ฮอนด้า มั่นใจสิ้นปีอุตฯรถฟื้น เชื่อไฮบริดไม่ช่วยกระตุ้นตลาด

Home / ข่าวสาร / ฮอนด้า มั่นใจสิ้นปีอุตฯรถฟื้น เชื่อไฮบริดไม่ช่วยกระตุ้นตลาด

ฮอนด้า เชื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีนี้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว คาดจะกลับมาเติบโตได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ชี้วิกฤตจีเอ็มไม่ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่จีเอ็มต้องเดินหน้าแผนลงทุนให้ได้ ส่วนการที่โตโยต้าขอให้ลดภาษีชิ้นส่วนรถยนนต์ไฮบริดนั้น คงจะไม่มีผลต่อการกระตุ้นตลาด เพราะปัจจุบันผู้ที่ใช้รถยนต์ไฮบริดจ์มีจำนวนน้อย

ในการสัมมนาเรื่อง จับตาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังการล้มละลายของ GM นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และรองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า การผลิตรถยนต์ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว br>
โดยยอดการผลิตรถยนต์ในไตรมาส 2 ลดลงร้อยละ 46 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ลดลงร้อยละ 45 และประเมินว่าในไตรมาส 3 ลดลงร้อยละ 27 และไตรมาส 4 ลดลงร้อยละ 10 ซึ่งแนวโน้มการผลิตรถยนต์ในไตรมาส 4 ลดลงในอัตราที่น้อยลง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นบ้าง ทำให้ในปี 2552 คาดการณ์ว่ายอดการผลิตรถยนต์ลดลงร้อยละ 32 มีจำนวนรถยนต์ทั้งสิ้น 940,000 คัน แบ่งเป็นผลิตเพื่อส่งออก 590,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 350,000 คันbr>
สำหรับจีเอ็ม ประเทศไทยนั้น ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพ รวมถึงแบรนด์ที่ใช้ทำตลาดอย่างเชฟโรเลต ก็เป็นแบรนด์ที่ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจีเอ็มก็คงมองตลาดในภูมิภาคเอเชียหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย เกาหลี และประเทศไทย ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพและพร้อมที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องbr>
สิ่งที่จะต้องเดินหน้าต่อเนื่องก็คือ แผนการลงทุนผลิตเครื่องยนต์ดีเซลและรถปิกอัพ ที่จะต้องได้รับการผลักดันให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการหาสินค้าใหม่ๆ ทั้งปิกอัพและรถยนต์นั่งเข้ามาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้นbr>
ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปีนี้ เชื่อว่าผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 มาแล้ว และแนวโน้มเริ่มจะกลับสู่ภาวะของการไม่หดตัวในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป และน่าจะกลับมามีอัตราการเติบโตได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งตัวเลขการผลิตล่าสุดที่มีการประเมินที่ 9.4 แสนคัน ก็ถือว่าเหมาะสมและอยู่ในภาวะที่น่าจะทำได้br>
ทางอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ทบทวนเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปีนี้ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะผลิตจำนวนทั้งสิ้น 1.8 ล้านคัน เหลือ 940,000 คัน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศ และการส่งออก ทรุดตัวลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ยังมองว่าในไตรมาส 3 และ 4 อุตสาหกรรมยานยนต์จะดีขึ้น นายอดิศักดิ์ กล่าวbr>
ส่วนการที่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์สำหรับการผลิตรถยนต์ไฮบริด เป็น 0% เป็นระยะเวลา 1-2 ปีนั้น คาดว่าคงจะไม่มีผลต่อการกระตุ้นตลาดรถยนต์ เพราะปัจจุบันผู้ที่ใช้รถยนต์ไฮบริดจ์มีจำนวนน้อย แต่อาจจะช่วยทำให้ไทยเป็นที่สนใจสำหรับฐานการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพราะราคาย่อมเยา และคาดว่าในปี 2558 ปริมาณการใช้รถยนต์ไฮบริดทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 5 ล้านคันจากปัจจุบันอยู่ที่ 1 ล้านคัน เมื่อเทียบกับจำนวนรถยนต์ที่ใช้ทั่วโลก 50-60 ล้านคัน ถือเป็นปริมาณที่น้อย โดยค่ายรถยนต์จากอเมริกา และ ยุโรป สนใจที่จะผลิตรถยนต์ไฮบริดมากขึ้นตามค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นbr>