แก๊สโซฮอล์

Home / ข่าวสาร / แก๊สโซฮอล์

ออกจะตลกคาเฟ่ไปหน่อย สำหรับข้อมูลที่เปิดเผยถึงพิษภัยของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เป็นตัวก่อมะเร็ง แม้เป็นข้อมูลทางวิชาการแต่งานนี้เสี่ยงสูงเกินไปที่จะให้คนไทยทั้งประเทศเข้าใจลึกซึ้งคล้อยตามไปกับนักวิชาการ

แก๊สโซฮอล์ ทั้ง 91 และ 95 ยังเป็นพลังงานทดแทนของนักขับรถยนต์ แต่อยู่ดีไม่ดีเพราะราคาน้ำมันดิบชักจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็ดันมีเรื่องมะเร็งอุบัติ

ทั้งนี้ เนื่องจากนักวิชาการด้านอากาศ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอผลวิจัยปริมาณการแพร่กระจายของสารประกอบคาร์บอนิลในอากาศในเขตกรุงเทพ ฯ ระหว่างปี 2549-2551 แล้วพบสารก่อมะเร็งในกลุ่มคาร์บอนิล 2 ตัว คือ ฟอร์มาลดีไฮด์ และอะเซทัลดีไฮด์ ใน ปริมาณสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งมีการโยงไปถึงการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่เพิ่มมากขึ้น

ยากเกินไปครับ คนไทยสามัญรากหญ้าคุณทักษิณไม่เข้าใจแน่ แต่สะดุ้งเฮือกทันทีเพราะคิดว่าใช้ก๊สโซฮอล์แล้วเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

ขณะนี้รัฐบาลก็รีบออกมาชี้แจง สกัดขอบเขตความตื่นตระหนกของผู้คนโดยนายเมตตา บันเทิงสุข อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวปฏิเสธว่า สารกลุ่มคาร์บอนิลไม่ได้มีอยู่ในแก๊สโซฮอล์ หรือเอทานอล แต่ในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์และท่อไอเสียอาจเกิดสารดังกล่าวขึ้นได้ และปะปนออกมาพร้อมกับไอเสียของรถยนต์

คนไทยส่วนหนึ่งรวมทั้งผมด้วยอีกคน ได้รับการบอกเล่าจากรัฐบาลไทยว่า น้ำมันแก๊สโซฮอล์ เป็นน้ำมันน่าใช้อย่างยิ่ง เพราะเทียบค่ากันแล้วระหว่างแก๊สโซฮอล์กับเบนซิน แก๊สโซฮอล์จะช่วยลดปริมาณเบนซินและอะโรเมติกส์ ที่จะออกมากับท่อไอเสียให้ลดลงตามสัดส่วนของเอทานอลที่นำมาใช้เป็นส่วนผสม

โดยเฉพาะแก๊สโซฮอล์ ยังช่วยลดการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ อันเป็นมลพิษ

มาถึงวันนี้ รัฐกลับบอกว่าระวังมะเร็ง เพราะแก๊สโซฮอล์ งานนี้ถ้าคนไทยไม่กุมขมับก็ยากมาก ๆ ครับ

อันที่จริงประดาเหตุผลทั้งหลายที่คุณเมตตาสาธยายมานั้น เป็นเบสิกธรรมดา สิ่งที่ระเหยออกมาจากท่อไอเสียเพราะการเผาไหม้เครื่องยนต์ ย่อมสร้างมลพิษ จึงจำเป็นต้องมีป้ายเตือนอย่าจอดรถโดยติดเครื่องยนต์ของท่านไว้ในบางสถานที่

เหมือนกับ ขอความกรุณาอย่าสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไม่ทำร้ายกัน—นั่นแหละครับ

สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้ยวดยานจะช่วยได้ ก็คือ อย่าปล่อยทิ้งให้เครื่องยนต์ทำงานหนักโดยไม่ได้รับการดูแลตามระยะกิโลเมตร หรือตามห้วงเวลาของเดือน

รวมทั้งการจูน-อัพเครื่องยนต์ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือคู่มือของรถแต่ละยี่ห้อ

นักวิจัยงานนี้คือ นางเดซี่ หมอกน้อย ซึ่งเป็นนักวิจัยของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางอธิบดีกรมฯ ได้ออกมาชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้คน หลังการยอมรับถึงความสับสนและความเข้าใจที่ไขว้เขว

และยอมรับว่าเป็นการวิจัยเบื้องต้น ต้องการการวิจัยที่ชัดเจนกว่านี้ โดยต้องตรวจสอบและทำวิจัยซ้ำก่อนเป็นที่ยอมรับและนำข้อมูลไปเผยแพร่

คนไทยก็คงไม่มีปัญหากับนักวิจัยสักเท่าไร เพราะผู้แถลงงานนี้น่าจะต้องได้รับการตักเตือนหรือผ่านการกรองจากผู้ใหญ่ของกรมเป็นเบื้องต้น

ถ้าต้องการให้คนไทยมีสุขภาพดีถ้วนหน้า กรุณาอย่าปล่อยข่าวแบบนี้บ่อย คนไทยวันนี้เพิ่งหายตกใจข่าว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นนายกรัฐมนตรีมาแหม็บ ๆ จะมะเร็งแก๊สโซฮอล์กันอีกแล้วเชียวหรือ………..!!!

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com