BMW 520d

Home / รีวิวรถยนต์ / BMW 520d

BMW 520d
เรื่องจริงที่ใครก็สามารถพิสูจน์ได้กับคำว่า โลนึงไม่ถึงสองบาท ของบีเอ็ม…

หลังจากได้มีการจัดทริปให้ลองความประหยัดไปกับ BMW 520d หัวใจใหม่ ในอีเวนต์พิเศษ BMW 520d 1 Diesel Tank> 1,000 km+ เพื่อท้าทายสื่อมวลชนให้ทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ บนเส้นทางกรุงเทพฯ-กระบี่-ภูเก็ต ไปแล้วนั้น ตอนนี้ก็มาถึงเวลามาพิสูจน์ม้าเหล็กเยอรมันพันธุ์แกร่ง แต่ ประหยัดแบบการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

5 Series คืออีกหนึ่งในอนุกรมจากค่าย BMW ที่เป็นที่คุ้นเคยกันมานาน สำหรับซีดานหรูขนาดกลาง แฝงไว้ด้วยความหรูหราสง่า งาม และถ้านับย้อนถึงประวัติความเป็นมาของรถในอนุกรมนี้ ก็ต้องกลับไปเริ่มต้นจากรหัส E12 ต้นตระกูลของ 5 Series ตามมาด้วย รหัส E28, E34, E39 จนมาถึงบอดี้ที่กำลังจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันนี้กับรหัสตัวถัง E60 ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นที่ 5 ของอนุกรมของ 5 Series

ถึงแม้ว่าซีรีส์ 5 รหัส E60 นี้จะออกมาอาละวาดในตลาดเมืองไทยมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ตลอดเวลาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง เคลื่อนไหวกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และหัวใจหลักๆอย่างเช่น เครื่องยนต์ และในตอนนี้ก็อีกเช่นกัน การเคลื่อน ไหวที่สำคัญของซีรีส์ 5 รหัส E60 ที่โดดเด่นที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเครื่องยนต์ดีเซลสายพันธุ์ประหยัดที่กำลังจะได้สัมผัสกันในช่วงเวลานี้

ความสวย ความหรูหรา ที่ชินตา. . .

ด้วยรูปทรงและหน้าตาที่ออกมาแนวหรูหรา และล้ำสมัย แม้ว่าจะมีการออกจำหน่ายมานานพอสมควรแล้ว แต่ในตอนนี้ยังถือว่ายังดูดี อยู่ แต่อาจจะเถียงไม่ได้ว่ามันจะมีอาการชินตากันพอสมควร อีกทั้งด้วยจำนวนรถที่ออกมาวิ่งบนถนนท้องด้วยปริมาณที่ค่อนข้างมาก จึง อาจจะทำให้ไม่ค่อยเกิดอาการสะดุดตามากนักในยุคสมัยนี้ เว้นแต่ว่าจะไปเจอรถที่แต่งแบบแหวกแนว แต่ถ้าแต่งสไตล์แบบคิดไม่ออกบอก เอ็มเทคนิค (แบบตัวท็อป ออฟ เดอะ ไลน์) นั้น ตอนนี้มันดูเหมือนจะกลายเป็นรถสแตนดาร์ดจากโรงงานไปแล้ว

ภายในนั้น มีการเล่นสีแบบทูโทน โดยวัสดุบุหลังคาและเสาจะเป็นสีดำ ส่วนเบาะและแผงประตูจะเป็นสีอ่อนแบบสีเบจ เบาะนั่งคู่หน้า เป็นแบบปรับไฟฟ้าอย่างแน่นอน แต่ตัวปรับปีกข้างให้บีบกระชับนั้นหายไป ส่วนพื้นที่ในด้านหลังนั้น ถ้าเอาไปเทียบกับรถญี่ปุ่นขนาดกลาง แล้ว อาจจะดูแคบกว่า คันเกียร์เปลี่ยนใหม่เป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งดูแล้วเหมือนจะใช้งานยาก แต่พอเอาเข้าจริงถือว่าใช้งานสะดวกมาก iDrive Controller ความไฮเทคในการควบคุมสั่งงานระบบต่างๆ ซึ่งมันอาจจะใช้งานง่ายสำหรับบางคน แต่มันก็สร้างความยากลำบาก ในการใช้งานสำหรับหลายๆ คน ซึ่งก่อนใช้ก็คงต้องศึกษาและทำความคุ้นเคยกันให้ดีก่อน ไม่งั้นมีมึนเหมือนกัน

เครื่องสองลิตร รถ(เกือบ)สองตัน ที่ทั้งแรงและประหยัด

คงจะมีคนอีกไม่น้อยที่ยังมีอคติกับเรื่องเครื่องยนต์ดีเซลในรถหรูแบบนี้ เพื่อนเสี่ยๆ บางคนก็เคยมาบ่นๆ ให้ฟังว่า อั๊วไม่เอาหรอกรถหรู แบบนี้ แล้วต้องไปเข้าช่องเติมน้ำมันเดียวกับพวกรถกระบะ (ผมคิดในใจ แล้วมันทำไม(วะ)ครับ) แล้วมันก็พูดต่อ มันดูเสียเกรด(วะ) ผมก็ อืมมมมม (จินตนการเยอะดีนะท่าน) ส่วนบางเสียงของกลุ่มลูกค้าที่ไม่สนใจและแอนตี้เครื่องยนต์ดีเซลแบบที่เคยได้ยินมาก็คือ จะกลัวใน เรื่องของเสียงที่ดังตามนิสัยของเครื่องดีเซล โดยมักจะยกตัวอย่างของพวกรถกระบะดีเซลต่างๆ มา ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องเสียงก็คงต้องยอมรับ กันละครับว่า เสียงของเครื่องดีเซลเมื่อยืนฟังกันอยู่นอกรถมันย่อมไม่นุ่มเงียบเหมือนดั่งเช่นเครื่องเบนซินแน่ๆ แต่เมื่อลองเข้าไปนั่งฟังในรถ ความรู้สึกของเรื่องเสียงก็จะเปลี่ยนไป ซึ่งถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะจับผิดหรือมีอคติเรื่องเสียงของเครื่องยนต์จริงๆ ตอนคุณเข้าไปนั่งอยู่ในรถ แล้วเปิดแอร์เย็นๆ คุณก็จะไม่รู้หรอกว่ารถยนต์ BMW E60 คันที่คุณนั่งอยู่นี้ มันเป็นเครื่องยนต์ที่กินน้ำมันดีเซลหรือเบนซินกันแน่ ส่วนอีก ปัญหาที่ได้ยินก็เรื่องกลัวควันดำ แบบว่าขับรถคันละ 3-4 ล้าน แล้วควันดำเป็นรถกระบะส่งของคันละไม่กี่แสน แบบนี้เสี่ยรับไม่ได้… ในเรื่องของปัญหาด้านนี้มันน่าจะเกิดจากการที่คนเราไปยึดติดกับภาพของเครื่องยนต์ดีเซลในอดีตกาลนานเกินไป เพราะในยุคสมัยนี้ เครื่องยนต์ดีเซลนั้นได้พัฒนาไปไกลแล้วในเรื่องมลพิษ แม้กระทั่งในรถกระบะยุคปัจจุบันก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องควันดำกันอีกแล้วนะครับ เจ้านาย

วกกลับมาดูสเป็กเครื่องยนต์ของ BMW 520d ตัวใหม่นี้กันดีกว่า โดยรหัสเครื่องยนต์ของซีรีส์ 5 ดีเซลตัวนี้ก็คือ N47 ซึ่งจะเป็น เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล ในเจเนอเรชั่นที่ 3 แบบ Direct Injection 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน VNT ที่ให้กำลัง มากขึ้นกว่าเครื่องดีเซลตัวเดิม ลูกสูบขนาดใหญ่ถึง 90 มิลลิเมตร ช่วงชักยาว 84 มิลลิเมตร ซึ่งคำนวณแล้วจะได้ปริมาตรความจุอยู่ที่ 1,995 ซี.ซี. ส่วนกำลังอัดจะอยู่ที่ 16.0 : 1 โดยเครื่องยนต์ตัวนี้จะสามารถสร้างแรงม้าได้ถึง 177 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่วนแรง บิดที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสบายในการขับขี่นั้น จะมีมาให้ใช้ถึง 350 นิวตัน-เมตร ที่รอบเครื่อง 1,750-3,000 รอบ/นาที ที่ผสานการทำงานกับระบบส่งกำลังของเกียร์อัตโนมัติแบบ Steptronic 6 speed เมื่อดูสเป็กข้อมูลของเครื่องยนต์ N47 ตัวนี้แล้ว มาลองเทียบกับเครื่องยนต์ M47 ตัวเก่าที่มี 163 แรงม้าและมีแรงบิด 340 นิวตัน-เมตร ก็จะเห็นได้ว่าในเรื่องของพละกำลังจะมีมากกว่า ทั้งแรงม้าและแรงบิด อีกทั้งค่ามลพิษยังต่ำกว่าด้วย

ในเรื่องของการใช้งานแบบคืบคลานอยู่ในเมืองนั้น กำลังเครื่องยนต์นั้นให้ความสะดวกสบายในการใช้งานได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าอยากจะ แซงพวกที่ชอบขับแบบเต่ากัดยางแล้ววิ่งขวานั้น ก็แตะคันเร่งไปเบาๆ ก็สามารถแซงได้ไม่ยากเย็น แต่ถ้าอยากเอามันส์แบบมีแรงดึงก็ต้อง ออกแรงที่ปลายเท้าให้มันมีน้ำหนักกดลงไปลึกๆ หน่อย แล้วจึงจะได้สัมผัสกับแรงดึงแบบพอประมาณ (ให้รู้สึกมันส์) ได้ ถ้าเป็นเครื่องยนต์ ที่มีปริมาตรความจุเยอะกว่านี้อย่างตัวเครื่อง 3.0d ที่กำลังจะมาใน X5 ใหม่ ก็คงไม่ต้องกดคันเร่งกันลึกๆ ก็คงได้มันส์แล้ว

ส่วนในการเดินทางไกลหรือออกท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดที่ช่วงนี้อากาศดีน่าไปร่อนเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งสภาวะเศรษฐกิจตึงเครียดและ สภาวะสถานการณ์ต่างๆ (ที่น่าระเหี่ยใจ) การทำงานหนักที่ลุยกันมาทั้งปี คิดๆ แล้วยิ่งน่าไปชาร์จแบตให้กับตัวเองเป็นยิ่งนัก ในช่วงสภาพ อากาศดีๆแบบนี้ ส่วนถ้าใครขับ BMW 520d ตัวนี้ไปท่องเที่ยวก็จะได้พบกับตัวเลขของการใช้ความเร็วในการเดินทางที่ค่อนข้างดูแบบ สวยหรู โดยช่วงความเร็วที่ใช้ในแต่ละช่วงจะใช้ความเร็วรอบที่ค่อนข้างต่ำ โดยความเร็วเดินทางแบบแข่งประหยัดน้ำมันที่ 80 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องต่ำเพียง 1,550 รอบ/นาที ส่วนถ้าใช้ความเร็วเดินทางแบบปกติโดยไม่ต้องกลัวใบสั่งจากคุณตำรวจในช่วงความเร็ว 100-120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ก็จะอยู่ที่ 1,900 และ 2,250 รอบ/นาที (ตามลำดับ) แต่ถ้าจะกดคันเร่งกันให้ความเร็วนั้น ทะลุไปถึง 140 กม./ชม. ก็จะใช้รอบเครื่องไปแค่ 2,600 รอบ/นาที ส่วนตีนปลายนั้นสามารถทำได้ทะลุ 220 กม./ชม.ได้แบบไม่ยากเย็นครับ (ดีกว่า เครื่องรหัส M ตัวเก่าที่วิ่งไป 210 ก็เริ่มตันแล้ว) แต่ในสมัยนี้การเดินทางก็ต้องระวังๆให้ดีนะครับ เพราะบางทีเมื่อใช้ความเร็วในการเดิน ทางเกินที่กฎหมายกำหนด ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ได้มีการเจรจาแก้ตัวกับคุณตำรวจแบบตัวเป็นๆ แต่จะมีการส่งจดหมายที่เป็นหนังสือให้ไป เสียค่าปรับพร้อมรูปถ่ายรถคันโปรดของท่านเองแนบในซองมาด้วย ซึ่งถ้าใครชอบใช้ความเร็วในการเดินทางก็คงต้องระวังทั้งในเรื่อง ความปลอดภัย (ต่อตัวเองและเพื่อนร่วมถนน) และก็ต้องระวังจดหมายเรียกตัวไปเสียตังค์ด้วยนะครับ

เรื่องอัตราการบริโภคน้ำมัน เมื่อมีการใช้งานในเมืองแบบปกติ ช้าบ้าง เร็วบ้าง รถติดนิ่งนานบ้าง อัตราสิ้นเปลืองจะตกเฉลี่ยอยู่ที่ 11.2 กม./ลิตร ส่วนถ้าเอาออกไปวิ่งนอกเมือง จะกินน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 14.8 กม./ลิตร ในการวิ่งแบบหลากหลายรูปแบบของการใช้ความเร็ว เมื่อ ลองคำนวณค่าน้ำมันที่ต้องจ่ายไป (ณ ตอนทดสอบ น้ำมันดีเซลลิตรละ 19.24 บาท) ในเมืองจะตกกิโลละ 1.71 บาท ส่วนนอกเมืองจะ ได้เฉลี่ยอยู่ที่กิโลเมตรละ 1.30 บาท ซึ่งพอสรุปได้แบบง่ายๆ ว่า BMW 520d ตัวนี้เป็นรถยุโรปตัวใหญ่ ที่จ่ายค่าน้ำมันพอๆ กะรถญี่ปุ่น ตัวเล็กเลยทีเดียว…

นุ่มนวล แต่หนึบหนับ. . .

ในเรื่องของระบบรองรับ การทรงตัว การเกาะถนนนั้น รถยี่ห้อ BMW นั้น ได้สะสมชื่อเสียงและความไว้วางใจในเรื่องคุณภาพมานาน แล้ว ซึ่งช่วงล่างของ BMW นั้นจะโดดเด่นกว่าคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันในด้านความเป็นสปอร์ตแบบเอาใจผู้ขับขี่ โดยใน BMW 520d นั้น จะใช้ช่วงล่างด้านหน้าที่เป็นแบบอิสระ Double-joint thrust-rod spring strut axle in aluminium ส่วนช่วงล่างในด้านหลังจะ เป็นแบบ อิสระ Integral IV multi-arm axle in aluminium ที่มีการกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง แบบ 50:50 ซึ่งจะเป็นการสร้าง สมดุลของตัวรถ ที่จะช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างคล่องแคล่วและควบคุมได้ง่าย ส่วนในเรื่องของความนุ่มนวลก็ถือว่าออกแนวสบาย ไม่เสียรูปแบบของรถระดับผู้บริหาร และในเรื่องการเกาะถนน การทรงตัวนั้น BMW ก็ยังคงเป็น BMW ที่ยังให้ความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่ ได้ในทุกช่วงความเร็ว การเข้าโค้งออกโค้งสามารถทำได้อย่างเชื่องมือ

ส่วนระบบเบรกนั้นจะเป็นแบบดิสก์เบรกทั้งสี่ล้อ ที่จะมาพร้อมกับระบบเสริมความปลอดภัยต่างๆ อย่างครบถ้วน ทั้ง ABS, DSC, DTC ซึ่งจะทำหน้าที่ผสมผสานการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความลงตัวเป็นอย่างดี ด้วยน้ำหนักเบรกที่กำลังเหมาะ บวกกับ การควบคุมระยะในการเบรกที่ค่อนข้างแม่นยำ ยิ่งทำให้การขับขี่ 520d ทั้งแบบธรรมดาทั่ว ๆไป และในยามจำเป็นที่ต้องใช้ความเร็วสูง เป็นเรื่องที่ง่ายในการที่จะต้องสั่งงานและคอนโทรลรถให้มันหยุดได้ดั่งใจที่ต้องการ

ความลงตัวที่เป็นบทสรุปของ BMW ในยุคนี้

ถ้าต้องให้บทสรุปสำหรับ BMW 520d ที่ได้ทำการทดสอบนั้น ก็สรุปได้ว่า เป็นรถที่สวยหรู ดูภูมิฐาน ล้ำสมัย แต่งสวย ช่วงล่างและ เบรกยังคงรักษามาตรฐานชื่อเสียงของ BMW ได้เป็นอย่างดี ส่วนในเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เป็นจุดเด่นนั้น ต้องถือว่าตอนนี้ BMW ได้มาถูกทางแล้ว ที่ได้มาทำตลาดในเรื่องของเครื่องยนต์ดีเซล (ทีเมื่อก่อนบอกไปไม่เคยเห็นค่า แต่ตอนนี้หายใจเข้าออกเป็นดีเซล) เพราะมันเป็นเครื่องยนต์ที่ให้กำลังในการใช้งานได้แบบสนุก แถมโดดเด่นอย่างมากในเรื่องของความประหยัด ส่วนในจุดที่ควรจะต้องมี การปรับปรุงก็จะเป็นเรื่องของการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ที่จะออกอาการเยอะไปหน่อย ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการรถระดับผู้บริหาร ที่มีสมรรถนะดีๆ มีความคุ้มค่าในการใช้พลังงาน คุณก็คงจะปฏิเสธรถยนต์อย่าง BMW 520d คันนี้ไปไม่ได้แน่ๆ

BMW 520d
แบบเครื่องยนต์ 4 สูบ 16 วาล์ว ดีเซล แบบคอมมอนเรล และเทอร์โบแปรผัน
ปริมาตรความจุ (ซี.ซี.) 1995
กระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.) 90.0 x 84.0
กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบ/นาที) 177/4,000
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร/รอบ/นาที) 350/1,700-3,000
อัตราส่วนกำลังอัด 16.0 : 1
ถังเชื้อเพลิงจุ (ลิตร) 70
ระบบขับเคลื่อน ล้อหลัง
ระบบเกียร์ (รหัส) เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด แบบ Steptronic
ระบบพวงมาลัย แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ช่วย
ระบบกันสะเทือนหน้า อิสระ แบบ Doube-joint thrust-rod spring strut axle in aluminium
ระบบกันสะเทือนหลัง อิสระ แบบ Integral IV multi-arm axle in aluminium
ระบบเบรก หน้า/หลัง ดิสก์เบรก/ดิสก์เบรก พร้อมระบบ ABS, DSC, DTC
มิติ กว้าง x ยาว x สูง (มม.) 1,846 x 4,841 x 1,468
ฐานล้อยาว (มม.) 2,888
ความกว้างของล้อหน้า (มม.) 1,558
ความกว้างของล้อหลัง (มม.) 1,582
ล้อ ล้อแม็กขนาด 7.5Jx17
ยาง (หน้า) 225/50 R17
(หลัง) 225/50 R17
ราคาจำหน่าย 3,699,000 บาท

ความเร็วสูงสุดในแต่ละเกียร์

เกียร์
ความเร็ว (กม./ชม.)
รอบเครื่อง
1
40
4,500
2
70
4,500
3
110
4,500
4
145
4,500
ความเร็วเดินทาง (ที่เกียร์สูงสุด)
ความเร็ว (km/h)
เกียร์
รอบ (rpm)
100
6
1,900
120
6
2,250
140
6
2,600
160
6
2,950
อัตราสิ้นเปลือง
Average
13
City
11.20
Highway
14.80
Touring range
1,036

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com