คำสั่งซื้อดันดัชนีอุตฯ ฟื้น ขอการเมืองนิ่งดึงนักลงทุน

Home / ข่าวสาร / คำสั่งซื้อดันดัชนีอุตฯ ฟื้น ขอการเมืองนิ่งดึงนักลงทุน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เผยยอดคำสั่งซื้อดันดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมฟื้นตัวต่อเนื่อง

ผู้ประกอบการวอนขอการเมืองนิ่ง หวังดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน แนะรัฐดูแลค่าเงินบาทและราคาน้ำมันให้มีเสถียรภาพ หวั่นกระทบต้นทุนการผลิตนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ในเดือนกรกฎาคม 2552 ที่ได้จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,112 ตัวอย่าง ครอบคลุม 39 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมฯ ว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 89.9 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่ระดับ 83.5 เป็นผลดีมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ราคาขาย ตลอดจนปริมาณการผลิตและผลประกอบการ โดยเป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ทำให้เศรษฐกิจในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันสถานการณ์การเมืองในประเทศช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ประกอบกับสัญญาณการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศที่สะท้อนมาจากการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าในหมวดอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้มีการปรับสต๊อกสินค้าคงคลังให้เหมาะสมตามการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่แข็งแกร่งนัก

สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 96.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 93.0 ทั้งนี้เนื่องจากผู้ประกอบการรับทราบสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ซึ่งผู้ประกอบการอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า จะได้รับผลดีจากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต ผลประกอบการที่จะปรับตัวดีขั้น แต่เมื่อเปรียบเทียบค่าดัชนีฯ ดังกล่าวกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2551) ที่อยู่ในระดับ 82.9 พบว่ามีการปรับตัวที่สูงขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจลดลง อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่คาดว่าจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว แม้ทางด้านการเมืองในประเทศจะยังไม่มีเสถียรภาพก็ตาม

ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจำแนกตามตลาดส่งออก (กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ กับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) พบว่า กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ดัชนีปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงของยอดคำสั่งซื้อและยอดขายโดยรวมทั้งในและต่างประเทศ

ในขณะที่กลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ มีการปรับตัวดีขึ้นทั้งจากตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศ

สำหรับด#63243;านสภาวะแวดล#63243;อมในการดําเนินกิจการ พบว่า ผลกระทบด้านราคาน้ำมันในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อการดำเนินการอุตสาหกรรมเป็นอันดับแรก รองลงมาคือภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมองว่าส่งผลกระทบต่อการดำเนินการอุตสาหกรรมน้อยลงเนื่องจากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อันดับต่อมาผลกระทบจากการเมือง ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการเห็นว่ามีผลต่อผลการประกอบการน้อยที่สุด

และข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐในเดือนนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกัน คือ ให้ภาครัฐเร่งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน หาแหล่งตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่ม โดยเฉพาะการค้าขายแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างภูมิภาค กระตุ้นให้สถาบันการเงินพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้น ควรผ่อนคลายกฎหรือเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อลงเพื่อช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องมาใช้หมุนเวียนในกิจการได้ เร่งหาแนวทางแก้ไขเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมทั้งสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมือง ดูแลเรื่องราคาน้ำมัน เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจะผลักให้ราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นด้วย ในขณะที่การผลิตจะไม่สามารถปรับราคาขายได้ ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ลดภาษีนำเข้าในวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อนและควรมีมาตรการด้านภาษีเพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ และแก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร