โครงสร้างภาษี

Home / ข่าวสาร / โครงสร้างภาษี

ผมคิดว่าประชาชนคนไทยยังไม่ได้รับความยุติธรรมสักเท่าไร กับการเสียภาษีพลังงานเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และยังไม่เห็นมีรัฐมนตรีพลังงานคนไหน เสนอแนวความคิดปรับโครงสร้างภาษี

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในเมืองไทย หรือในต่างประเทศ รัฐย่อมต้องมีการจัดเก็บภาษี แต่ผมคิดว่าสูงสุดที่เขาจัดเก็บกันก็ไม่น่าจะเกินกว่าร้อยละ 70 ราคาเนื้อแท้ ๆ ของน้ำมัน

แล้วลองมาดูความบ้าเลือดของรัฐบาลไทย กับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีพลังงาน

เบนซิน 95 ราคาหน้าปั๊ม (ถ้ามีขาย) ลิตรละ 41 บาท (ผมไม่ได้ใส่เศษสตางค์) แยกเป็นราคาหน้าโรงกลั่นที่บวกกำไรแล้ว ลิตรละ 18 บาท เท่ากับรัฐจัดเก็บภาษีบวกค่าการตลาดสูงถึงลิตรละ 23 บาท

แก๊สโซฮอล์ 95 ราคาหน้าปั๊มลิตรละ 32 บาท แยกเป็นราคาหน้าโรงกลั่นบวกกำไรแล้ว ลิตรละ 18 บาท นี่ก็เท่ากับว่ารัฐจัดเก็บภาษีบวกค่าการตลาด 14 บาท

แก๊สโซฮอล์ 91 ราคาหน้าปั๊มลิตรละ 31 บาท แยกเป็นราคาเนื้อแท้ของน้ำมันไม่เกิน 18 บาท รัฐบาลล่อภาษีเข้าไปลิตรละ 13 บาท

ดีเซล ลิตรละ 29 บาท หน้าโรงกลั่นมีราคาเพียงลิตรละ 17 บาท ที่เหลือลิตรละ 12 บาท เป็นภาษีที่รัฐจัดเก็บเข้ากระเป๋า

ภาษีพลังงานของรัฐที่กำลังตั้งหน้าจัดเก็บทุกวันนี้ มีภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วยังมีเงินเข้ากองทุนพลังงานเชื้อเพลิง และเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน

เฉพาะเบนซิน 95 จะเห็นว่ารัฐบาลจัดเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนเกินกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากประเภทนี้แล้วเก็บเกินกว่าร้อยละ 70 ทั้งหมด

คนใช้รถยนต์ต้องแบกภาระภาษีมากอย่างไม่มีเหตุผล เริ่มตั้งแต่ซื้อรถใหม่ป้ายแดง ถ้าเป็นรถนำเข้าจากนอกก็โดนภาษีเรียบร้อยถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นรถประกอบในประเทศก็โดนด้วย แต่ไม่สูงถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์

การเก็บภาษีที่เป็นธรรมของรัฐ น่าจะเป็นการจัดเก็บภาษีในอัตรายุติธรรม และนำเงินที่ได้มาจากการจัดเก็บนั้นไปใช้จ่ายในเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้รถใช้ถนน ไม่ควรนำไปใช้ในเรื่องอื่น

บางระยะเวลา รัฐมีสิทธิเรียกการจัดเก็บภาษีเป็นกรณีพิเศษเพื่อชดเชยบางสิ่ง

กรณีเกิดแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐ รัฐจัดเก็บภาษีเพิ่มเพื่อฟื้นฟูความเสียหายในห้วงเวลาจำกัด ไม่ใช่ขึ้นแล้วขึ้นเลยตลอดกาล

เมื่อคราวที่ฮ่องกงเปิดเส้นทางเดินรถใต้ดินใหม่ ๆ เขาเพิ่มค่าโดยสารแท็กซี่แพงลิบ เพื่อกดดันให้ประชาชนไปใช้บริการรถใต้ดิน

การใช้รถใช้ถนนในเมืองไทย ผมคิดว่ายังไม่ได้รับความปลอดภัยเท่าที่ควร ความสะดวกในการพึ่งพาอาศัยป้ายบอกเส้นทางก็แทบจะหมดหวัง

ทางโค้งมรณะหลายทางโค้ง ดันมีถนนเล็กตัดเข้าออกระหว่างหัวโค้ง ซึ่งมีขนาดเพียงพอกับขนาดรถยนต์ ผมถือว่ากำแพงกั้นความปลอดภัยระหว่างโค้งหมดความหมาย

ป้ายบอกเส้นทางก็เช่นเดียวกัน คนทำป้ายและคนติดป้ายจัดการทำไปเหมือนคนไม่มีความรู้ ถ้าคนขับรถขืนเชื่อป้ายเหล่านั้น มีโอกาสขับรถหลงทางมากกว่า ตำแหน่งแหล่งที่ซึ่งควรระบุในแผ่นป้ายควรต้องชัดเจน ไม่ใช่เสียเวลาดูแล้วดูอีกเสียวไส้จะเกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง

งานพวกนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีสตางค์ไปดูตัวอย่างจากเมืองที่เจริญแล้วหลายคณะหลายครั้งหลายประเทศ แต่ไงไม่เก็บใส่หัวมาทำในเมืองไทยก็ไม่ทราบ………!!