นิสสัน

Home / ข่าวสาร / นิสสัน

นิสสัน ประกาศเดินหน้าโครงการ อีโคคาร์ มาแน่ปีหน้า หวังเป็นตัวทีเด็ดกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดรถยนต์ไทย เชื่อภายใน 3-4 ปี ยอดขายรถยนต์นั่งขนาดเล็กรวมทุกยี่ห้อไต่ระดับ 1.-1.5 แสนคัน

มร.โทรุ ฮาเซกาวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจ และการที่ค่าเงินเยนแข็งตัว ส่งผลกับต้นทุนการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นที่สูงขึ้น จึงทำให้บริษัทแม่ต้องขยายการลงทุนมายังประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงไทย และอินเดีย โดยจะมุ่งไปที่รถยนต์นั่งขนาดเล็กเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการอีโคคาร์ในไทย ซึ่งบริษัทประกาศแผนการลงทุนไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท ยังดำเนินการตามแผนเดิม โดยมีกำหนดเปิดตัวรถช่วงปี 2553สำหรับเรื่องของรถเล็กประหยัดพลังงาน หรืออีโคคาร์ คาดว่าประมาณปี 2553 จะเปิดตัวสู่ตลาดไทย โดยจะมีทั้งแบบซีดาน และแฮ็ทช์แบ็ก 5 ประตู ส่วนจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน หรือดีเซล และชื่อรุ่นอะไร จะประกาศให้ทราบอีกครั้งเมื่อเราพร้อม โดยเรามองว่า ณ ตอนนี้ เทรนด์ตลาดเปลี่ยน สังเกตุง่ายๆ ปีที่แล้วตลาดปิกอัพตกลง 40% รถยนต์นั่งเติบโต 20% ตรงนี้ตลาดมันตอบโจทย์อยู่แล้ว ดังนั้นนิสสันจะมุ่งไปที่ตลาดรถยนต์นั่ง โดยจะโฟกัสไปที่โครงการอีโคคาร์ และเราหวังว่าประเทศไทยจะเป็นต้นแบบให้ตลาดอาเซียนต่อไป ซึ่งโครง การนี้ถือเป็นโครงการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในอนาคต

โดยอีโคคาร์ถือเป็นรถเล็กราคาประหยัด ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดรถยนต์ในประเทศให้มีความคึกคัก ในส่วนของบริษัทยืนยันว่าจะมีรถทำตลาดในปีหน้า และจากนั้นจะมีหลายค่ายทยอยเปิดตัวทำตลาดซึ่งระยะเวลาจะเป็นเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่คาดว่า ภายใน 3-4 ปี อีโคคาร์จะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย และเป็นตลาดใหญ่ด้วยยอดขาย 1-1.5 แสนคันต่อปี

อย่างไรก็ตามนิสสันไม่ได้ทิ้งตลาดปิกอัพ ยังให้ความสำคัญเช่นเดิม แม้จะเป็นรองยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า และอีซูซุ นิสสันก็ยังจะสู้ต่อไป และมีแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งปีนี้ เพื่อสร้างยอดจำหน่ายให้บริษัทมีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มรถปิกอัพ รถยนต์คอมแพคท์ หรือรถยนต์นั่ง ซึ่งทั้งหมดจะปูรากฐานที่สำคัญให้กับนิสสันให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมทุกรุ่น 28,000 คัน ขณะที่การส่งออกประมาณการณ์ไว้ 50,000 คัน ขณะเดียวกันการปรับโครงสร้างบริหารและภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปีนับจากนี้ จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 10% จากปัจจุบันที่มีเพียง 5-6% เท่านั้น

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com