SUBARU FORESTER SUV นำเข้าแบบสดๆ จากค่ายดาวลูกไก่

Home / รีวิวรถยนต์ / SUBARU FORESTER SUV นำเข้าแบบสดๆ จากค่ายดาวลูกไก่

SUBARU FORESTER
SUV นำเข้าแบบสดๆ จากค่ายดาวลูกไก่

FORESTER คือรถ SUV จากค่าย SUBARU ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปดวงดาว 6 ดวง มีการเริ่ม เปิดตัวในตลาดโลกครั้งแรก เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1997 โดยได้สร้างขึ้นมาจากพื้นฐานและโครง สร้างของรถตัวจี๊ดอย่าง Impreza หลังจากนั้นอีก 5 ปี ก็มี การกำเนิด FORESTER ในเจเนอเรชั่นที่ 2 ขึ้นมา ในปี 2002 และมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแบบไมเนอร์เชนจ์อีกหลายครั้ง ซึ่งกว่าจะเริ่มมี เข้ามาจำหน่าย ในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อ 3-4 ปีก่อน ก็ถือว่าใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างนาน แต่ตอน นี้ FORESTER รุ่นใหม่ล่าสุด ก็อยู่ตรงนี้แล้ว…

กลิ่นอายอิมเพรสซ่า...

ด้วยการออกแบบที่เน้นให้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ และยังใช้พื้นฐานเดิมจากรถในยุคปลายปี 90 จึงทำให้ FORESTER เป็นรถ SUV ที่ดูแล้วมีขนาดไม่ใหญ่โตเหมือนเพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกัน รูปร่างหน้าตา ออกมาในแนวหรูเรียบ ไม่โหด ดิบ เหมือนอย่างรุ่นก่อนๆ หน้านี้ ไฟหน้าทรงสวย แต่เป็นโคมแบบธรรม ดา ยังไม่ใช่แบบโปรเจ็กเตอร์ แต่เมื่อก้มมาดูแนวใต้กันชนหน้า ไหงไฟตัดหมอกถึงหายไป ทำไมไม่ใส่ มาให้ด้วย ถึงแม้ว่ามันไม่จำเป็นมากในการใช้งาน แต่ว่ารถราคาระดับล้านกลางนี่ น่าจะใส่มาด้วยนะ ขนาดเพื่อนๆในกลุ่ม เค้าราคาถูกกว่ายังมีมาให้แบบครบๆ เลย ส่วนภาพรวมของหน้าตาก็ถือว่าหล่อดี ในสายตาของกลุ่มทีมงานทดสอบ แต่ว่าจะหล่อถูกใจ ใครไม่ถูกใจใคร อันนี้ก็แล้วแต่สายตาและมุมมอง ของแต่ละคนนะครับ

ภายในนั้นได้รับการออกแบบและตกแต่งแบบมีกลิ่นอายของ Impreza มาเต็มๆ ทำให้บางครั้งก็ สร้างจินตนาการกันไปแบบเล่นๆ ได้ว่ากำลังนั่งอยู่ใน Impreza แบบยกสูงอยู่ ในเรื่องความกว้างขวาง นั้น ตกเป็นรองเพื่อนฝูงอย่างชัดเจน ตำแหน่งเบาะนั่งอยู่ในตำ แหน่งที่ต่ำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดีแต่ ว่าเบาะนั่งด้านคนขับสามารถปรับระดับสูง-ต่ำ ได้ ส่วนเบาะนั่งด้านหลัง นอกจากตำแหน่งที่นั่ง จะต่ำแล้ว ยังสั้นและแคบอีกด้วย เรียกได้ว่าพอนั่งแบบอาศัยไหว้วานกันได้ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสบายแบบเหลือเฟือ เท่าไหร่นัก ส่วนด้าน ท้ายก็เป็นที่โล่งๆไว้สำหรับบรรทุกสัมภาระต่างๆ ตามที่อยากจะขน ไม่มีเบาะนั่ง แถวสามเผื่อไว้ให้สำหรับผู้ร่วมเดินทางหมายเลข 6 และ 7 ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ นั้น ก็มีมาให้พอสมควร แต่ไม่ได้ให้ของแบบล้ำๆ มา ระบบแอร์ก็ยังเป็นแบบบิดๆ จังหวะ แรงลม 1, 2, 3, 4 แทนที่น่าจะเป็นแบบอัตโนมัติตามสมัยนิยม ซึ่งถ้าดูเรื่องราคาค่าตัวแล้วมาเปรียบเทียบกับออปชั่นที่ได้ ก็คงต้องบอก เสียเปรียบคู่แข่งเยอะ เพราะคู่แข่งเค้าราคาย่อมเยากว่า แถมของที่ให้มายังเต็มกว่าอีก สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากการที่เป็นรถนำเข้า มาแบบทั้งคัน ถ้าใส่ของมาเยอะ ราคาก็คงพุ่งไปไกลกว่า นี้อีกมาก จนอาจจะทะลุราคาของคู่แข่งไปไกล แต่ถ้าเป็นคนที่หลงใหลกับคำว่า Made in Japan แท้ๆ แบบเต็มลำ ก็คงต้องทำใจกันบ้างในเรื่องของความด้อยที่กล่าวมา

อยากแรงต้องลาก ถ้ารอบไม่มา แรงไม่มี !!

หัวใจของพลังในการขับเคลื่อนของรถยนต์ในค่ายดาวลูกไก่อย่าง FORESTER 2.0X นั้น ก็คงจะ หนีไม่พ้นเครื่องยนต์ที่เป็นแบบ เอกลักษณ์ประจำตระกูลของรถยี่ห้อ SUBARU นั่นก็คือเครื่องยนต์แบบ BOXER (สูบนอน) ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ที่มีขนาด ความโตของตัวลูกสูบอยู่ที่ 92 มม. และช่วง ชักจะอยู่ที่ 75 มม. โดยจะมีความจุสุทธิรวมอยู่ที่ 1,994 ซี.ซี. ส่วนท่อนบนจะเป็นฝาสูบ แบบดับเบิล โอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) ที่มีวาล์วให้นับเล่นอยู่ 16 ตัว พร้อมกับระบบแปรผันวาล์วอย่าง AVCS ซึ่งผสมผสาน การทำงานกันแบบลงตัวโดยไร้หอยพิษก็จะได้แรงม้าสุดๆ อยู่ที่ 150 แรงม้า ที่รอบ เครื่องยนต์ 6,000 รอบ/นาที และทำแรงบิดได้ 20.0 กก.-ม. ที่ 3,200 รอบ/นาที และระบบส่งกำลังนั้น เป็นแบบเอาใจคนรักสบายด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะ (E-4AT) ส่วนระบบขับ เคลื่อนนั้น ขนาดรถ เก๋งในค่ายยังเป็นขับสี่แล้ว แล้ว SUV อย่าง FORESTER จะน้อยหน้าได้อย่างไร ซึ่งแน่นอนจะต้อง เป็นระบบขับ เคลื่อนแบบสี่ล้อเช่นกัน แต่จะเป็นแบบ AWD นั่นเอง ซึ่งลักษณะการขับเคลื่อนแบบปกติ นั้น จะเป็นการขับเคลื่อนโดยสองล้อหน้าตะกุย แต่ถ้าเมื่อไหร่ล้อใดล้อหนึ่งเกิดอาการเสียสมดุลหรือ เกิดการเสียอาการ ระบบ AWD นั้น ก็จะจัดการให้ระบบขับเคลื่อนนั้นกลายเป็น การตะกุยแบบสี่ล้อแทน แบบอัตโนมัติ ซึ่งระบบนี้มันก็จะช่วยให้รถลุยไปในพื้นที่ต่างๆได้ดีในระดับหนึ่ง แต่อย่าคิดว่าพอเป็น ขับสี่แล้ว จะไปตั้งความหวังว่ามันจะลุยได้สนานเหมือนอย่างรถกระบะขับสี่ทั่วไป เพราะจริงๆ รถสไตล์นี้ มันก็มีพื้นฐานมาจากรถเก๋งที่เค้าไม่ได้ ตั้งใจให้มันแข็งแกร่งแบบลุยแหลกได้ดั่งเฉกเช่นรถกระบะพันธุ์ อึดตามที่เข้าใจ

ส่วนในการใช้งานจริง ช่วงขับคลานๆ อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ที่มีการจราจรหนาแน่น แต่บางครั้งก็ เคลื่อนตัวได้แบบลื่นไหลสลับกับ จอดหยุดนิ่งเป็นพักๆ ก็รู้สึกได้ว่าพลังของเครื่องยนต์ BOXER ตัวนี้ยัง ด้อยไปหน่อย การใช้งานเมื่อขับแบบใช้รอบเครื่องต่ำ เมื่อต้อง การเรียกใช้พลังในการเร่งแซงจะรู้สึก ได้ว่ามันอืด แต่ถ้ากดจนรอบเครื่องมาแตะแถวๆ ช่วง 4,000 รอบขึ้นมา ก็จะพอรู้สึกว่าม้า 150 ตัว ในคอกนั้นถึงจะเริ่มตื่นตัวแล้ว ส่วนการใช้งานในการเดินทางไกล ถ้าเป็นคนชอบขับรถไปแบบเรื่อยๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้า เป็นพวกวัยรุ่นใจร้อน เท้าหนัก ก็คงจะรู้สึกอึดอัดกับอัตราเร่งอยู่พอสมควร แต่อย่างที่บอก ถ้าคันมากก็ต้องพยายามทำให้เข็มวัดรอบ กวาดไปอยู่ในรอบสูงๆ อย่างต่อเนื่องหน่อย เพราะถ้าทำได้ก็จะได้ความกระฉับกระเฉงมาให้สัมผัสกัน หรือไม่ก็หันไปมองคันที่เป็น เครื่อง 2.5 ลิตรแบบพ่วงหอยพิษ ในรุ่น Forester 2.5XT ซึ่งมีม้ามาให้ขยี้กันแบบสนุกๆที่ 210 ตัวและมันก็คงพอ ที่จะช่วยให้หายจาก อาการคันไปได้

ในการจับตัวเลขแบบกดไล่ความเร็วกันแบบให้เข็มวัดรอบกวาดไปที่ 6,000 รอบ ในทุกเกียร์ ยกเว้นเกียร์ 4 เกียร์เดียว เพราะ สภาพเส้นทางไม่อำนวยสักเท่าไหร่ โดยเกียร์ 1 จะทำความเร็วได้ที่ 70 กม./ชม. เกียร์ 2 จะได้ความเร็วที่ 125 กม./ชม. ก่อนที่เกียร์ 3 จะนำพาไปที่ความเร็ว 190 กม./ชม. และสุดท้ายก็จะต้องเป็นหน้าที่ของเกียร์ 4 ที่จะต้องมารับช่วงต่อที่ความเร็ว 190 กม./ชม. เท่าเดิม แต่เข็มวัดรอบเครื่องยนต์ลดลงมาอยู่ที่ 4,250 รอบ/นาที ซึ่งการขับที่ความเร็วนี้สามารถขับ ได้อยู่ประมาณ 5 วินาที ก็ต้องยก ขาออกจากแป้นคันเร่งแล้ว เพราะเพื่อนร่วมทางชักหนาแน่นขึ้นมา แบบไม่ได้นัดหมาย แต่ดูอาการแล้ว Forester ยังสามารถที่จะไต่ ความเร็วขึ้นไปได้อีก แต่เมื่อสถาน การณ์ไม่พร้อม เราก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง ส่วนความเร็วในการเดินทางที่ใช้กันแบบปกติทั่วไปที่ 100-120 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,000 และ 2,500 รอบ/นาที ซึ่งถือว่าเป็นรอบเครื่องยนต์ ในการเดินทางที่ไม่สูงเกินไปในการ ใช้งาน

และสิ่งที่ลืมรายงานไม่ได้นั่นก็คือ เรื่องอัตราการบริโภค ซึ่งเมื่อใช้งานในเมืองที่มีการจราจรลื่น ไหลสลับกับการจอดนิ่งเป็นพักๆ ก็จะได้ตัวเลขการบริโภคอยู่ที่ 7.92 กม./ลิตร ส่วนเมื่อนำรถออกเดิน ทางไปสูดอากาศนอกเมืองหรือตามต่างจังหวัดที่เดินทางได้ยาวๆ แบบใช้เบรกน้อยๆ ก็จะได้อัตราความ สิ้นเปลืองอยู่ที่ 10.2 กม./ลิตร ซึ่งตัวเลขที่ออกมาก็ไม่ได้สวยหรูอะไรขนาดต้องมอบโล่ แต่มันก็ ไม่ได้ซัด โฮกแบบต้องตำหนิ เพราะดูแล้วมันก็เป็นอัตราการบริโภคแบบปกติทั่วไปของรถสไตล์นี้นั่นเอง

เดินทางมาสายกลาง

โดยในเรื่องพื้นฐานของช่วงล่างนั้น ในด้านหน้าจะเป็นช่วงล่างแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท ในด้านหลัง จะเป็นแบบดับเบิลวิชโบนส่วน ระบบพวงมาลัยในการบังคับจะเป็นแบบยอดฮิตอย่าง แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน ที่มีระบบเพาเวอร์ในการช่วยผ่อนแรง ซึ่งระบบช่วยผ่อนแรง นั้น ดูจะทำงานมีประสิทธิภาพดีเกินไปหน่อย จนทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักของพวงมาลัยนั้นจะออกอาการเบาเกินจนรู้สึกไม่ค่อยให้ความ มั่นใจในการบังคับ ควบคุม ซึ่งอาการนี้มันเป็นความรู้สึกจากสัมผัสแรกที่ทำให้ไปกลบความดี ของระบบการบังคับควบคุม ในเรื่องความคมของพวงมาลัยเลยทีเดียว และสิ่งที่ถือว่าเป็นการให้ความคล่องตัวในการขับขี่นั่นก็คือ รัศมีวงเลี้ยว ซึ่งจุดนี้ก็ต้องถือว่าวงเลี้ยวแคบพอสมควร การที่จะเลี้ยว จะกลับรถ ทำได้สะดวกแล คล่องตัว ส่วนการทำงานของช่วงล่างนั้น จะออกแนวกลางๆ โดยถ้าเทียบกับ CR-V นั้น Forester จะดูแน่นกว่า แต่ถ้าเจอ Captiva ก็ถือว่ายังสู้ไม่ไหว การขับผ่านทางขรุขระหรือทางที่เป็นหลุมบ่อก็จะมีเสียงดังจาก ช่วงล่างเข้ามาให้ได้ยิน และถ้ามีการขับข้ามลูกระนาดหรือที่กั้นที่เค้าทำไว้เพื่อดักให้รถลดความเร็ว ลงนั้น ช่วงล่างจะมีอาการเหมือนโช้คยันและคืนตัวไม่ทัน

ส่วนการทรงตัวที่ความเร็วสูงเกินความจำเป็นของรถลักษณะนี้ในระดับที่เกิน 160 กม./ชม.ขึ้นไป ก็ถือว่ายังไว้ใจในคุณภาพของ Forester ได้อยู่ ไม่มีอาการวอกแวกให้เสียวสันหลัง แต่ก็คงต้องมีการ เกร็งมือกันเล็กๆ เนื่องจากความเบาของน้ำหนักพวงมาลัยนั่นเอง ส่วนเรื่องของระบบเบรก อุปกรณ์ที่มี ไว้คอยลดดีกรีความซ่าของฝูงม้าให้ลดลง โดยชุดเบรกของ Forester ในด้านหน้า จะเป็นจานแบบมีร่อง ระบาย ส่วนในด้านหลัง จะเป็นจานแบบธรรมดา ที่จะมาพร้อมกับระบบเสริมความปลอดภัยในการเบรก อย่างระบบช่วยป้องกันล้อล็อกตายและระบบช่วยกระจายแรงเบรก ซึ่งเดี๋ยวนี้มันจะกลายเป็นระบบความ ปลอดภัยแบบมาตรฐานของรถในยุคสมัยนี้ไปหมดแล้ว ซึ่งในยุคนี้ถ้ารถคันไหนไม่มีระบบเสริมความ ปลอดภัยแบบนี้ก็จะดูผิดแปลกไปสักหน่อย และจากการได้ลองใช้งานระบบเบรกในช่วงของความเร็ว ระดับต่างๆ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งผู้ขับขี่สามารถจะไว้วางใจได้ในทุกช่วง ของความเร็วที่ใช้ในการเดินทาง แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ขับขี่ต้องขับแบบมีสติและไม่ประมาทในการเดินทาง

ถ้าไม่รัก ไม่ชอบ ก็ไม่ต้องสน…

ถ้าเทียบราคาค่าตัวที่จำหน่ายอยู่ในตอนนี้ กับเหล่าบรรดารถในกลุ่มเดียวกัน ก็ถือได้ว่า Forester นั้น มีค่าตัวแพงกว่าเพื่อน แต่นั่นก็เพราะ Forester เป็นรถที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน ซึ่งถ้า ใครอยากได้ Forester แบบราคาถูกกว่านี้ ก็คงต้องรออีกสักระยะ เพราะได้ข่าวว่าทางบริษัทกำลังศึกษา ว่าอาจจะมีการประกอบรถรุ่นนี้ในประเทศมาเลเซีย แล้วนำเข้ามาขายตามกฎอาฟต้า ซึ่งจะทำให้ค่า ตัวถูกลงมาอีกร่วมๆ 10% ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น เรื่องของออปชั่นและราคาค่าตัวก็คงจะน่าสนใจยิ่งกว่านี้ ส่วนถ้าใครที่รักแบรนด์ SUBARU แต่อยากได้ Forester ที่มีสมรรถนะที่รุนแรงเร้าใจกว่านี้ ก็คงต้อง ไปเมียงมองเอาที่ตัว 2.5XT ที่เป็นเครื่อง 2.5 ลิตร แบบมีหอยพิษพ่วงติดมาด้วย ซึ่งราคามันก็จะทะล ุไปอยู่ที่สองล้านกลางๆ เลยทีเดียว แต่ถ้าต้องการแค่รถ SUV มาใช้งานสักคัน แบบเบื่อ CR-V ไม่ชอบ Captiva แต่บูชาดาวลูกไก่ ก็คงต้องหาเงินมา 1,590,000 บาทไทย เพื่อไปแลกมากับสิ่งที่ต้องการ…

ข้อมูลทางเทคนิค
ยี่ห้อ SUBARU
รุ่นรถ FORESTER 2.0X
แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว แบบ BOXER
ปริมาตรความจุ (ซี.ซี.) 1,994
กระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.) 92.0 x 75.0
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบ/นาที) 150/6,000
แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รอบ/นาที) 20.0/3,200
อัตราส่วนกำลังอัด 10.2
ถังเชื้อเพลิงจุ (ลิตร) 60
ระบบขับเคลื่อน AWD
ระบบเกียร์ (รหัส) เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด
ระบบพวงมาลัย แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ช่วย
ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท
ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ แบบดับเบิลวิชโบน
ระบบเบรก หน้า/หลัง ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน / ดิสก์เบรก
มิติ กว้าง x ยาว x สูง (มม.) 1,780 x 4,560 x 1,700
ฐานล้อยาว (มม.) 2,615
ความกว้างของล้อหน้า (มม.) 1,530
ความกว้างของล้อหลัง (มม.) 1,530
ขนาดล้อ (นิ้ว) 16
ขนาดยาง 215/65R16
ราคาจำหน่าย 1,590,000 บาท
อัตราสิ้นเปลือง
Average 9.06
City 7.92
Highway 10.20
Touring range 612

ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร
เกียร์
ความเร็ว (กม./ชม.)
รอบเครื่อง
1
70
6,000
2
125
6,000
3
190
6,000
4
190
4,250
ความเร็วเดินทาง (ที่เกียร์สูงสุด)
ความเร็ว (km/h)
เกียร์
รอบ(rpm)
100
4
2,000
120
4
2,500
140
4
3,000
160
4
3,500

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com