวกรองไอเสีย cDPF และ กำลังของเครื่อง ยนต์ทั้งหมดถูกถ่ายทอดผ่านเกียร์ลูกใหม่ แบบ 6 Speed ไล่ไปตั้งแต่ 4.148, 2.370, 1.556, 1.155, 0.859 และ 0.686 ขับเฟืองท้าย ขนาด 3.329 ให้ปั่นล้อทั้ง 4 แบบตลอดเวลา

ในการลองจับตัวเลขก็จะเห็นได้ว่า ตัวเลขในการเดินทางจะใช้รอบเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างจะต่ำมาก โดยที่ความเร็วเดินทางแบบปกติ ช่วง ความเร็ว 100-120 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 1,700 และ 2,000 รอบ/นาที ส่วนถ้าไหลเลยไปที่ความเร็ว 140 กม./ชม. รอบ เครื่องยนต์ก็จะไปอยู่ที่ 2,300 รอบ/นาที และเมื่อลองลากความเร็วสูงสุดของแต่ละเกียร์ใน 4 เกียร์แรก ที่รอบเครื่อง 4,000 รอบ/นาที เท่ากันทั้งหมด ก็จะได้ความเร็วที่ 40, 70, 110, 145 กม./ชม. ตามลำดับเกียร์ที่ 1-4 ส่วนความเร็วสูงสุดที่ทำได้บนแผงหน้า ปัดนั้น จะเกิน ที่ทางโรงงานเคลมมาให้ที่ 181 กม./ชม. โดยเข็มวัดความเร็วจะชี้อยู่ที่ 190 กม./ชม. ซึ่งตามความรู้สึกนั้น ความเร็วยัง สามารถไหลขึ้นไป ได้อีกนิดหน่อย แต่สภาพการจราจรบนถนนนั้นไม่อำนวย เลยขอลองกันตามสไตล์ปลอดภัยไว้ก่อนเพียงเท่านี้

ตะลุยได้ทุกทิศ และพิชิตได้อย่างมั่นใจ

ช่วงล่างที่เป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ โดยด้านหน้าเป็นแบบอิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลัง ยังคงหน้าตาช่วงล่างคล้ายของเดิม ในแบบอิสระ แม็คเฟอร์สัน สตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ล้อที่ใช้จะเป็นอัลลอยขนาด 8Jx18 นิ้ว ที่มาพร้อมกับยาง Goodyear Wrangler HP ขนาด 235/60R18 ที่เน้นการใช้งานบนถนนหลวงมากยิ่งขึ้น กับความสูงใต้ท้องที่ ต่ำลงกว่ารุ่นเดิม 10 มม. เหลือเพียง 210 มม. เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถให้การลุยของ FREELANDER 2 ก็ไม่ได้น้อยหน้า รุ่นพี่ในค่าย สามารถไปได้ทุกเส้นทางที่ความสูงของใต้ท้องรถจะเอื้ออำนวย ส่วนบนถนนสไตล์ไฮเวย์นั้น สามารถให้ความมั่นใจได้ตลอดใน ทุกช่วงความเร็ว ไม่ว่าจะวิ่งคลานๆ ความเร็วต่ำ หรือว่าจะเดินทางแบบใช้ความเร็วสูง

ระบบไฮเทคเพิ่มความปลอดภัยกับการปีนป่ายกับระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Roll Stability Control และระบบ GRC (Gradient Release Control) ที่จะช่วยไม่ให้รถไหลถอยกลับมา เมื่อผู้ขับขี่เริ่มที่จะปล่อยเบรกบนทางชัน ๆ ก่อนที่จะเหยียบคันเร่ง…เพียงแค่นี้ ก็ช่วยให้ FREELANDER 2 ที่มากับการขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลานั้น ไปได้ในทุกสภาพถนนจริง ๆ

ระบบห้ามล้อ นับเป็นสิ่งสำคัญ กับฝูงม้าที่มีถึง 160 ตัวนี้ จะสงบลงได้นั้นเป็นหน้าที่ของระบบเบรกแบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ โดยในด้านหน้า เลือกใช้จานเบรกขนาด 300 มม. ขนาดใหญ่กว่ารุ่นเดิมถึง 23 มม. จับคู่กับคาลิเปอร์แบบ 2 ลูกสูบ ส่วนด้านหลัง จากเดิมที่เคยใช้ในแบบ ดรัมเบรกขนาด 254 มม. ก็เปลี่ยนมาใช้เป็นแบบจานเบรกเหมือนล้อคู่หน้า กับขนาดที่ใหญ่กว่าจานหน้าอีก 2 มม. เป็น 302 มม. บีบจับไว้ ด้วยคาลิเปอร์เพียงลูกสูบเดียว ซึ่งจานเบรกหลังมีความหนาน้อยกว่าจานเบรกหน้า และด้านในเป็นแบบดรัมเบรก ที่ใช้หยุดรถเมื่อดึงเบรกมือ พร้อมตัวช่วยให้หยุดรถได้เบาแรงกับหม้อลมเบรกขนาดใหญ่แบบ 2 ชั้น

นอกจากระบบเบรกทั่วไปที่ติดตั้งลงไปใน FREELANDER 2 นั้น ทำงานควบคู่กับระบบพื้นฐานทั่ว ๆ ไป อย่าง ระบบป้องกันล้อล็อก (ABS) แบบ 4 เซ็นเซอร์ 4 แชนเนล พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) แต่ที่เพิ่มเติม เข้ามานั้น เป็นระบบช่วยเบรกขณะอยู่ในโค้ง (EBA) เพื่อเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นกับการขับขี่

ขับสนุก ประทับใจ กับระยะทางทดสอบสั้นๆ

หลังจากที่ได้มีเวลาสัมผัสกับเจ้า FREELANDER 2 เป็นเวลาที่ไม่นานมาก รู้สึกค่อนข้างประทับใจกับสมรรถนะของรถจากค่าย LAND ROVER ตัวนี้ การใช้งานในเมืองถือว่าให้ความคล่องตัวสูง จากขนาดของตัวรถที่ไม่ได้ใหญ่โตจนเกินไป แรงบิดพลังมหาศาล จากเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร ทำให้มีพลังในการขับเคลื่อนที่ดี ช่วงล่างเมื่อใช้งานในเมืองก็ให้ความนุ่มนวลที่ดี เบาะนั่งหนังแท้ที่ให้ ตำแหน่งการนั่งที่ดี จากการปรับตำแหน่งและตัวดันหลังด้วยระบบไฟฟ้าที่สามารถบันทึกตำแหน่งได้ 3 ระดับ (มีแค่ฝั่งคนขับ) พร้อมปีก เบาะที่ให้ความรู้สึกโอบกระชับ และรู้สึกผ่อนคลายขณะเดินทางกับที่พักแขนที่สามารถปรับตำแหน่งได้ตามสรีระให้เหมาะสมกับผู้ขับ เรียกว่านั่งได้สบายเลยทีเดียว ความสูงของรถก็ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี สามารถมองอะไรได้กว้างไกลและปลอดโปร่ง แต่เนื่องจาก ความสูงและการเซ็ตช่วงล่างที่นุ่มนวลก็จะทำให้ในการเบรกอาจจะมีอาการหน้าทิ่มหรืออาการยวบของรถให้รู้สึกได้อย่างชัดเจน ซึ่งมันก็เป็น อาการปกติของรถที่มีความสูงแต่มีช่วงล่างที่นิ่มนวลนั่นเอง

แต่สิ่งที่อาจจะดูเป็นการเสียเปรียบเหล่าบรรดาคู่แข่งในตลาดเดียวกันก็น่าจะเป็นเรื่องของศูนย์บริการและการซ่อมบำรุงหลังการขาย เพราะคู่แข่งในตลาดที่มีรถประเภทเดียวกัน ระดับราคา และขนาดใกล้กันนั้น มีความแพร่หลายของศูนย์บริการและการสต็อกอะไหล่ที่มาก กว่า ซึ่งถ้าทาง LAND ROVER แก้โจทย์อันนี้ได้ ก็คงจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่มีใจรักในรถลุยสายพันธุ์หรูอย่าง LAND ROVER ตัดสินใจควักกระเป๋าได้ไม่ยากกับรถลุยสไตล์หรูที่มีราคาค่าตัว 3,990,000 บาท

ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์
เกียร์
ความเร็ว (km/h)
รอบ (rpm)
1
40
4,000
2
70
4,000
3
110
4,000
4
145
4000
ความเร็วเดินทาง
ความเร็ว (km/h)
เกียร์
รอบ (rpm)
80
6
1,400
100
6
1,700
120
6
2,000
140
6
2,300
Specification
เครื่องยนต์ TD4 เทอร์โบดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร 4 สูบ 16วาล์ว
ปริมาตรกระบอกสูบ (ซี.ซี.) 2,179
ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก(มม.) 85 x 96
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที) 160/4,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร/รอบต่อนาที) 400/2,000
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบถาวร พร้อม Electronic locking differential
ระบบส่งกำลัง อัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อมระบบ CommandShift
ระบบช่วงล่างหน้า แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมปีกนกด้านล่างและเหล็กกันโคลง
ระบบช่วงล่างหลัง ช่วงล่างคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง
ระบบเบรกล้อหน้า ดิสก์เบรกขนาด 300 มม. พร้อมครีบระบายความร้อน
ระบบเบรกล้อหลัง ดิสก์เบรกขนาด 302 มม.
ระบบบังคับเลี้ยว แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน
ขนาดยาง 235/60R18
มิติรถยนต์ กว้าง/ยาว/สูง (มิลลิเมตร) 2,180 x 4,500 x 1,740
ความยาวช่วงล้อ (มม.) 2,660
น้ำหนักรถโดยประมาณ (กิโลกรัม) 1,770
ความจุถังน้ำมัน (ลิตร) 68