เฌอรี่ ลั่นขายทะลุพันคัน เร่งขยายศูนย์บริการรองรับ

Home / ข่าวสาร / เฌอรี่ ลั่นขายทะลุพันคัน เร่งขยายศูนย์บริการรองรับ

เฌอรี่ เร่งสร้างความมั่นใจดีลเลอร์ เชื่อขยายครบ 20 แห่ง ภายในปีนี้ ด้านผู้บริโภคเน้นความพึงพอใจควบคู่การบริการ เชื่อสิ้นปียอดขายทะลุ 1,000 คัน ประกาศปีหน้าเตรียมส่งรถลงตลาดอีกหลายรุ่น คาดไม่เกิน 3 ปี ยอดทะลุ 5,000 คัน

นายดำรง ดำรงกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเฌอรี่ยานยนต์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ เฌอรี่ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัททยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าเฉลี่ยเดือนละประมาณ 120-130 คัน ซึ่งบริษัทจะรักษาระดับการขายนี้ไปเรื่อย ๆ คาดสิ้นปีจะมียอดขายประมาณ 1,000 คัน

ส่วนแผนงานเร่งด่วนที่ต้องทำคือ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้จำหน่ายที่มาร่วมทำธุรกิจกับเรา ตอนนี้ที่มีอยู่ 16 แห่ง แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 5 แห่ง และต่างจังหวัดอีก 11 แห่ง คาดว่าจะสามารถเปิดเพิ่มเป็น 20 แห่ง ภายในปีนี้ อีกส่วนหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไปคือ การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของบริษัท โดยเฉพาะในเรื่องของความประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสินค้าหรือบริการ

วันนี้คงจะต้องเน้นไปที่สิ่งที่จับต้องได้ก่อน เราจะพยายามทำตลาดรถยนต์ขนาดเล็กของเราให้ได้รับการยอมรับมากที่สุด เซ็กเมนต์อื่น ๆ ต้องบอกว่า อนาคตได้เห็นแน่นอน

ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจ นายดำรง กล่าวว่า บริษัทจำเป็นจะต้องประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นตั้งเป้าว่า ในปี 2553 จะมียอดการจำหน่ายรถยนต์ทั้งสิ้นอยู่ที่ 2,000 คัน แบ่งเป็นรุ่นคิวคิว 75% ที่เหลืออีก 25% เป็นรุ่นทิกโก้และครอส

นอกจากนี้ยังมีแผนจะนำเข้ารถยนต์นั่ง ซีดาน เครื่องยนต์ขนาด 1,300-1,500 ซี.ซี. มาทำตลาดด้วยอีก 1 รุ่น แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่าจะเป็นรถรุ่นใด ส่วนความสนใจที่จะส่งรถปิกอัพขนาด 1 ตัน อาจต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ ซึ่งเป็นแผนในระยะยาว บริษัทมีความจำเป็นต้องส่งรถยนต์ลงทำตลาดให้ครบทุกเซ็กเมนต์ คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอีก 3-5 ปี

สำหรับแผนการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานร่วมระหว่างบริษัทและเฌอรี่จากประเทศจีนนั้น ต้องพิจารณาปริมาณความต้องการของตลาดว่ามีเท่าใด ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานเบื้องต้นอยู่ที่ 20,000 คัน จึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์เฌอรี่ ในประเทศไทย ในลักษณะของการร่วมทุน

นายดำรงกล่าวว่า ปริมาณความต้องการที่มากกว่า 5,000 คันต่อปีนั้น ก็เพียงพอที่จะตั้งโรงงานประกอบเอง คาดว่าจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจากจะต้องสร้างโรงงานขึ้นมาใหม่ ใช้ระยะเวลาอีก 3 ปี น่าจะเห็นความคืบหน้า