จับตาสินเชื่อรถยนต์เดือด ลิสซิ่งเตรียมรุกครึ่งปีหลัง

Home / ข่าวสาร / จับตาสินเชื่อรถยนต์เดือด ลิสซิ่งเตรียมรุกครึ่งปีหลัง

จับตาธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เดือด หลังลิสซิ่งผ่อนคลายกฏเกณฑ์การให้สินเชื่อ หวังกระตุ้นยอดการปล่อยสินเชื่อหลังหดตัวมาตลอด รอรุกเต็มสูบไตรมาส 4 เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูการขาย นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ

นายอิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 6 เดือนแรกอยู่ที่ 14,713 ล้านบาท หรือคิดเป็น 19,271 คัน สูงกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะปล่อยกู้ได้ 14,622 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 1% โดย 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ มีแผนที่จะปล่อยกู้อีก 15,377 ล้านบาท หรือประมาณ 20,000 คัน ซึ่งจะยังเน้นที่รถยนต์ใหม่เป็นหลัก ส่วนกำไรของบริษัท 6 เดือนแรก มีกำไร 81 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะมีกำไร 79 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายสร้างกำไรทั้งปีอยู่ที่ 226 ล้านบาท

นายอิสระ ยังได้กล่าวถึงแหล่งเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการปล่อยกู้เพิ่มครึ่งปีหลังว่า จะเป็นการกู้จากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทั้งหมด โดยที่ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยจากบริษัทในอัตราเดียวกับลูกค้าชั้นดีหรือลูกค้า AAA ของธนาคาร อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าไตรมาส 3 ปีนี้ตลาดเช่าซื้อรถยนต์มีแนวโน้มทรงตัว แต่คาดว่าในไตรมาสที่ 4 น่าจะดีขึ้น เพราะเข้าสู่ฤดูการขาย และมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ทั้งไฮบริด นิวโมเดล

อย่างไรก็ตาม ในครึ่งหลังของปีนี้ผู้ให้บริการเช่าซื้อรถยนต์ต้องบริหารงานยากขึ้น เพราะนอกจากสัญญาณต้นทุนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีต้นทุนในการบริหารหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังไม่ลดลง โดยในส่วนของลิสซิ่งกสิกรไทย มีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.2% ของสินเชื่อรวม จากต้นปีซึ่งเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.4% ของสินเชื่อรวม จากเป้าหมายลดเอ็นพีแอลทั้งปีที่ตั้งไว้ว่าจะลดลงเหลือ 1.8% ของสินเชื่อรวม

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า จากทิศทางการหดตัวของตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่หดตัวต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำตลอดปี

ทั้งนี้แนวโน้มเศรษฐกิจที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นนั้น น่าจะทำให้สถาบันการเงิน หรือบริษัทผู้ให้สินเชื่อสามารถผ่อนคลายกฏเกณฑ์การให้สินเชื่อได้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดการปล่อยสินเชื่อหลังจากหดตัวมาตลอด ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด โดยเฉพาะการให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ และแถมสิทธิประโยชน์ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ประกันอุบัติเหตุ พ.ร.บ. และวงเงินเติมน้ำมันฟรี เป็นต้น ซึ่งหากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นอย่างมั่นคง ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้สินเชื่อมีความผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องตลอดปี