สัญญาณฟื้นตัวเริ่มมีมา

Home / ข่าวสาร / สัญญาณฟื้นตัวเริ่มมีมา

ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจในประเทศจะดีจะร้าย ดูได้จากสภาพคล่องของการซื้อขายรถยนต์ใช้งานประเภทรถปิกอัพ 1 ตัน เป็นคำพูดของกูรูด้านเศรษฐกิจที่พูดเอาไว้เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่คงจะเป็นจริงไม่มากก็น้อย เพราะรถยนต์ประเภทนี้เป็นตลาดใหญ่ที่สุด มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด นับตั้งแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา และจากตัวเลขยอดจำหน่ายรถปิกอัพ 1 ตัน ในเดือนกรกฎาคม ที่ถีบตัวสูงขึ้นกว่าในเดือนมิถุนายน แสดงว่าเศรษฐกิจบ้านเราเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์กันบ้างแล้ว หลังจากมืดครึ้มอึมครึมมานาน

ยอดจำหน่ายรถยนต์ทุกประเภทในประเทศ เมื่อสิ้นสุดเดือนกรกฎาคม ปรากฏว่าลดลงจากจากเดือนมิถุนายน เพียง 0.6% เท่านั้น เริ่มมีความหวังกันมากขึ้นสำหรับประมาณการยอดจำหน่ายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปี 2552 ที่ต้องทำให้รวมกันไม่ต่ำกว่าเดือนละสี่หมื่นกว่าคันขึ้น เพื่อให้ตีเป้ายอดจำหน่ายรวมทั้งปีที่ปรับลดลงมาแล้ว ยังเหลือสองแสนห้าหมื่นกว่าคันได้ เดือนกรกฎาคม ถือว่าทำยอดจำหน่ายรวมได้ทะลุเป้าที่ตั้งไว้ เพราะทำยอดจำหน่ายรวมกันไว้ที่ 43,156 คัน โดยที่ระดับบิ๊กไฟว์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดลดหลั่นกันไปจากอันดับที่หนึ่งถึงอันดับที่ห้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เริ่มจากโตโยต้าที่เดินหน้าลุยเต็มสูบทั้งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล คัมรี่ ไฮบริด และปิกอัพวีโก้รุ่นใหม่ที่จะออกมาในเดือนสิงหาคม โตโยต้ารั้งอันดับที่ 1 ด้วยยอดจำหน่ายรวม 18,393 คัน กินส่วนแบ่งตลาดไปถึง 42.6% แต่อย่างไรก็ตาม ยอดจำหน่ายดังกล่าวเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนแล้ว กลับลดลงไปประมาณ 2.4% ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากกระแสของการมาถึงของรถยนต์โมเดลใหม่ทั้งสองรุ่นก็เป็นได้ อีซูซุไล่ตามเข้ามาในอันดับที่สอง ทำยอดจำหน่ายจากตลาดรถยนต์ทุกประเภทรวมกันได้ 8,895 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 20.6% เป็นยอดจำหน่ายที่สูงขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน 5.2% ขณะที่ฮอนด้าเหนียวหนึบในอันดับที่สาม ด้วยยอดจำหน่ายรวม 7,199 คัน ส่วนแบ่งตลาด 16.7% เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ใน 5 อันดับแรกที่มียอดจำหน่ายลดลง เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนก่อนหน้านี้ โดยลดลง -1.7% สำหรับนิสสันแล้ว มาแบบเรื่อย ๆ แต่ก็มีเสียงขานรับจากผู้ใช้รถมากขึ้น เห็นได้จากยอดจำหน่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมาถึง 14.3% จากยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 2,760 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาดไป 6.4% และมิตซูบิชิรั้งอยู่ในอันดับที่ห้า ยอดจำหน่าย 1,348 คัน ส่วนแบ่งตลาด 3.1% ลดลงจากเดือนมิถุนายน -0.4% ซึ่งการลดน้อยถอยลงของมิตซูบิชิคงจะเป็นไปในทำนองเดียวกับโตโยต้า เพราะมิตซูบิชิ ไทรทัน รุ่นยกหน้า ใหม่ พร้อมลุยในเดือนสิงหาคม สำหรับรถยนต์นั่งแลนเซอร์ ใหม่ คงต้องร้องเพลงรอกันไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่สำหรับผู้ที่ทนรอไม่ไหว เริ่มเห็นมีวิ่งบนท้องถนนบ้างแล้ว สำหรับแลนเซอร์ ใหม่ จากผลงานสร้างสรรค์ของผู้นำเข้าอิสระ แถมบางคันยังติดป้ายทะเบียนของประเทศเพื่อนบ้านคนละฝั่งแม่น้ำโขงเสียด้วย อะไรจะปานนั้น ใครสนใจ หาติดต่อสอบถามกันตามสะดวก

อย่างที่เกริ่นไว้เบื้องต้นว่าจะรุ่งหรือจะร่วง ดูได้จากยอดจำหน่ายรถปิกอัพ 1 ตัน ในเดือนกรกฎาคม ยอดจำหน่ายรถปิกอัพดีดตัวสูงขึ้นกว่าเดือนมิถุนายน 4.6% ทำยอดจำหน่ายรวมกันทั้ง 8 แบรนด์ ที่ 21,360 คัน และมีแนวโน้มว่าจะขยับเพิ่มมากขึ้นในเดือนต่อไปคือเดือนสิงหาคมด้วย เพราะถึงเวลาของ โตโยต้า วีโก้ ใหม่ ที่จะออกมารับใช้พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายแล้ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ายอดจำหน่ายโดยรวมจะขยับตัวสูงขึ้น แต่ใน 5 อันดับแรก ปิกอัพ 1 ตัน สุดฮิต มีเพียงมิตซูบิชิโดดเดี่ยวเดียวดาย ที่มียอดจำหน่ายลดลงจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าแฟน ๆ จะรอปิกอัพ ไทรทัน รุ่นใหม่ กันอยู่หรืออย่างไร

เมื่อรวมรถปิกอัพ 1 ตัน ขับเคลื่อนทั้งสองล้อและสี่ล้อเข้าด้วยกัน โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ เข้าวินมาเป็นอันดับ 1 ในตลาดนี้เหมือนเช่นเคย ด้วยยอดจำหน่าย 9,073 คัน รับส่วนแบ่งตลาดไป 42.5% เติบโตขึ้นจากเดือนมิถุนายน 1.4% ขณะที่คู่แข่งอมตะนิรันดร์กาล อีซูซุ อยู่ในอันดับที่สอง ด้วยยอดจำหน่าย 8,272 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 38.7% ขยายตัวสูงขึ้น 4.9% ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะได้แก่ขบวนกองทัพปิกอัพจากค่ายนิสสัน ที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุด เพิ่มมากขึ้นจากเดือนมิถุนายนถึง 35.4% ทำยอดจำหน่ายรวมทุกเวอร์ชั่นได้ 1,805 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 8.4% ขณะที่ดูจากยอดจำหน่ายทุกยี่ห้อทุกแบรนด์แล้ว มิตซูบิชิยังอุ่นใจได้ในตำแหน่งที่สี่ของตลาด เพราะยังรักษาช่องว่างจากอันดับที่ห้าอยู่ในระดับเกือบครึ่งต่อครึ่ง เดือนกรกฎาคม ยอดจำหน่ายของปิกอัพ ไทรทัน โฉมปัจจุบัน อยู่ที่ 824 คัน ได้ส่วนแบ่งการตลาดไป 3.9% แต่น่าเสียดายที่เป็นยอดจำหน่ายที่ปรับตัวลดลงจากเดือนมิถุนายนถึง -9.7% เดือนสิงหาคมได้ ไทรทัน โฉมใหม่ มาช่วยดันตลาด น่าจะหวือหวาได้ดีกว่านี้ไม่มากก็น้อย ส่วนอันดับที่ห้า ก็ยังคงเป็นของปิกอัพจากฟอร์ด เหมือนเดิม ฟอร์ด เรนเจอร์ ทำยอดจำหน่ายได้ 467 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 2.2% เป็นยอดจำหน่ายที่สูงขึ้น 6.4%

อย่างไรก็ตามนับเนื่องจนถึงเวลานี้ ถือได้ว่าปรอทความร้อนแรงของการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในตลาดรถยนต์ประเภทนี้ทวีความเข้มข้นหวานมันมากขึ้น เมื่อโตโยต้าออกตัวใหม่ แถมด้วยตัวใหม่ของมิตซูบิชิ แล้วอีซูซุที่หมายมั่นปั้นมือกับแชมป์ยอดจำหน่ายตลาดนี้จะอยู่เฉยได้อย่างไร กลยุทธ์ตีโต้กลับต้องมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ในส่วนของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เดือนกรกฎาคม ดูเหมือนว่าจะชะลอตัวลงไปบ้าง เพราะดูจากยอดจำหน่ายของแต่ละแบรนด์ดังแล้ว ติดลบลงไปจากเดือนมิถุนายนทั้งสิ้น รวมทั้งตลาดไม่ว่าจะเป็นแบรนด์บิ๊กเบิ้มหรือแบรนด์หรูหราที่ยอดจำหน่ายไม่สูง แต่เม็ดเงินต่อหน่วย แล้วไปซื้อรถยนต์นั่งแบบชาวบ้าน ๆ ได้หลายคันอยู่ ทั้งหมดตัวเลขยอดจำหน่ายนิ่งอยู่ที่ 17,533 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน -6.5%

โตโยต้ายังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นรถยนต์ใหม่ป้ายแดงของผู้ที่อยากซื้อรถใหม่เหมือนเช่นเดิม รถยนต์นั่งทั้งหมดทุกโมเดลของโตโยต้า จำหน่ายรวมกันได้ 7,544 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 43.0% แต่ฮอนด้าที่ตามมาในอันดับที่สอง ก็ทำได้ไม่เลว เรียกว่ากดดันโตโยต้าได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะในเดือนกรกฎาคม ทำยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งได้รวมทั้งสิ้น 6,801 คัน น้อยกว่าโตโยต้าไม่กี่ร้อยคัน ฮอนด้ารับส่วนแบ่งการตลาดในตลาดรถยนต์ประเภทนี้ไป 38.8% ส่วนอันดับที่สามในตลาดรถยนต์นั่งที่เมื่อแยกเป็นเซ็กเมนต์ต่าง ๆ แล้ว ดูเหมือนว่า นิสสัน เทียน่า ไม่เป็นสองรองใคร เดือนที่แล้วเซ็กเมนต์นี้เข้าวินมาเป็นอันดับที่หนึ่งเสียด้วย เมื่อรวมทุกโมเดลแล้ว รถยนต์นั่งป้ายแดงจากค่ายนิสสันจำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 940 คัน อยู่ในอันดับที่สาม ส่วนแบ่งตลาด 5.4% อันดับที่สี่เป็นของรถยนต์นั่งสองโมเดลที่อยู่ในตลาดมาเนิ่นนานพอสมควร สำหรับเชฟโรเลต ออพตร้าและอาวีโอ ที่ไม่รู้ว่าช่วงหลัง ๆ นี้ยังมีจำหน่ายอยู่หรือเปล่า ยอดรวมของรถยนต์นั่งเชฟโรเลต เดือนกรกฎาคมรวมกันได้ 686 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 3.9% และมาสด้า3 จากค่ายซูม-ซูม มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 374 คัน รับส่วนแบ่งตลาดไป 2.1% ตลาดอื่น ๆ ประกอบด้วยตลาดรถขับเคลื่อน 4 ล้อ อเนกประสงค์ เดือนกรกฎาคม ยอดจำหน่ายรวมกัน 1,558 คัน ลดลงจากเดือนมิถุนายน -6.7% เรียงตามลำดับความนิยม ประกอบด้วย โตโยต้า 727 คัน ส่วนแบ่งการตลาด 46.7%, ฮอนด้า 398 คัน ส่วนแบ่งตลาด 25.6%, เชฟโรเลต 163 คัน ส่วนแบ่งตลาด 10.5%, มิตซูบิชิ 139 คัน ส่วนแบ่งตลาด 8.9% และอีซูซุ 38 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.4% นอกนั้นก็จำหน่ายได้มากขึ้นบ้าง น้อยลงบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อเนกประสงค์ของฟอร์ด, นิสสัน, ซูซูกิ และ ฯลฯ

เดือนต่อไปเดือนสิงหาคม โฟกัสของตลาดน่าจะจับจ้องไปที่ตลาดรถปิกอัพ 1 ตันเป็นแน่แท้ ถึงแม้ตลาดรถยนต์นั่งจะมีความเคลื่อนไหวใหม่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นโมเดลหลักที่จะทำยอดจำหน่ายได้เป็นกอบเป็นกำเท่าใดนัก ต้องดูกันต่อไปว่า ตลาดรถปิกอัพจะร้อนแรงถึงขนาดไหน และเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ดันเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้คืบคลานสูงขึ้นมากน้อยเพียงไร