THE BANGKOK DRIFT SILVIA S14 OVERDRIVE+HKS THAILAND+YOKOHAMA Team

Home / ข่าวสาร / THE BANGKOK DRIFT SILVIA S14 OVERDRIVE+HKS THAILAND+YOKOHAMA Team

THE BANGKOK DRIFT
SILVIA S14 OVERDRIVE+HKS THAILAND+YOKOHAMA Team

ไม่เล้าโลมนะ ใส่เลยละกัน ฉบับนี้เราจะเปลี่ยนบรรยากาศ พาพี่น้องผองเพื่อนไปชมรถ แถข้าง แถ ไปแถมา หรือ Drift Style ที่หลายคนชื่นชอบ คันนี้ก็จะเป็น NISSAN SILVIA S14 ที่ถูกทำขึ้นมา อย่างครบๆ เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ เป็นรถของทีม OVERDRIVE โดยมี คุณโอ๊ต เป็นหัวหน้าทีม และเป็นเจ้าของรถคันนี้ รวมกลุ่มนักดริฟต์ระดับเซียนไว้หลายคน เหล่าสปอนเซอร์ก็จะมี HKS THAILAND เป็นผู้โมดิฟายรถทั้งคัน ส่วนยางก็เป็นของ YOKOHAMA ที่เข้ามาสนับสนุน งานนี้เจ้า S14 คันนี้ ยัดของดีๆ ไว้ เพียบ เต็มคัน โดยมี นนท์ สรานนท์ พรพัฒนารักษ์ Drifter มือเซียน เป็นผู้ ให้ Concept และปรับแต่งรถคันนี้ จะมีอะไรให้เราดูได้บ้าง เชิญครับ…

จากจุดเริ่มต้นในการดริฟต์ สู่หนทางแห่งมืออาชีพ

เคยมีผู้อ่านถามเข้ามาว่า จะทำอย่างไรสู่หนทางแห่งการเป็น Drifter มืออาชีพ เราก็ได้สัมภาษณ์ ความคิดเห็นของ นนท์ มาให้ฟังกัน แนะนำกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นจาก ศูนย์ กันไปเลย ก็คงจะเป็นแบบ หลักๆ นะครับ เพราะบางอย่าง เช่น การเซ็ตรถ รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ตรงนี้บางอย่างมันไม่ใช่เรื่อง ที่จะบอกกันได้ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ ก็ขอให้นำข้อมูลหลักไปพิจารณาก็แล้วกัน

รถและเครื่อง

อันดับแรก คุณจะต้องมีรถ ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่มีอะไหล่แต่งเยอะหน่อย โดยเฉพาะของแต่งช่วง ล่าง ก็คงเป็นรถยอดฮิตที่เรารู้จักกันดี อันนี้ก็แล้วแต่งบประมาณแต่ละคน ตอนแรกก็ยังไม่ต้องไปอะไร กับรถมาก ใช้แบบเดิมๆ ไปก่อน พอเก่งแล้วก็ค่อยๆ ลดน้ำหนัก ส่วนที่ไม่จำเป็นลง อย่างเช่น ฝาหน้า ฝาท้าย ประตู ก็เป็นไฟเบอร์ได้ กระจกก็เปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เบา มันจะมีกระจกแบบ บาง ลดน้ำหนัก ขายอยู่ด้วย รถเบาลงมันก็ไปได้เร็วขึ้น ในส่วนที่จำเป็นก็ควรเพิ่มให้แข็งแรงขึ้น พวกจุดยึดต่างๆ ที่รับภาระเยอะๆ ซุ้มโช้คอัพ ฯลฯ ถ้ารถแข็งๆ มันก็จะย้วยน้อย ตอบสนองเร็วขึ้น แต่ถ้ามือใหม่ก็ใช้เดิมๆ ทำนิดหน่อยก็พอ เอาขับง่ายไว้ก่อน เครื่องยนต์ อะไรก็ตาม ควรจะมีแรงม้าขั้นต่ำอยู่ที่ 250 PS เพื่อจะให้ดันท้ายสไลด์ออกได้ เริ่มต้นเอาแรงม้าประมาณนี้ก่อน เพราะถ้าแรงมากจะคุมยากเกินไป ยังไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องแรงมาก เอางบประมาณไปให้กับส่วนของช่วงล่างจะดีกว่าครับ…

ช่วงล่าง

สิ่งสำคัญเลยคือ ช่วงล่าง ลงทุนใช้ของดี ถ้ามีงบประมาณพอเพียงก็ควรจะใช้ ของใหม่ เพราะมี ประสิทธิภาพดีกว่า ถ้างบน้อยก็ของมือสอง แต่ก็ได้ประสิทธิภาพตามสภาพของที่ได้มา มาพูดถึงเรื่อง โช้คอัพและสปริงกันก่อน ในแนวทางของ Beginner ถ้าเลือกได้ก็ควรจะใช้โช้คอัพ สปริง และยาง ที่ ไม่เกาะถนนมากนักที่ด้านหลัง เนื่องจากเราต้องการให้ โอเวอร์สเตียร์ ง่ายในความเร็วไม่มากนัก พูด ง่ายๆ ก็คือ ทำให้ท้ายออกได้ง่าย โดยไม่ต้องใช้ความเร็วสูง ไม่ต้องเหวี่ยงรถรุนแรง ไม่ต้องใช้เครื่องแรง มาก ถ้าทำให้ท้ายเกาะถนนดีเกินไป (อย่าลืมว่าการดริฟต์ เราต้องการให้ท้ายออกนะครับ ถ้าขับแบบ ปกติก็ทำให้มันเกาะไว้ดีแล้ว) ท้ายออกยาก จะต้องใช้ความเร็วสูง ใช้แรงเครื่องเยอะๆ จะส่งผลให้เกิด ความรุนแรง (Aggressive) ในการขับ มือใหม่จะควบคุมได้ยาก อาจจะทำให้อันตรายได้ ก็ควรจะทำรถ ให้ท้ายออกง่ายก่อนในความเร็วต่ำๆ จะรู้อาการได้ง่ายกว่า ถ้าระดับมืออาชีพ ก็จะทำให้ท้ายเกาะถนน มากขึ้น แน่นอนว่าจะต้องดริฟต์ยากขึ้น ต้องใช้ความรุนแรงมาก ความเร็วที่เหวี่ยงรถต้องสูงขึ้น เครื่อง ต้องแรง แต่พอเหวี่ยงท้ายออกแล้วจะคุมได้ง่ายกว่ารถที่ท้ายไม่เกาะ สามารถเดินเต็มคันเร่ง และใช้ ความเร็วในการดริฟต์ได้สูง คอนโทรลง่ายกว่าช่วงล่างที่ไม่เกาะ (ถ้าขับเป็น) จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เชี่ยว ชาญแล้วเท่านั้น…

แน่นอนว่า ต้องไม่ลืม ช่วงล่างแบบปรับมุมล้อได้มาก พวก Links ต่างๆ จะอะไรก็ตามแต่ บ้าน เราก็มีขายแบบชุดใหญ่ อันนี้ควรจะลงทุน เพราะการปรับแต่งมุมล้อจะทำได้ง่าย และได้มากกว่าของ สแตนดาร์ด มีข้อดีอีกอย่างตรงที่ น้ำหนักเบา ก็จะมีผลต่อการตอบสนองที่เร็วขึ้น พวก บู๊ช ช่วงล่าง ถ้ามีงบพอ ก็เปลี่ยนเป็นวัสดุประเภท ยูรีเทน ได้ก็ดี เพราะมันแข็งกว่าบู๊ชยางเดิม ทำให้รถย้วยน้อยลง ยางเดิมๆ จะค่อนข้างนิ่ม เวลารถมีการเคลื่อนย้ายใดๆ ยางนิ่มๆ มันจะซับอาการไว้ ไม่ให้มาถึงตัวคน ขับมากนัก ก็ได้เรื่องความนุ่มนวล แต่ตอบสนองคนขับได้ช้า แต่ถ้าเอาวัสดุแข็งๆ (Solid) มาใช้ มันจะ กระด้าง แต่ส่งอาการตอบสนอง (Response) ได้เร็วกว่า คนขับก็จะรู้อาการของรถได้เร็ว คอนโทรล ได้ง่าย มีอายุการใช้งานแบบหนักหน่วงได้นานกว่า ก็น่าลงทุนสำหรับคนที่จะเล่นแบบจริงจัง…

ลิมิเต็ดสลิป

ส่วนต่อมาที่ต้องมี ก็คือ ลิมิเต็ดสลิป ถ้าเป็นมือใหม่ ควรจะใช้แบบ 1.5 Way ก็คือ เร่งจับเต็ม ถอนจับครึ่งเดียว คือ ตอนเลี้ยงคันเร่งในโค้ง บางจังหวะก็ต้องมีการถอนคันเร่งบ้าง (ไม่ได้ยกหมดอาจ จะยกเลี้ยงๆ เพื่อให้รถเข้าไปตามไลน์) เราก็ยังต้องการให้ล้อมันมีกำลังการยึดเกาะอยู่บ้าง จะส่งได้ต่อ เนื่อง ถ้าเป็นแบบ 1 Way ถอนแล้วไม่จับ กำลังก็จะเสียไป พอเร่งอีกทีก็จะค่อยมาจับใหม่ จะมีจังหวะ Delay ไม่ต่อเนื่อง ส่วนแบบ 2 Way เร่งหรือถอนก็จับเต็มทั้งหมด แบบนี้จะเหมาะที่สุด เรียกว่าจับ ตลอดเวลา การ สั่ง ด้วยคันเร่งจึงต่อเนื่องกว่าสองแบบแรก แบบ 2 Way จะนิยมใช้มากที่สุดในกลุ่ม รถ Drift ด้วยเหตุที่มันจับกำลังลงล้อได้สม่ำเสมอกว่า…

มุมล้อ

มาถึงการ ปรับค่ามุมล้อ (Wheel Alignment) ก็มีส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นตัวกำหนดนิสัยรถ ยนต์ได้อย่างชัดเจน สไตล์ของ นนท์ ก็จะชอบปรับเฉพาะมุม แคมเบอร์ เพียงอย่างเดียว สำหรับ มือใหม่ นนท์จะใช้สูตร หน้าลบสาม หลังลบสอง คือให้หน้าเกาะไว้ก่อน หน้าเกาะแล้วให้ท้ายออกแทน ให้ท้ายมันมีฟรีทิ้งก่อนบ้าง สูตรนี้จะทำให้ท้ายไม่เกาะมากเกินไปจนต้องส่งแรงๆ ส่งมาพอประมาณแล้ว ให้ท้ายออก จะคุมได้ง่ายสำหรับมือใหม่ แต่ถ้าเก่งขึ้นเรื่อยๆ ก็จะค่อยๆ เพิ่มแคมเบอร์ล้อหลังจนมาเป็น ศูนย์ ให้ยางเกาะเต็มหน้า ท้ายออกยากขึ้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้ความเร็วสูงขึ้นเพื่อให้ท้ายออก ก็จะคอนโทรลที่ความเร็วสูงได้ง่ายกว่า แต่ยังไงก็ตาม มีดีก็ต้องมีเสีย ในความเร็วสูงๆ มันก็ย่อมจะคุม ยากขึ้น ทำให้หยุดก็ยาก แน่นอนว่ามันจะเร็วเกินไปสำหรับมือใหม่ที่จะควบคุมมันได้อย่างปลอดภัย…

ยาง

สำหรับการเลือกยาง ในตอนแรกก็ขอให้ใช้ยางหน้า ใหม่ เพื่อให้หน้าเกาะถนนมากกว่าหลัง เพราะการที่เราต้องเหวี่ยงรถก่อน ถ้าหน้าไม่เกาะ เหวี่ยงไปหน้าออกแทนก็คุมรถไม่ได้ ส่วนยางหลังก็ ใช้ยางเก่าได้ (แต่ก็ควรมีสภาพที่ดีนะ ประเภทใกล้เสียชีวิตแล้วก็อย่าเอาเลย ดริฟต์อยู่ ระเบิดตูมจะเสีย หายมากกว่าที่คิด) หรือมีงบก็ใช้ยางใหม่ได้ แต่เลือกรุ่นที่ออกสปอร์ตๆ หน่อย เกาะถนนพอประมาณ ไม่ต้อง Hi Performance มาก เพราะจังหวะฝึกหัดดริฟต์ เราใช้ความเร็วไม่สูงนัก พอเก่งแล้วก็เริ่มใช้ ความเร็วสูงขึ้น อันนี้แหละควรจะต้องใช้ยางที่มีการยึดเกาะสูง หลายคนคงสงสัย ทำไมอยากให้ท้ายออก แล้วจะต้องใช้ยางเกาะด้วยล่ะ คำตอบง่ายมากๆ เพราะในช่วงที่รถสไลด์ นั่นคือ เราเจตนาทำให้มัน เสียอาการ ที่ความเร็วสูง การยึดเกาะจะต้องดี ส่งแล้วให้มัน ถีบ รถไปให้เร็วที่สุด ควบคุมง่ายกว่า ใช้ยางยึดเกาะต่ำ ถ้าแรงๆ ก็หลุดไปเลย คุมไม่ได้ อย่างตอน โชว์ เราต้องการ Entertain ผู้ชม ก็จะ ใช้ยางที่เก่าหน่อย ปั่นให้ล้อฟรีมากๆ เพื่อให้เกิดควันเยอะ ความเร็วไม่ต้องสูงมาก แต่ในการแข่งขันจริง จะต้องใช้ความเร็วสูงด้วย จึงต้องเลือกยางที่เกาะดีไว้ก่อนในขั้นมืออาชีพ…

ระบบส่งกำลัง

ระบบส่งกำลัง ในการเริ่มต้น ก็ใช้เกียร์ธรรมดาติดรถไปก่อนได้ เพราะยังไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมาก นัก ส่วนใหญ่แล้วก็จะดริฟต์กันที่เกียร์ 1-2 เป็นหลัก (สำหรับการฝึกหัด) แต่คลัตช์ควรเป็นที่มีแรงกดสูง หน่อย เพราะเราต้องใช้แรงบิดมาก บางจังหวะก็ต้องมีการกระชากคลัตช์ (Kick Clutch) ช่วยในการ กระตุกล้อหลังให้ฟรี เพื่อให้ท้ายกวาด คลัตช์ดีๆ จะทน จับกำลังที่ส่งมาได้ดีกว่าคลัตช์ธรรมดา พอพัฒนา ขึ้นมาแล้ว ก็น่าจะหาเกียร์ อัตราทดชิด (Close Ratio) มาใช้ เพราะเกียร์สแตนดาร์ด อัตราทดจะ ค่อนข้างห่าง แต่เกียร์แต่งต่างๆ อัตราทดจะชิด ยกตัวอย่าง ในโค้งหนึ่ง เกียร์เดิมอาจจะใช้แค่เกียร์ 2 ลง 3 ก็ไม่ได้ อัตราทดห่างไปจนรถห้อย แต่เกียร์แต่ง ในโค้งเดียวกัน เราอาจจะวิ่งเกียร์มากขึ้นได้ อาจจะ เป็นเกียร์ 2-3 ถ้าโค้งยาวๆ ก็อาจจะถึง 4 (แล้วแต่ความเร็ว และรัศมีโค้งที่เข้า) โดยที่รอบเครื่องไม่ตก ลงมา ทำให้ไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่มันก็มีข้อเสีย เพราะเกียร์แบบ Sequential และเป็นเฟือง Dog Box มันจะต้อง กระแทกแรง และต้องได้จังหวะด้วย ถึงจะเข้าได้ ไม่ง่ายอย่างที่คิดเหมือนกัน เหมาะ สำหรับคนที่เก่งแล้ว ส่วนความทนทาน เกียร์แต่งจะทนแรงม้าได้สูง ทำให้ไม่ หลับ กลางทางง่ายนัก…

ระบบเบรก

โดยปกติแล้ว เราจะเน้นหนักไปในทาง เบรกมือ เพราะเราต้องการดึงเพื่อให้ล้อหลังล็อก เพื่อทำ ให้รถเสียอาการ ส่วนใหญ่แล้วเค้าก็จะใส่ Hydraulic Hand Brake เพื่อให้มันจับได้แน่นกว่าแบบ Cable ปัญหาอีกอย่างก็คือ พอใช้เบรกมือที่คาลิเปอร์เบรกหลัง มันจะไป ทับไลน์ กับเบรกเท้า ถ้าดึง เบรกมือ แล้วเบรกเท้าจะแข็ง มันจะขัดๆ กันอยู่ รถคันนี้ก็เลยแก้ปัญหาโดยการสั่งชุดเบรกหลังแบบ พิเศษ ใช้กับงานดริฟต์โดยเฉพาะ โดยจะเป็นเบรกแบบ 4 Pad 4 Pot โดยจะแยกคาลิเปอร์หลัง เป็น 2 วงจร วงจรละ 2 Pot (แต่ด้านนอกเหมือนเดิม) วงจรหนึ่งจะต่อใช้กับ เบรกเท้า ส่วนอีกวงจรจะ ต่อใช้กับ เบรกมือ (เบรกมือจะต้องเป็นแบบ Hydraulic เพื่อต่อแรงดันน้ำมันจากด้ามเบรกมือไปกด ผ้าเบรกให้หยุดจาน) ผ้าเบรกก็แยกชิ้นกันไปในแต่ละคู่ ทำให้มีผ้าเบรก 4 ชิ้น อันนี้จะใช้แยกกันไปเลย ไม่ต้องทับไลน์กัน ทำให้การใช้เบรกอิสระมากขึ้น ก็เป็นไอเดียของผู้ผลิตเบรกที่พัฒนามาเพื่อการดริฟต์ โดยเฉพาะ โดยเบรกชุดนี้ก็เป็นชุดแรกในประเทศไทย…

กรรมวิธีการดริฟต์ 3 แบบ อธิบายอย่างง่าย

จบเรื่องการเซ็ตรถแล้ว ก็มาถึงเรื่องขั้นตอนการดริฟต์ ซึ่งจะมีสไตล์ที่ต่างกันไปอยู่ประมาณ 3 แบบ บางท่านอาจจะทราบแล้ว ก็จะขออธิบายโดยใช้คำพูดอย่างง่ายๆ ไม่ต้องมีศัพท์เทคนิคหรืออะไรหวือหวา มาก สื่อกันง่ายๆ สไตล์เรายังงี้แหละ โดยการขับแบบต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับไลน์สนามด้วย มันจะต้องมีการ ปรับให้เข้ากับไลน์สนามให้มากที่สุด ตรงนี้ก็ไม่ใช่สูตรตายตัว ก็อยู่ที่หลายๆ อย่างรวมกัน ลองดูว่าอะไร จะใช้ยังไงครับ…

Hand Brake

สำหรับการดริฟต์แบบพื้นฐานที่ง่ายและใช้เยอะที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการใช้เบรกมือ ดึงเพื่อให้ล้อหลัง ล็อก สะบัดให้รถขวางโอเวอร์สเตียร์ออกไป ขั้นตอนก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็วิ่งมาแล้วดึงเบรกมือ ก่อนดึง เบรกมือก็เหยียบคลัตช์ก่อน เพื่อให้ตัดกำลังไปล้อหลัง ล้อล็อกแล้วเหวี่ยงรถ ท้ายออกแล้วกดคันเร่ง พร้อมปล่อยคลัตช์ ล้อหลังก็จะ Spin อย่างรุนแรง ถีบให้รถขวางไปต่อได้ อันนี้เป็นของพื้นฐานที่นักดริฟต์ จะต้องทำ…

Kick Clutch

อันนี้ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ในบางกรณี แปลเป็นไทยได้ว่า ย้ำคลัตช์ อย่างก่อนจะเข้าไลน ์ดริฟต์ ก็เหยียบคลัตช์ลงไป คันเร่งยังถูกกดเลี้ยงอยู่ ส่วนใหญ่ก็จะเลี้ยงรอบไว้ในช่วงที่เทอร์โบจะบูสต์ ได้เต็มที่ พอรถเริ่มเลี้ยวก็ปล่อยคลัตช์เร็วๆ พร้อมกดคันเร่งลงไป มันก็จะถีบตูดรถแถออก หรือบางกรณี ก็ใช้การ Shift Down เปลี่ยนเกียร์ต่ำช่วยด้วยก็ได้ อันนี้แล้วแต่จะใช้ แต่ก็ต้องเลือกไลน์สนามด้วย อย่าง บางกรณี เช่น สุดทางตรงสนาม BRC ที่จะมีโค้งขวาแบบหักศอก ปลายสนามปิด ใช้ความเร็วเข้าไม่ มากนัก หรือเป็นไลน์ที่ ลงเขา ก็ควรจะใช้วิธีดึงเบรกมือ ถ้าใช้วิธีย้ำคลัตช์ไม่ค่อยเหมาะ เพราะจังหวะ ที่เหยียบคลัตช์ รถจะไหลเพิ่มความเร็วไปอีก ทำให้ความเร็วมากเกินไปกว่าที่โค้งจะรับได้ แต่อย่างโค้ง ที่ขึ้นเขา อันนี้แหละใช้ได้ เพราะตอนเหยียบคลัตช์ รถมันก็จะลดความเร็วลงเอง ก็เหมือนเบรกไปในตัว ถ้าดึงเบรกมือรถมันก็จะช้าเกินไป…

Yaw Drift

อันนี้จะเป็นการ เหวี่ยงส่ายรถช่วย เพื่อให้รถเสียอาการ หรือเรียกว่า Momentum ก็ได้ ก็อาศัย วิ่งใช้ความเร็วมา แล้วหักพวงมาลัยเหวี่ยงรถซ้ายที ขวาที สลับกันไปจนรถเสียการทรงตัว ท้ายแถดริฟต์ ไป อันนี้ก็จะใช้รวมกับสองแบบแรก ก็แล้วแต่ว่าจะใช้อะไรให้เหมาะสมกับรถ ความเร็ว กำลังเครื่อง การ ยึดเกาะของรถ ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่ ฝีมือและประสบการณ์ ของผู้ขับขี่ ว่าจะทำวิธีไหน ทำอย่างไร ทำ ตรงไหน ตรงนี้ก็ไม่ขอกล่าวถึง เพราะคนขับเท่านั้นจะรู้เอง ไม่ใช่เรื่องที่สอนกันได้โดยทฤษฎีอย่างเดียว ครับ…

Comment : สรานนท์ พรพัฒนารักษ์ (นนท์)

ก็คงจะขอให้รายละเอียดแทนพี่โอ๊ต (เจ้าของรถ) นะครับ ปกติพี่เค้าจะชอบพวกรถแต่ง รถซิ่ง ชอบ เอามากๆ ทีเดียว ก็เป็นลูกค้าของ HKS THAILAND ก็มาเห็นรถดริฟต์อยู่ในอู่ ก็เกิดไอเดียว่าอยากจะ เล่นดริฟต์บ้าง เลยมาคุยปรึกษากันทั้งผม และทีมงาน HKS ว่าอยากจะทำรถขึ้นมาสักคัน ที่มี Performance เพียงพอสำหรับการดริฟต์แบบมืออาชีพ แต่ยังต้องขับใช้งานในชีวิตประจำวันได้ จึงต้อง คง แอร์เย็น เบาะนุ่ม ไว้ด้วย จึงสั่งทำรถคันนี้ขึ้นมากันแบบใจถึง Budget Unlimited มีอะไรดีๆ ใส่ หมดเท่าที่จะทำได้ อะไรดีๆ ว่ามา จัดไปเลย แม้เจ้าของจะยังเพิ่งเริ่มฝึกดริฟต์ แต่ที่ต้องทำรถขนาดนี้ เพราะไม่ต้องการจะโทษรถว่าไม่ดีตรงนั้นตรงนี้ รถทำดีที่สุดแล้ว เจ้าของก็จะต้องพัฒนาตัวเองให้ขับ ให้ได้ ท้ายสุดก็ให้เครดิตทีม OVERDRIVE, HKS THAILAND ที่ทำรถดีๆ ออกมาได้อย่างต้องการ YOKOHAMA สำหรับยางดีๆ และ SY UNIQUE PERFORMANCE สำหรับ Body Paint Work สวยๆ ครับ…

Comment : อินทรภูมิ์ แสงดี

ได้เห็นรถคันนี้ก็รู้สึกอลังการงานสร้างดีเหลือเกิน อันดับแรกที่ชอบเลยก็คือ ความเรียบร้อยสวย งาม ที่เจ้าของเอาใจใส่อย่างดี ส่วน Items ต่างๆ ที่ใช้ ก็เลือกใช้ของดีทั้งหมด แต่เป็นของที่จะต้องใช้ จริง เมื่อเจ้าของขับได้ในระดับมือโปร ของพวกนี้จะจำเป็นขึ้นมาทันที ก็ต้องยอมรับว่าเจ้าของ ใจถึง เงินถึง และมีทีมงาน มือถึง ก็ออกมาได้ดี ก็ต้องติดตามกันต่อไปถึงการพัฒนาในภายหน้าครับ ท้าย สุดก็ขอขอบคุณ คุณโอ๊ต เจ้าของรถ นนท์ สำหรับรายละเอียดแบบชัดเจน กันเอง HKS THAILAND อำนวยความสะดวก และผู้ที่มีส่วนช่วยทุกคนครับ…

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com