ตลาดรถ

Home / ข่าวสาร / ตลาดรถ

ปัญหาการถดถอยในสภาวการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศของเรา ดูยังจะคาราคาซังไม่มีการขับเคลื่อน เป็นผลให้ตลาดรถยังตกปลักในสภาพตลาดสดคลองเตยซึ่งเดี๋ยวๆ ก็ตีกัน เดี๋ยวๆ ก็ยิงกัน แต่ไม่มีใครล้มตาย

นั่นเป็นเหตุการณ์ในตลาดสดคลองเตย และดูรัฐบาลแก้ไขหลังการบุกเข้าไปเรียกร้องที่ทำเนียบ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ทำได้เพียงการรับปากว่าจะดูแลให้

สงสารคุณอภิสิทธิ์ จะห้าเดือนแล้วแต่ก็ยังไม่ดูแก่เกินวัย แต่หลังจากนี้ท่านจะต้องเป็นผู้ดูแลในหลายๆ เรื่อง ตั้งแต่ลิ้นจี่เมืองแม้วจนถึงซูจีเมืองพม่า

ตลาดรถยนต์ของเราก็เหมือนกัน ยังหาความชัดเจนในการอุ้มของรัฐบาลไม่พบ

เมื่อไม่นานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกรายงานล่าสุดประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ใหม่ โดยได้ปรับเปลี่ยนตัวเลขการคาดการณ์อีกครั้งหนึ่ง จากเดิมที่คาดว่าเอเชียจะขยายตัว 2.7% ในปีนี้ก็ปรับลดลงเหลือเพียง 1.3%

เหตุผลก็คือว่าวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลกระทบต่อเอเชียในอัตราที่แรงและเร็วกว่าที่เคยคาด

และยังได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่าภูมิภาคอื่น

ว่าไปแล้วในทางภูมิศาสตร์ เอเชียอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของวิกฤตคือสหรัฐอเมริกาอย่างมาก แต่เหตุที่ได้รับผลกระทบรุนแรง เป็นเพราะเศรษฐกิจเอเชียนิสัยเสียยึดหลักเอาตัวเองไปเชื่อมโยงผูกพันกับเศรษฐกิจโลกแบบโอเวอร์ และพึ่งพาการส่งออกสูง

ไทยเราส่งออกยานยนต์เป็นอันดับสาม รองจากจีนและเกาหลีใต้

ไอเอ็มเอฟชี้ว่า ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าประเภทเทคโนโลยีสูงและปานกลางหลายชนิด โดยเฉพาะรถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าประเภทเครื่องจักร

ซึ่งสินค้าประเภทนี้เดิมเป็นที่ต้องการของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งได้แก่ยุโรปและอเมริกา แต่เมื่อเกิดภาวะวิกฤตขึ้น ความต้องการซื้อสินค้าจากประเทศเหล่านี้ก็หายวูบไปทันที เช่น ผลิตภัณฑ์รถยนต์จากญี่ปุ่น ยอดส่งออกหดหายไปถึง 70% นับจากเดือนกันยายนปีที่แล้ว

ไอเอ็มเอฟมองว่า 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซียและฟิลิปปินส์ จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูงมากเกินไป จึงคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจของไทยและมาเลเซียจะติดลบ 3% และ 3.5% ตามลำดับ ส่วนฟิลิปปินส์ 0%

แนวทางที่ไอเอ็มเอฟแนะเอาไว้สำหรับเอเชียในอนาคต เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศก็คือ เอเชียควรต้องจัดความสมดุลโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ด้วยการลดพึ่งพาส่งออกลง และหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้นนี่ก็เป็นความเห็นจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมองจากภาพกว้าง ในเมืองไทยก็มีผู้สันทัดวิกฤติเศรษฐกิจโลกระดับนักบริหารเหมือนกันคือ คุณกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือเอสซีจี ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

คุณกานต์มองว่า เราไม่กังวลกับวิกฤตครั้งนี้มากนัก เพราะมีประสบการณ์เมื่อกลางปีและปลายปีที่แล้ว เวลามีซัพพลายใหม่ แต่ดีมานด์ลด ผู้ผลิตที่จะลดกำลังการผลิตก็คือ ผู้ผลิตที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดสูง หรือไม่มีความสามารถในการแข่งขันก็จะลดกำลังการผลิตมากที่สุด

แต่ถ้าเรามีค่าใช้จ่ายเงินสดที่อยู่ในระดับที่ดี เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ลงคนอื่นลดกำลังการผลิตลงจากที่เคยเดินเครื่อง 100% อาจจะเหลือแค่ 60% แต่ของเราอาจลดกำลังการผลิตแค่ 10%

ซึ่งเมื่อถึงวันที่กำลังการผลิตในตลาดโลกหายไปส่วนหนึ่ง ราคาก็จะกลับคืนมา เราก็อยู่กันได้

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com