Home / ข่าวสาร /

ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนเป็นสัจธรรมที่พิสูจน์ได้อย่างจริงแท้ไปเสียแล้วสำหรับโลกในทุกวันนี้ แต่ก่อนแต่ไรมาเดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งเทศกาลที่มีความสนุกสนานร่าเริงชุ่มฉ่ำไปด้วยความเย็นของละอองน้ำที่เทสาดรดเข้าหากันด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพ ความอบอุ่นของครอบครัวที่กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งหลังจากแยกย้ายไปทำมาหากินในต่างถิ่นต่างแดน เดือนและวันที่ถือว่าเป็นปีใหม่ของไทยเราในเทศกาลสงกรานต์ แต่ในปีนี้กลายเป็นอีกวาระหนึ่งที่คนไทยต้องขัดแย้งกันเองถึงขั้นเลือดตกยางออกจากแนวความคิดที่ใหม่เหมือนกันจนเกือบจะบานปลายเป็นเรื่องใหญ่จนเกินห้ามแต่ถึงกระนั้นผลที่เกิดขึ้นทำเอารัฐบาลผสมที่มีหัวเรือเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคแม่พระธรณีบีบมวยผมต้องเสียหน้าต่อนานาชาติไปไม่ใช้น้อยเพราะทำให้การจัดการประชุมอาเซียนซัมมิทที่ไทยเรารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพที่พัทยาต้องล้มเลิกลงไปกลางคันเพราะความกริ่งเกรงทางด้านความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมประชุม แถมเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ฝนฟ้าไม่เป็นใจเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักในหลายพื้นที่ทำเอาหลายที่ที่เตรียมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปีต้องกร่อยไป

และจากหลายต่อหลายปัจจัยลบรวมถึงเรื่องเดิม ๆ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจก็ส่งผลทำให้ยอดการจำหน่ายรถยนต์ในเดือนเมษายนไปไม่ถึงไหนติดลบจากเดือนมีนาคมก่อนหน้านี้ยังดีที่บางส่วนของยอดจำหน่ายรถยนต์เดือนเมษายนเป็นยอดที่ได้มาจากการจัดงานบางกอกมอเตอร์โชว์ไม่งั้นละก็ดูไม่จืดแน่ ยอดจำหน่ายรถยนต์เดือนเมษายนรวมทุกประเภททุกยี่ห้อทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่แต่ยังไม่รวมถึงบางยี่ห้อที่เพิ่งจะส่งทัพรถยนต์หน้าใหม่เข้าร่วมสังฆกรรมแบ่งแชร์การตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยอยู่ที่ 39,713 คันลดลงจากเดือนมีนาคม -3.9%

โดยที่ 5 แบรนด์เจ้าประจำกับตำแหน่งหัวแถวส่วนใหญ่จะมียอดจำหน่ายรวมที่ติดลบเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้านี้ทั้งสิ้น จะมีก็แต่ค่ายนิสสันที่แคมเปญโปรโมชั่นส่งเสริมการขายที่นำออกมาใช้ก็ดูไม่แรงเท่าไหร่แต่มีให้เห็นบ่อยครั้งทางสื่อสิ่งพิมพ์น่าจะเป็นตัวผลักดันที่ดีทำให้เป็นแบรนด์เดียวในระดับหัวแถวที่เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาแล้วไม่ติดลบตัวแดง ค่ายยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งของตลาดเมืองไทยและตลาดโลก โตโยต้า มียอดจำหน่ายรถยนต์ทุกโมเดลเดือนเมษายน 15,824 คันคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 39.8% ถึงจะมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดแต่เมื่อวัดกับเดือนมีนาคมแล้วยอดจำหน่ายของโตโยต้าหดหายไป -5.6% ค่ายยักษ์ใหญ่ที่วิ่งสู้ฟัดกันอย่างเข้มข้นในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ อีซูซุ มียอดจำหน่ายรถยนต์ทุกโมเดล 8,477 คันได้ส่วนแบ่งตลาดไป 21.4% ติดลบจากเดือนมีนาคม -3.2% เบอร์สามของตลาดรถยนต์ในเมืองไทย ฮอนด้า ทำตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์เดือนมีนาคมได้เป็นที่น่าทึ่งยิ่งนักด้วยตัวเลขเหมือนกันหมดทั้งสี่หลักคือจำหน่ายไปได้รวมทั้งสิ้น 6,666 คัน แปลกตาดีเหมือนกันสำหรับตัวเลขนี้ ฮอนด้าคว้าส่วนแบ่งตลาดไป 16.8% โดยเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมมีความแตกต่างที่ -8.0% สำหรับแบรนด์ที่ผู้บริหารพอจะยืดอกภาคภูมิใจได้ที่ต่างกับชาวบ้านเค้าเพราะมียอดจำหน่ายที่เพิ่มมากขึ้นในเดือนนี้ได้แก่นิสสันเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมก่อนหน้านี้นิสสันมียอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 10.8% จากยอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 2,272 คันและอันดับสุดท้ายใน 5 อันดับแบรนด์หัวแถวของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยเดือนมีนาคมเป็นของขบวนรถยนต์จากค่ายมิตซูบิชิที่มีผู้จับจองเป็นเจ้าของไปรวมทั้งสิ้น 1,426 คันมีส่วนแบ่งการตลาด 3.6% แต่ก็เป็นแบรนด์ที่มียอดจำหน่ายที่ปรับตัวลดลงสูงสุดใน 5 แบรนด์หัวแถวเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมโดยยอดจำหน่ายของมิตซูบิชิลดหายไปถึง 28.6%

ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันหลายต่อหลายตำแหน่งรวมถึงตำแหน่งแชมป์ประจำเดือนที่เดือนเมษายนนี้ ฮอนด้า กลับมาเก่งอีกครั้งหนึ่งคว้าตำแหน่งแชมป์ยอดจำหน่ายประจำเดือนไปได้โดยจำหน่ายรถยนต์นั่งรุ่นต่าง ๆ ได้ 6,473 คันแซงหน้าขาใหญ่อย่างโตโยต้าไปได้ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมแล้วยอดจำหน่ายของฮอนด้าจะลดลงไปก็ตามทั้งนี้เพราะยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งของโตโยต้าปรับตัวลดลงไปมากกว่านั่นเอง ฮอนด้าได้ส่วนแบ่งตลาดไปจากยอดจำหน่ายรวมทุกแบรนด์ทุกยี่ห้อที่ 15,981 คันในเดือนเมษายนนี้ไป 40.5% ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งของโตโยต้าเดือนเมษายนอยู่ที่ 6,066 คันหล่นมาอยู่ในอันดับที่สองมีส่วนแบ่งการตลาด 38.0% โตโยต้าทำยอดจำหน่ายหล่นหายไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม -12.7% เป็นยอดจำหน่ายที่น้อยกว่าฮอนด้าอยู่สี่ร้อยกว่าคันไม่แน่ถ้าฮอนด้ารักษารูปมวยประคองตัวให้ทุกเดือนเฉือนชนะโตโยต้าสักเดือนละสาม, สี่ร้อยคันบางทีสิ้นปีอาจมีเฮครั้งใหญ่ก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนโตโยต้าจะไม่หวิวสักเท่าไหร่กับตัวเลขนี้เพราะบอกว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะส่งรถไม่ทันนั่นเอง เดี๋ยวเร่งปั๊มออกมาโตโยต้าก็คือโตโยต้าที่เป็นที่หนึ่งของตลาดเหมือนเดิม…ก็ว่ากันไป ส่วนอันดับสามก็ผูกขาดกับตำแหน่งนี้เหมือนกันสำหรับนิสสัน โดยนิสสันจำหน่ายรถยนต์นั่งไปทั้งส้น 749 คันได้รับส่วนแบ่งตลาดไป 4.7%แถมยังคว้าตำแหน่งรถยนต์ที่มีการปรับตัวสูงสุดเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมด้วยยอดจำหน่ายที่สูงขึ้นถึง 91.1% อันดับที่สี่เป็นของค่ายรถหรู เมอร์เซเดส-เบนซ์เดือนมีนาคมอยู่ในอันดับที่ห้าเดือนนี้เดือนเมษายนเขยิบขึ้นไปรั้งอันดับที่สี่ ทำยอดจำหน่ายรถยนต์หรูหราราคาเริ่มต้นที่ถูกที่สุดก็เกินหลักล้านไปแล้วได้ 606 คันได้ส่วนแบ่งตลาดไป 3.8% ขณะที่อันดับที่ห้าเป็นของซูม-ซูม มาสด้า เดือนเมษายนจำหน่ายรถเก๋งไปทั้งสิ้น 579 คันรับส่วนแบ่งตลาดไป 3.6% และทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์และมาสด้าต่างก็มีผลยอดจำหน่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนมีนาคมด้วยกันทั้งคู่

ทางด้านของตลาดรถปิคอัพ 1 ตันไม่รวมรถขับเคลื่อนสี่ล้ออเนกประสงค์เดือนเมษายนถึงไม่ดีเลิศประเสริฐศรีนักแต่ก็พอหายใจหายคอคล่องขึ้นเพราะเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมแล้วยอดจำหน่ายรวมตลาดรถยนต์นี้มีความต้องการที่ลดลงไม่มากนักเพียง -3.0%โดยทั้งตลาดจำหน่ายไปได้ 20,232 คัน ทั้งนี้บัลลังค์แชมป์ยอดจำหน่ายประจำเดือนยังอยู่ในมือของโตโยต้าเช่นเดิมโดยทำได้ 8,378 คันได้ส่วนแบ่งการตลาดไป 41.41% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมแล้วยอดจำหน่ายของ โตโยต้า วีโก้สูงขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% ขณะที่คู่แข่งขันสำคัญ อีซูซุปิดยอดจำหน่ายเดือนเมษายนด้วยยอดติดลบเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมโดยติดลบไป -2.7% โดยดีแม็กซ์มียอดจำหน่ายที่ 7,953 คันได้ส่วนแบ่งตลาดไป 39.3% และเหมือนเช่นตลาดอื่น ๆ ที่นิสสันผูกพันกับตำแหน่งที่สาม ตลาดรถปิคอัพ 1 ตันนี้ก็เช่นกัน นิสสัน จำหน่ายปิคอัพออกไปได้ 1,504 คันในเดือนเมษายนรับส่วนแบ่งตลาดไป 7.4% มิตซูบิชิอยู่ในอันดับที่สี่จากยอดจำหน่ายปิคอัพ ไทรทันทั้งสิ้น 833 คันมีส่วนแบ่งตลาด 4.1% และบีที-50 ของมาสด้ากลับมาฮอตฮิตอีกครั้งหนึ่งเข้าชาร์จมาในอันดับที่ห้าทำยอดจำหน่ายเดือนมีนาคมได้ 543 คันคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 2.7% ทั้งนี้ยอดจำหน่ายรวมทั้งตลาดเดือนมีนาคม ปิคอัพ 1 ตันจำหน่ายรวมกันไปทั้งสิ้น 20,232 คัน

สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้ออเนกประสงค์ที่มีทั้งที่เป็นรถยนต์ประเภทขับเคลื่อนสี่ล้ออเนกประสงค์โดยกำเนิดเกิดมาลุยกับที่มีพื้นฐานมาจากรถปิคอัพ 1 ตันยอดจำหน่ายรวมกันทั้งหมดทุกแบรนด์ในเดือนเมษายนนี้หยุดอยู่ที่ 1,213 คันติดลบจากยอดจำหน่ายที่ทำรวมกันได้ในเดือนมีนาคมก่อนหน้านี้ -15.3% ในตลาดนี้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอันดับที่สองและสามที่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งกัน ขณะที่เบอร์หนึ่งของตลาดยังคงเป็นของโตโยต้า โดยทั้งเลกซัสรถเอสยูวีสไตล์หรูของค่ายโตโยต้ารวมถึงพราโดและรุ่นทำยอดฟอร์จูนเนอร์จำหน่ายรวมกันไปทั้งสิ้น 544 คันรับส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 44.8% อันดับที่สองเป็นผลงานที่ดีที่สุดของค่ายมิตซูบิชิโดยมีมิตซูบิชิ ปาเจโรสปอร์ตเป็นตัวเดินยอด มิตซูบิชิอยู่ในอันดับที่สองแซงหน้าฮอนด้าไปด้วยยอดจำหน่าย 225 คันได้ส่วนแบ่งตลาด 18.6% อันดับสามหล่นมาจากอันดับสองหลังจากที่ผูกขาดอยู่เสียนานเป็น ซีอาร์-วีของค่ายฮอนด้าทำยอดจำหน่ายในเดือนเมษายนได้ 193 คันคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 15.9% ขณะที่อันดับที่สี่และห้ายังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงโดยแคปทีว่าจากเชฟโรเล็ทอยู่ในอันดับที่สี่ยอดจำหน่าย 135 คันมีส่วนแบ่งการตลาด 11.1% และอีซูซุยึดอันดับที่ห้าโดยมียอดจำหน่ายจากแอดเวนเจอร์ที่สวมเสื้อค่ายไทยรุ่งและมิว-7 รวมทั้งสิ้น 47 คันส่วนแบ่งตลาดรับไป 3.9%

ในเดือนพฤษภาคมน่าจะเป็นอีกเดือนหนึ่งที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่อ่อนระโหยโรยแรงพอสมควรเพราะเป็นช่วงที่ต้องแบ่งสันปันส่วนเงินกองทุนครอบครัวไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับการศึกษาของกุลบุตรกุลธิดาทั้งหลาย จะยกเว้นก็บรรดาลูกท่านหลานเธอที่อยู่ในวัยศึกษาขึ้นอุดมศึกษาที่บางคนอาจจะได้รับรถยนต์รุ่นใหม่ป้ายแดงเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสที่เข้ารั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้แต่ก็คงไม่มากเท่าไหร่เรียกว่าไม่เป็นเหตุอันควรที่จะทำให้ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมกระเตื้องขึ้นได้แต่อย่างใดนั่นเอง

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com