ไตรมาสแรกปิดไม่สวย

Home / ข่าวสาร / ไตรมาสแรกปิดไม่สวย

วันเวลาช่างผ่านพ้นไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน เผลอแผล็บเดียวไตรมาสแรกของธุรกิจการซื้อ-ขายจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในบ้านเรา ล่วงเลยเข้าไป 3 เดือนแล้ว เป็น 3 เดือนที่เต็มไปด้วยขวากหนามจากพิษเศรษฐกิจถดถอยที่กระหน่ำถาโถมเข้าใส่ในทุกๆ วงจรธุรกิจ รวมไปถึงสถานการณ์เหตุบ้านการเมืองที่คุกรุ่นด้วยความแตกแยก ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยในสภาวะที่ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในสภาพที่ต้องรัดเข็มขัดเศรษฐกิจในครัวเรือนกันจนเอวแทบจะขาดรอนๆ สำหรับวัฏจักรการซื้อ-ขายรถยนต์แล้วยังถือเป็นโชคดีที่รัฐบาลรีบให้คำตอบในเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตที่จะทำให้ราคารถยนต์ลดลงจากเดิมไปหลายกะตังค์โขอยู่ ทำให้ผู้บริโภคที่ยังรีรอๆ เพื่อรอผลคำตอบเรื่องนี้อยู่ ตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วขึ้น เพราะคำตอบที่ออกมาคือ ราคารถยนต์ยังคงเหมือนเดิมไม่มีการลดราคาลงจากการลดภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด แต่ยังดีที่ในช่วงปลายไตรมาสแรกเดือนที่สามของปีเป็นช่วงของการออกตัวสำหรับแคมเปญโปรโมชั่นส่งเสริมการขายพิเศษที่บริษัทรถยนต์ต่างๆ นำออกมาใช้ในช่วงก่อนและระหว่างการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 ที่ถึงแม้จะยังไม่ส่งผลที่เด่นชัดในไตรมาสแรกนี้ แต่ก็ทำให้ไตรมาสที่สองมีแววที่สดใสขึ้นจากยอดการจองรถยนต์รุ่นใหม่กว่า 15,000 คัน ในระหว่างการจัดงานมอเตอร์โชว์ดังกล่าว

สำหรับผลรวมการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ในประเทศช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 นี้อยู่ที่ 107,774 คันลดน้อยถอยลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว -33.4% โดยที่ทุกยี่ห้อ ทุกแบรนด์ มียอดจำหน่ายที่ลดลงจากปีที่แล้วทั้งสิ้นยกเว้นบางแบรนด์ที่เพิ่งจะเปิดตัวเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา โตโยต้า ถึงแม้จะจำหน่ายรถยนต์ใหม่ออกไปได้เป็นอันดับหนึ่ง โดยจำหน่ายไปได้ 44,444 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดถึง 41.2% แต่ก็ลดลงจากปีที่แล้วไม่ใช่น้อยเหมือนกัน อีซูซุ ตามมาเป็นอันดับที่สอง ด้วยยอดจำหน่ายรวมตั้งแต่ต้นปี 23,558 คัน ได้ส่วนแบ่งการตลาดไป 21.9% ลดลงจากปีที่แล้ว -34.5% อันดับที่สามของรถยนต์ที่จำหน่ายขายได้มากที่สุดในไตรมาสแรกของปีนี้เป็นของ ฮอนด้า จำหน่ายไป 18,360 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 17.0% ซึ่งฮอนด้าเป็นแบรนด์เดียวใน 5 อันดับรถยนต์ที่จำหน่ายได้มากที่สุดในไตรมาสแรกที่มีผลต่างจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วน้อยที่สุด ฮอนด้า ปรับตัวลดลงไปเพียง 18.2% เท่านั้น ส่วนอันดับที่สี่ได้แก่รถยนต์รุ่นต่างๆ จากค่ายนิสสัน จำหน่ายรวมกันไปได้ 5,274 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 4.9% และอันดับที่ห้าเป็น มิตซูบิชิ มียอดจำหน่ายรวม 3 เดือน 4,464 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาดไป 4.1% ซึ่งทั้ง 5 แบรนด์ที่จำหน่ายรถยนต์ใหม่ป้ายแดงได้มากที่สุดในไตรมาสแรกของปีนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจาก 5 แบรนด์ที่จำหน่ายได้มากที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วแต่อย่างใด

และเดือนมีนาคมที่ผ่านพ้นไปไม่นานนัก 41,328 คัน เป็นตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์รวมทุกประเภทเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ 20.3% โตโยต้า จำหน่ายได้มากเป็นอันดับหนึ่งเหมือนเช่นทุกเดือนที่ผ่านมาโดยจำหน่ายไปได้ 16,762 คัน รับส่วนแบ่งตลาดไป 40.6% อีซูซุ ปิดยอดเข้ามาเป็นอันดับที่สอง จำหน่ายไปทั้งสิ้น 8,761 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาด 21.2 % อันดับที่สามเป็นของ ฮอนด้า จำหน่ายไป 7,244 คัน มีส่วนแบ่งตลาดในเดือนนี้ 17.5% อันดับที่สี่เป็นของ นิสสัน จากยอดจำหน่าย 2,050 คัน ส่วนแบ่งตลาด 5.0% และ มิตซูบิชิ อยู่ในอันดับที่ห้า จำหน่ายได้ 1,997 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 4.8%

ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลถือว่าเป็นตลาดที่มีความคึกคักท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของสังคมเมืองไทยในเวลานี้มากที่สุด มีรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ แบรนด์ใหม่ ออกตัวมาเป็นทางเลือกอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะในช่วงงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 สำหรับเดือนมีนาคม ยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลปิดตลาดที่ 16,194 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 13.7% ใน 5 อันดับแรกรถยนต์นั่งหรือรถเก๋งป้ายแดงมียอดจำหน่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ทั้งสิ้นรวมไปถึงมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งรถยนต์ที่จำหน่ายขายดีใน 5 อันดับแรกนี้ด้วย ทั้งนี้ โตโยต้า มียอดจำหน่ายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ขบวนรถเก๋งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ของโตโยต้ามีผู้จับจองเป็นเจ้าของไปทั้งสิ้น 6,951 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 42.9% ขยายตัวขึ้นจากเดือนที่แล้วเล็กน้อย อันดับที่สองก็ยังคงเป็น ฮอนด้า เหมือนเดิม ฮอนด้าจำหน่ายไปทั้งสิ้น 6,760 คัน เป็นส่วนแบ่งตลาด 41.7% เป็นยอดจำหน่ายที่สูงขึ้นจากเดือนที่แล้ว 22.3% อันดับที่สามเป็นความโดดเด่นอีกครั้งหนึ่งของ เชฟโรเลต จำหน่ายไปได้ 537 คัน ส่วนแบ่งตลาด 3.3% เป็นตัวเลขยอดจำหน่ายที่ถีบตัวสูงขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์เกือบหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว ส่วนอันดับที่สี่ของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขายดีเดือนมีนาคมเป็นของ นิสสัน จำหน่ายไปได้รวม 392 คันคิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 2.4% และอันดับที่ห้าเป็นของเจ้าพ่อรถหรูที่ถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่ตัวเลขยอดจำหน่ายในแต่ละเดือนยังเดินหน้าไม่หยุดยั้ง เดือนมีนาคมมีผู้บริโภคระดับผู้มีอันจะกินเป็นเจ้าของรถยนต์นั่งแบรนด์หรู เมอร์เซเดส-เบนซ์ ไปอีก 373 คัน ทำให้แบรนด์นี้แชร์ส่วนแบ่งการตลาดไปได้ 2.3%

เมื่อรวม 3 เดือนที่ผ่านไป รถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดจำหน่ายรวมกันที่ 43,968 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว -17.4% ห้าอันดับแรกของรถยนต์นั่งที่จำหน่ายได้มากที่สุดได้แก่ โตโยต้า 20,578 คันส่วนแบ่งตลาด 46.8% ฮอนด้า 17,250 คัน ส่วนแบ่งตลาด 39.2% นิสสัน 1,075 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.4% เชฟโรเลต 1,068 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.4% และอันดับที่ห้า มาสด้า 906 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.1%

มาถึงตลาดรถปิกอัพขนาด 1 ตันไม่เกี่ยงว่าจะขับเคลื่อนสองล้อหรือสี่ล้อ จะเป็นแบบธรรมดาหรือยกสูงมาแต่กำเนิด ขอเพียงอย่างเดียวไม่รวมเอารถยนต์ประเภทขับเคลื่อนสี่ล้ออเนกประสงค์เข้าไว้ด้วยเท่านั้นเป็นพอ เดือนมีนาคม โตโยต้า กลับมาทวงความเป็นปิกอัพยอดนิยมได้อีกครั้งหนึ่งจากยอดรวมทั้งตลาดในเดือนมีนาคมที่จำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 20,847 คัน ขยายตัวขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ก่อนหน้านี้ 24.7% โตโยต้า วีโก้ จำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 8,355 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 40.1% ขณะที่ อีซูซุ ก็ไม่ปล่อยให้โตโยต้าทิ้งห่างไปไกลถึงแม้จะจำหน่ายได้มากที่สุดเป็นอันดับที่สองในเดือนมีนาคม แต่ก็แพ้โตโยต้าไปไม่กี่มากน้อยเท่านั้น อีซูซุ จำหน่ายไปได้ 8,175 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาด 39.2% อีซูซุ ดีแมคซ์ จำหน่ายได้น้อยกว่า โตโยต้า วีโก้ ไปเพียง 180 คันเท่านั้น คู่นี้ต้องลุ้นกันจนถึงฎีกาอย่างแน่นอนสำหรับตำแหน่งแชมป์ประจำปี อันดับที่สามของปิกอัพขายดีเดือนมีนาคมเป็นของ นิสสัน จำหน่ายไป 1,645 คัน รับส่วนแบ่งตลาดไป 7.9% มิตซูบิชิ เข้าป้ายมาเป็นอันดับที่สี่ ด้วยยอดจำหน่าย 1,141 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 5.5% และอันดับที่ห้ากลับมาอีกครั้งเช่นกันสำหรับเชฟโรเลตสามารถทำยอดจำหน่ายได้ 559 คัน รับส่วนแบ่งตลาด 2.7% เรียกว่ากลับมาร้อนแรงพอสมควรสำหรับเชฟโรเลตไม่ว่าจะเป็นในแบบรถปิกอัพหรือรถเก๋ง

ยอดรวมตั้งแต่ต้นปีของรถปิกอัพ 1 ตัน อยู่ที่ 52,912 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 41.1% ไล่เรียงจากอันดับที่หนึ่งถึงอันดับที่ห้าได้แก่ อีซูซุ จำหน่ายไปแล้ว 21,986 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 41.5% ตามด้วย โตโยต้า จำหน่ายไป 19,945 คัน ส่วนแบ่งตลาด 37.7% นิสสัน จำหน่ายไปแล้ว 4,109 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาด 7.8% มิตซูบิชิ 2,752 คัน ส่วนแบ่งตลาด 5.2% และ ฟอร์ด 1,391 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.6%

ส่วนรถยนต์ประเภทขับเคลื่อน 4 ล้ออเนกประสงค์เป็นตลาดที่หดตัวสูงที่สุด ถึงแม้ว่าเดือนมีนาคมจะมียอดจำหน่ายที่กระเตื้องขึ้นสามารถจำหน่ายไปได้ทั้งสิ้น 1,433 คัน สูงขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 20.7% ก็ตามโดยเมื่อรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นสุดไตรมาสแรก ตลาดนี้มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 3,877 คัน ติดลบเมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนแรกของปีที่แล้วถึง 49.9% หายไปเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว หัวแถวของตลาดนี้ได้แก่ โตโยต้า มียอดจำหน่ายรวม 3 เดือน 1,548 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 39.9% ฮอนด้า อยู่ในอันดับที่สอง 1,110 คัน ได้ส่วนแบ่งตลาด 28.6% มิตซูบิชิ อยู่ในอันดับที่สาม จำหน่ายไปแล้ว 514 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 13.3% อันดับที่สี่เป็นของ เชฟโรเลต ที่ 358 คัน ส่วนแบ่งตลาด 9.2% และ อีซูซุ อยู่ในอันดับที่ห้า จำหน่ายได้ 110 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.8% เฉพาะเดือนมีนาคมเดือนเดียว โตโยต้า กวาดยอดจำหน่ายไป 525 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 36.6% ตามด้วย ฮอนด้า 484 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.8% มิตซูบิชิ 197 คัน ส่วนแบ่งตลาด 13.7% เชฟโรเลต 119 คันส่วนแบ่งตลาด 8.3% และ อีซูซุ 36 คัน ส่วนแบ่งตลาด 2.5%

ในเดือนเมษายนจะเป็นเดือนหนึ่งในรอบปีที่ยอดจำหน่ายรถยนต์รุ่นใหม่ในประเทศจะถีบตัวสูงขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลพวงมาจากยอดการจับจองเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นใหม่ป้ายแดงในช่วงงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 30 ที่ปรากฏว่าในสภาพที่บ้านเมืองคุกรุ่นด้วยพิษการเมืองและสภาพอากาศที่แปรปรวนไม่มีผลกระทบกับการจัดงานดังกล่าว ยอดจองรถยนต์รุ่นใหม่ และจำนวนผู้เข้าชมงานแทบจะไม่แตกต่างไปจากที่คาดการณ์ไว้แต่อย่างใด แต่ตัวเลขที่มีผลต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ทั้งปีจะมาก-น้อยเพียงไร ต้องรอตัวเลขอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งที่จะออกมาในเร็ววันนี้

ที่มาจาก www.grandprixgroup.com