สอท.คาดไตรมาสสุดท้าย ความเชื่อมั่นอุตฯ เกินร้อย

Home / ข่าวสาร / สอท.คาดไตรมาสสุดท้าย ความเชื่อมั่นอุตฯ เกินร้อย

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมปรับลดลงเล็กน้อย จากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายหดตัว แนะรัฐควบคุมราคาน้ำมัน เร่งนโยบายพลังงานทดแทน คาดไตรมาสสุดท้ายเกินร้อยแน่

นายสันติ วิลาสศัก ดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนสิงหาคม 2552 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,128 ตัวอย่าง ครอบคลุม 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมฯ ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 88.0 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากเดือนกรกฎาคม ที่ระดับ 89.9 เป็นผลมาจากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต และผลประกอบการลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากบางอุตสาหกรรมเริ่มมีการปรับสต๊อกสินค้าจนสูงขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว จึงชะลอการสั่งซื้อลง ทำให้ยอดคำสั่งซื้อและยอดขายลดลงจากเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้วัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมยังขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ประกอบกับการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานกลับไปทำงานในภาคเกษตร ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการผลิตและผลประกอบการลดลง

ทั้งนี้ ค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการยังอยู่ในระดับที่ไม่ดี เพราะผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น และเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศสำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.1 เนื่องจากผู้ประกอบการคาดการณ์ว่า ยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต ผลประกอบการที่จะปรับตัวดีขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความหวังต่อสถานการณ์การค้าว่าจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สอดคล้องกับการวัดปัจจัยที่มีผลต่อความกังวลของผลประกอบการของสภาอุตสาหกรรม พบว่าผู้ประกอบการมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกลดลง และคงคาดหวังต่อสถานการณ์การฟื้นตัวที่ชัดเจนกว่านี้

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้รับผลดีจากกำลังซื้อในประเทศที่ขยับตัวสูงขึ้น หลังจากที่มีการชะลอการบริโภครวมถึงการชะลอโครงการต่างๆ มานาน ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการปรับตัวขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ปูนซีเมนต์ และเซรามิก ส่วนกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีตลาดหลักทางสหรัฐอเมริกาและยุโรป ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุน เช่น ยางพาราและเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางและอุตสาหกรรมพลาสติกสูงขึ้น

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกัน คือ ให้ภาครัฐควบคุมราคาน้ำมัน และในขณะเดียวกันให้มีนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนได้อย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับผู้ผลิตยานยนต์ที่ต้องการให้รัฐมีนโยบายที่ชัดเจนกับรถที่ใช้พลังงานทางเลือก เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างถูกต้อง ทั้งเร่งสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลโดยการร่วมมือกันทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาประเทศ ควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้แข็งค่ามากกว่านี้ รวมทั้งควบคุมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการด้วยการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากหน่วยงานของภาครัฐ เร่งรัดให้กรมสรรพากรคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ส่งออก และหามาตรการทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนธุรกิจของทั้งผู้ส่งออกและนำเข้า ตลอดจนสนับสนุนการจัดหาแรงงานฝีมือ ซึ่งกำลังขาดแคลนอยู่ในขณะนี้